โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ททท.เร่งบูสต์นักท่องเที่ยวเข้าไทย

ไทยโพสต์

อัพเดต 22 มิ.ย. 2568 เวลา 18.13 น. • เผยแพร่ 22 มิ.ย. 2568 เวลา 17.01 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อต้องยอมรับว่าเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในปี 2568 อาจไม่เป็นไปตามที่ตั้งไว้เดิม ที่ 37.46 ล้านคน และรายได้รวม 3.4 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจปรับลดลงเหลือใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ที่ 35.54 ล้านคน และที่น่ากังวลคือ ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นตลาดหลัก มีแนวโน้มหดตัวอย่างหนักถึง 30% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี ทำให้คาดการณ์ว่าตลอดทั้งปีนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่เพียง 4 ล้านคนเท่านั้น จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้สูงกว่านี้

แม้ตลาดจีนจะชะลอตัว แต่ ททท.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ได้เปิดเผยถึงสัญญาณเชิงบวกที่กำลังเกิดขึ้นในหลายตลาดศักยภาพ โดยเฉพาะ ยุโรป ตะวันออกกลาง อเมริกา และโอเชียเนีย ที่มีการเติบโตในระดับสองหลักอย่างโดดเด่นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ ททท.มุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ตลาดเหล่านี้ก้าวสู่การเป็น “Million Market” หรือตลาดที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาถึงหลักล้านคน เพื่อปรับโครงสร้างตลาดสู่ “Value over Volume” หรือเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณอย่างยั่งยืน

จากข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-9 มิถุนายน 2568 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วกว่า 15.54 ล้านคน โดยพบว่าตลาดมาเลเซียได้แซงหน้าจีนขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ด้วยอัตราการเติบโต 13.22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ททท.ชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตลาดยุโรปที่มีกำลังซื้อสูง โดยรวมเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 13% โดยเฉพาะเยอรมนีที่พุ่งสูงถึง 71% อิตาลี 28% และสวิตเซอร์แลนด์ 24% นอกจากนี้ ตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ก็มีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 55% นำโดยซาอุดีอาระเบีย +61% โอมาน +54% และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ +51% รวมถึงอิสราเอล +32.49% ขณะที่ตลาดดาวรุ่งอย่างฟิลิปปินส์ก็แสดงสัญญาณการเติบโตที่ดีที่ 24%

ตลาดขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตต่อเนื่องยังคงเป็นอินเดีย +15.4%, รัสเซีย +12.96%, สหราชอาณาจักร +19.3%, สหรัฐอเมริกา +10.2%, เยอรมนี +11.82%, ญี่ปุ่น +9.94%, ฝรั่งเศส +19.27% และออสเตรเลีย +14.67% ขณะที่ตลาดศักยภาพขนาดกลางก็เติบโตโดดเด่นเช่นกัน อาทิ อิสราเอล +74.65%, อิตาลี +28.45%, แคนาดา +7.12%, โปแลนด์ +31.07%, เนเธอร์แลนด์ +12.69% และสวีเดน +10.47%

เพื่อกระตุ้นตลาดในช่วงฤดูฝน ททท.เตรียมอัดฉีดงบประมาณ 2 พันล้านบาทเพื่อคิกออฟโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ในเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมกับเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ โดยมั่นใจว่าแม้จำนวนนักท่องเที่ยวอาจไม่เป็นไปตามเป้า แต่ตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวรวมยังคงสูงกว่าปีก่อนที่ 2.97 ล้านล้านบาทอย่างแน่นอน

ททท.ยังมองเห็นสัญญาณที่ดีจาก Forward Booking ของสายการบินในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2568 (Summer Slot) ที่มีแนวโน้มเติบโตในเกือบทุกตลาด ไม่ว่าจะเป็นยุโรป +21%ตะวันออกกลาง +25%และเอเชีย +7% และยังคงดีต่อเนื่องในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2568 (Winter Slot) อาทิ ยุโรป +17% อเมริกา +12% และเอเชีย +22%

ขณะเดียวกันจะเน้นกลยุทธ์ “Relocation” เพื่อสร้างสมดุลในตลาดและมุ่งส่งเสริมตลาดศักยภาพ ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตร ทั้งสายการบินและทัวร์โอเปอเรเตอร์รายใหญ่ จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและแคมเปญต่างๆ เช่น การเปิดเส้นทางบินใหม่และเพิ่มความถี่เที่ยวบินจากลอนดอนและแมนเชสเตอร์ สู่กรุงเทพฯ ของสายการบิน Norse Atlantic Airways และ TUI UK รวมถึงการจัด Joint Promotion กับ British Airways และ Condor เพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว First Visit และ Re-visit

นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมร่วมกับ Tour Operator ในตลาดรัสเซีย, ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา เพื่อกระตุ้นยอดขายและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ทั้งกลุ่ม DINKs, Gen Z และ LGBTQ ตลอดจนการเข้าร่วมงานส่งเสริมการขายระดับโลกอย่าง Cannes Yachts Show และ Wedding & Honeymoon Fair

ท้ายที่สุด ททท.จะปรับกลยุทธ์ให้ตอบสนองต่อโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยให้น้ำหนักกับการสร้างสมดุลของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก นำเสนอจุดขายใหม่ๆ โดยเฉพาะในเมืองรอง หรือเมืองน่าเที่ยว เพื่อสร้างสมดุลในเชิงพื้นที่ และใช้กิจกรรมสร้างสรรค์และ Event Marketing กระตุ้นตลาดในช่วง Green Season เพื่อมุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง และสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนตามแนวคิด Value over Volume.

++++++++++++++++++

กัลยา ยืนยง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...