โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ฮุน เซนไม่เดือดร้อนจริงหรือ? หากไทยไม่ขายน้ำมันให้

Amarin TV

เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2568 เวลา 04.38 น.
ฮุน เซนโพสต์ กัมพูชาจะไม่เดือนร้อน หากไทยไม่ขายน้ำมันให้ เย้ย ปตท. จะเจ็บเอง แต่สถิติชี้ กัมพูชายังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากเพื่อนบ้าน 100%

ฮุน เซน ท้าทาย ยุไทยเลิกขายน้ำมันให้กัมพูชา

ฮุน เซน ผู้นำทางการเมืองกัมพูชาโพสต์ข้อความร่ายยาวกลางดึกเมื่อคืนวันที่ 20 มิถุนายน 2568 เกี่ยวกับประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านของไทยได้เสนอให้รัฐบาลไทยหยุดขายน้ำมันให้กับกัมพูชา เพื่อกดดันให้กัมพูชายอมจำนน โดยระบุว่า “กัมพูชาจะไม่ล้มเหลวเพียงเพราะไม่ได้ซื้อน้ำมันจากประเทศไทย ในทางกลับกัน อาจเป็นบริษัทปตท. ของไทยเองที่ต้องเผชิญกับผลกระทบ หากรัฐบาลไทยต้องการให้ ปตท. ล่มสลายก็จงเดินหน้ามาตรการนี้ต่อไป”

เขายังโพสต์เพิ่มเติมว่า กัมพูชาพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่ไทยใช้คุกคาม ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต ไฟฟ้า แรงงาน และ ล่าสุดก็ขู่ตัดการส่งน้ำมัน ในอดีตไทยดูถูกและเลือกปฏิบัติต่อแรงงานกัมพูชาโดยใช้แรงงานเป็นเครื่องมือต่อรอง แต่เมื่อกัมพูชาประกาศจะรับแรงงานกลับประเทศ ไทยก็เปลี่ยนท่าที… ถ้าแรงงานกัมพูชาถอนตัวจากโรงงาน ฟาร์ม บริษัท และไซต์ก่อสร้าง ธุรกิจจำนวนมากในไทยอาจต้องปิดตัวลง หากไทยกล้าจริงก็ลองไล่แรงงานกัมพูชาออกให้หมด และคอยดูว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบแค่ไหน น้ำมันก็เช่นเดียวกัน แต่อย่าลืมปรึกษาบริษัทปตท. ของไทยก่อน เพราะนั่นอาจหมายถึงการทำลายธุรกิจของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปตท. ยังมีสถานีบริการน้ำมันในกัมพูชา”

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาและผู้ประกอบการเลิกทำการซื้อขายสินค้ากับไทย เพื่อไม่ให้ฝ่ายไทยมีเหตุผลมาใช้ข่มขู่อีกต่อไป และหากปัญหาด่านชายแดนยังไม่ได้รับการแก้ไข กัมพูชาควรระงับการนำเข้าสินค้ากระป๋องทุกชนิดจากประเทศไทย ทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มให้พลังงาน ปลากระป๋อง หรือเนื้อสัตว์กระป๋อง และหันมาใช้สินค้าผลิตในประเทศหรือสินค้าที่นำเข้าจากประเทศอื่นแทน

อย่างไรก็ตาม ข้อความที่ผู้นำกัมพูชาโพสต์กลางดึกซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นการค้าระหว่างประเทศ ชวนให้คิดว่าสถานการณ์น้ำมันและก๊าซในกัมพูชาเป็นอย่างไร Spotlight สรุปข้อมูลตัวเลข สถิติ ว่ากัมพูชาต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากไทยมากน้อยแค่ไหน พร้อมชวนวิเคราะห์ว่า หากไทยระงับการส่งออกน้ำมันไปยังกัมพูชาแล้ว กัมพูชาจะไม่ได้รับความเดือดร้อนจริงหรือ? และจะมีวิธีแก้เกมอย่างไรบ้าง?

กัมพูชาพึ่งพานำเข้าน้ำมัน 100%

สถานการณ์น้ำมันและก๊าซในกัมพูชา ณ ปัจจุบัน ยังนับว่า กัมพูชายังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทั้งหมด 100% จากต่างประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศ เนื่องจากกัมพูชายังไม่สามารถผลิตน้ำมันและก๊าซได้เอง อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 กัมพูชานำเข้าน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินลดลงประมาณ 13-17% ปัจจัยที่อาจมีส่วนทำให้การนำเข้าลดลง ได้แก่ อุปทานไฟฟ้าภายในประเทศที่เพียงพอมากขึ้น การนำรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มาใช้ และราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ค่อนข้างคงที่ ขณะที่การนำเข้าก๊าซเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อยู่ที่ประมาณ 1.6%

จากการรายงานของแหล่งข้อมูลการค้า The Observatory of Economic Complexity หรือ OEC พบว่ากัมพูชานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปหรือ Refined petroleum จากประเทศไทยเป็นหลัก โดยข้อมูลในปี 2566 ระบุว่า มูลค่าการนำเข้าสูงถึง 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 55,709 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนเกินครึ่งหนึ่งของน้ำมันสำเร็จรูปทั้งหมดที่ใช้ในประเทศ

ส่วนประเทศที่กัมพูชาซื้อน้ำมันสำเร็จรูปรองลงมาคือ เวียดนาม ซึ่งเคยเป็นผู้ส่งออกหลักให้กัมพูชามาก่อน ในปี 2566 เวียดนามเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปรายใหญ่อันดับที่ 2 ของกัมพูชา โดยมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 672 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 20,550 ล้านบาท ในปีเดียวกันนั้นเอง กัมพูชานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์คิดเป็นมูลค่าประมาณ 530 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 17,370 ล้านบาท โดยสิงคโปร์มีความสำคัญในฐานะศูนย์กลางการกลั่นและซื้อขายน้ำมันในภูมิภาค ทำให้เป็นแหล่งที่มาของน้ำมันสำเร็จรูปที่หลากหลายสำหรับกัมพูชา

สัดส่วนดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ไทยมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ขายน้ำมันสำเร็จรูปให้กัมพูชา แม้ว่า OR จะเป็นผู้เล่นรายใหญ่และมีบทบาทสำคัญอย่างมากในตลาดค้าปลีกน้ำมันของกัมพูชา โดยมีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station จำนวนมากและเป็นที่รู้จักกว้างขวาง คาดการณ์ว่าปัจจุบันมีสถานที่ให้บริการน้ำมัน 175 แห่งในกัมพูชา แต่ก็ยังมีผู้ค้าน้ำมันรายอื่น ๆ ของไทยที่ทำการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปยังกัมพูชาด้วยเช่นกัน

ถ้าไทยไม่ขาย กัมพูชาเดือดร้อนแค่ไหน แก้เกมอย่างไร

สัดส่วนน้ำมันที่ไทยส่งออกให้กัมพูชา หากมีมาตรการระงับเกิดขึ้นจริง แน่นอนว่าผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของประเทศจะต้องเจ็บตัวไม่น้อย แต่ในขณะเดียวกัน กัมพูชาเองก็จะได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน ประการแรกคือ กัมพูชาจะเกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงรุนแรงและราคาน้ำมันพุ่งสูง เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุด แม้กัมพูชาจะพยายามหานำเข้าจากแหล่งอื่น เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย แต่ก็ต้องเผชิญกับ ต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นมาก เนื่องจากระยะทางที่ไกลกว่า และอาจต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในการเร่งจัดหาน้ำมันกระทันหัน

สิ่งที่ตามมาจากาคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ประชาชนได้รับความเดือดร้อน อุตสาหกรรมการขนส่ง การเกษตร โรงงาน และภาคบริการที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก อาจทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก การลงทุนลดลง และเศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว

หากกัมพูชาจะแก้เกมด้วยการเร่งพัฒนาการสำรวจและขุดเจาะพลังงานภายในประเทศก็อาจไม่ทันท่วงที แม้กัมพูชามีการสำรวจและพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในประเทศ แต่การที่จะผลิตในเชิงพาณิชย์และเป็นไปอย่างต่อเนื่องนั้น ยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะแหล่งน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่ง (Offshore Blocks) อย่าง Block A ห่างจากสีหนุวิลล์ประมาณ 160 กิโลเมตร ที่ดูจะมีความหวังที่สุด และอยู่ในโครงการพัฒนาด้านพลังงานของกัมพูชามาหลายสิบปี แต่ก็ต้องล้มเหลวลงด้วยบริษัทสัมปทานที่ล้มละลายไป

Block A เป็นแหล่งที่สำคัญที่สุดและเคยมีการผลิตน้ำมันหยดแรกของกัมพูชา ซึ่งตั้งอยู่ในอ่าวไทย ห่างจากสีหนุวิลล์ประมาณ 160 กิโลเมตร บริษัท KrisEnergy จากสิงคโปร์ได้รับสัมปทานในปี 2020 แต่ประสบปัญหาทางการเงินและล้มละลาย ทำให้การผลิตหยุดชะงัก นอกจากนี้ กัมพูชายังประสบปัญหา พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area - OCA) ที่ไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน คาดการณ์ว่ามีทรัพยากรปิโตรเลียมมหาศาล ก๊าซธรรมชาติมูลค่า 3.5 ล้านล้านบาท และน้ำมันดิบมูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท หรือรวมกว่า 5 ล้านล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...