โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะสบาย? ชาวอเมริกันชี้เฉลี่ย 30 ล้านบาท แต่ Gen Z ขอแค่ 12 ล้านบาท ขณะที่ Boomers ต้องการถึง 34 ล้านบาท

THE STANDARD

อัพเดต 29 ก.ค. 2568 เวลา 10.43 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2568 เวลา 10.43 น. • thestandard.co
ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะสบาย? ชาวอเมริกันชี้เฉลี่ย 30 ล้านบาท แต่ Gen Z ขอแค่ 12 ล้านบาท ขณะที่ Boomers ต้องการถึง 34 ล้านบาท

เคยสงสัยหรือไม่ว่าเราต้องมีเงินเก็บเท่าไหร่ถึงจะรู้สึกว่าชีวิตนี้สบายทางการเงินแล้ว? ผลสำรวจล่าสุดจาก Charles Schwab ได้เผยตัวเลขในใจของชาวอเมริกันว่า โดยเฉลี่ยแล้วพวกเขาต้องการความมั่งคั่งสุทธิ (Net Worth) ถึง 839,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 30.8 ล้านบาท) เพื่อให้รู้สึกว่ามีชีวิตที่สุขสบาย และต้องการถึง 2.3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 84.4 ล้านบาท) เพื่อที่จะนิยามตัวเองว่าร่ำรวย

ตัวเลขความคาดหวังนี้แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย โดยคนรุ่น Gen Z มองว่าต้องการเงิน 329,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 12 ล้านบาท) ขณะที่กลุ่ม Millennials ต้องการ 847,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 31.1 ล้านบาท)

ส่วน Gen X ต้องการ 783,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 28.7 ล้านบาท) และกลุ่ม Baby Boomers ต้องการสูงที่สุดถึง 943,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 34.6 ล้านบาท) เพื่อให้รู้สึกสบายใจในบั้นปลายชีวิต

แต่ ‘ความจริง’ อันโหดร้ายก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่เคยไปถึงจุดนั้น ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปี 2022 แสดงให้เห็นว่า ค่าเฉลี่ยของความมั่งคั่งสุทธิของครอบครัวในช่วงวัยใกล้เกษียณ (65-74 ปี) อยู่ที่เพียง 409,900 ดอลลาร์ (ประมาณ 15 ล้านบาท) ซึ่งไม่ถึงครึ่งหนึ่งของตัวเลขที่พวกเขาใฝ่ฝันไว้ด้วยซ้ำ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินถึงกับกล่าวว่าตัวเลขเหล่านี้ ‘น่าหดหู่’ และเป็นภาพสะท้อนอนาคตที่น่ากังวลของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

นิยามของคำว่าสบายทางการเงินในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการใช้ชีวิตหรูหรา แต่คือการไม่ต้องกังวลแบบเดือนชนเดือน สามารถรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้ และสามารถเก็บออมเพื่อเป้าหมายในอนาคตอย่างการเกษียณได้

แต่ภาพความเป็นจริงของครัวเรือนอเมริกันส่วนใหญ่กลับสวนทาง โดยนอกจากจะมีรายได้เฉลี่ยราว 80,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.9 ล้านบาท) ต่อปีแล้ว พวกเขายังมีหนี้สินจำนวนมาก ทั้งหนี้บ้าน, หนี้การศึกษา, หนี้รถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต

ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า สถานะทางการเงินของคนส่วนมากจึงไม่ได้อยู่ในจุดที่สุขสบาย แต่เป็นสภาวะ ‘ความตึงเครียดทางการเงินระดับปานกลางถึงรุนแรง’ เสียมากกว่า และชี้ว่าคนอเมริกันจำนวนมาก ‘ไม่มีความยืดหยุ่นทางการเงินเพียงพอ’ ที่จะรับมือกับเหตุไม่คาดฝันได้ ซึ่งปัญหาใหญ่คือความมั่งคั่งส่วนใหญ่มักจะจมอยู่กับบ้านที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่นำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่ได้

ดังนั้น แทนที่จะมองแค่ความมั่งคั่งสุทธิ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ตั้ง ‘เป้าหมาย’ การออมในสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ชัดเจนตามช่วงวัยและรายได้ ตัวอย่างเช่น คนอายุ 25 ปี ที่มีรายได้เฉลี่ย 55,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 2 ล้านบาท) ควรมีเงินลงทุนอย่างน้อย 11,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 4 แสนบาท)

หรือคนอายุ 45 ปี ที่มีรายได้ 105,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 3.8 ล้านบาท) ควรตั้งเป้าหมายมีเงินลงทุนให้ได้ 315,000 ถึง 430,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 11.5 ถึง 15.8 ล้านบาท)

สำหรับวัยเกษียณ มีแนวทางยอดนิยมที่เรียกว่ากฎ 4% (4% Rule) ซึ่งหมายถึงการที่เราสามารถถอนเงิน 4% จากพอร์ตการลงทุนออกมาใช้ได้ทุกปีโดยที่เงินต้นไม่หมดไปใน 30 ปี ซึ่งหากต้องการใช้ชีวิตอย่างสบายๆ ด้วยเงิน 50,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 1.8 ล้านบาท) จะต้องมีเงินออมในพอร์ตลงทุนถึง 1.25 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 45.9 ล้านบาท) เลยทีเดียว

ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินได้ให้ ‘บทเรียน’ ที่สำคัญจากประสบการณ์ว่า ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดสองอย่างที่คนส่วนใหญ่มักทำคือ การเริ่มต้นออมช้าเกินไป และ การมีหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสูง โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต ซึ่งเป็นตัวบ่อนทำลายความมั่นคงทางการเงินอย่างร้ายแรงที่สุด

ท้ายที่สุดแล้ว คำแนะนำที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังที่สุดคือ ‘เริ่มต้นจากสิ่งที่คุณมี และเริ่มต้นจากจุดที่คุณอยู่’ ไม่จำเป็นต้องแก้ไขทุกอย่างในคราวเดียว แต่การเริ่มติดตามรายจ่าย, ตั้งเป้าหมายเล็กๆ และพยายามชำระหนี้ดอกเบี้ยสูงให้เร็วที่สุด คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด เพราะยิ่งคุณมีเวลามากเท่าไหร่ โอกาสที่จะไปถึงเป้าหมายทางการเงินในฝันก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.43 บาท ณ วันที่ 28 กรกฎาคม 2568

ภาพ: oneinchpunch / Shutterstock

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...