โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เดือดไม่เลิก อิหร่านล้างแค้นยิงมิสไซส์ถล่มฐานทัพสหรัฐในกาตาร์

PostToday

อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 18.21 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 21.41 น.

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพอากาศอัลอูเดด (Al Udeid Air Base) ของสหรัฐฯ ในประเทศกาตาร์ แต่ไม่เกิดความเสียหายรุนแรงหรือมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีลดระดับความตึงเครียด พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านและอิสราเอลยุติความรุนแรงและหันหน้าสู่สันติภาพ หลังเหตุการณ์ปะทะกันต่อเนื่องเป็นเวลา 11 วัน

ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน หลังจากอิสราเอลโจมตีโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน โดยต่อมา สหรัฐฯ ได้ร่วมโจมตีเป้าหมายใต้ดินของอิหร่านด้วยระเบิดเจาะเกราะหนัก 30,000 ปอนด์ จนนำไปสู่คำขู่ของอิหร่านว่าจะตอบโต้ในวงกว้าง

อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านกล่าวว่า “อิหร่านไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มโจมตี และจะไม่ยอมรับการถูกรุกรานจากใครทั้งสิ้น” พร้อมย้ำว่า อิหร่านได้แจ้งเตือนล่วงหน้าต่อสหรัฐฯ และกาตาร์ผ่านช่องทางการทูตก่อนการโจมตี ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ได้ขอบคุณอิหร่านสำหรับการแจ้งเตือนนี้ โดยมองว่าเป็นสัญญาณบวก

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า “ไม่มีผู้เสียชีวิต ไม่มีผู้บาดเจ็บ และมีความเสียหายน้อยมาก” พร้อมเรียกการยิงขีปนาวุธ 14 ลูกของอิหร่านว่า “การตอบโต้ที่อ่อนแอและเป็นสิ่งที่เราคาดไว้แล้ว”

อิสราเอลตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดในกรุงเตหะราน

ในวันเดียวกัน อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอย่างรุนแรงต่อเป้าหมายในกรุงเตหะราน รวมถึงเรือนจำเอวิน (Evin Prison) ซึ่งเป็นสถานที่คุมขังนักโทษการเมืองและผู้ต้องสงสัยด้านจารกรรม โดยถือเป็นการส่งสัญญาณว่าทางการอิสราเอลพร้อมโจมตีโครงสร้างหลักของระบอบปกครองอิหร่าน

รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลเปิดเผยว่า เป้าหมายของการโจมตีในครั้งนี้คือ “ศูนย์กลางอำนาจของรัฐบาลและกลไกการปราบปราม” ของอิหร่าน ขณะเดียวกัน ประชาชนในกรุงเตหะรานจำนวนมากกว่า 10 ล้านคนพากันอพยพออกนอกเมืองท่ามกลางความหวาดกลัวจากการโจมตีต่อเนื่อง

ความสัมพันธ์ในภูมิภาคสั่นคลอน อาหรับประณามอิหร่าน ขณะรัสเซียจับตาใกล้ชิด

การโจมตีฐานทัพในกาตาร์ส่งผลให้ประเทศอาหรับหลายแห่ง ได้แก่ กาตาร์ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต และอิรัก ออกแถลงการณ์ประณามอิหร่านอย่างรุนแรง ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านได้เดินทางไปพบปะกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เพื่อขอการสนับสนุนทางการทูตในการเผชิญหน้ากับชาติตะวันตก

ด้านสื่อของอิหร่านรายงานว่า มีการเร่งช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากซากอาคารที่ถูกทำลาย และเร่งรักษาความปลอดภัยในเรือนจำเอวิน ซึ่งมีผู้ต้องขังต่างชาติรวมอยู่ด้วย

ความมั่นคงทางการบินปั่นป่วน เที่ยวบินยกเลิก-เบี่ยงเส้นทางทั่วภูมิภาค

ภายหลังการโจมตีดังกล่าว ประเทศในตะวันออกกลางหลายแห่งได้สั่งปิดน่านฟ้าชั่วคราว ส่งผลให้สายการบินจำนวนมากต้องยกเลิกหรือเปลี่ยนเส้นทางบิน โดยเฉพาะสายการบิน Qatar Airways และ Etihad Airways ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง

บริษัท Cirium ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลการบินรายงานว่า เที่ยวบินกว่า 24 เที่ยว ถูกเบี่ยงเส้นทางในวันจันทร์ ขณะที่ Kuwait Airways ระงับการเดินทางทั้งหมดในประเทศ และ Etihad ปรับตารางบินตลอดวันจันทร์และอังคาร

นอกจากนี้ ความขัดแย้งที่กระจายไปยังหลายภูมิภาคยังเพิ่มความเสี่ยงต่อสายการบินพาณิชย์ โดยเฉพาะการโจมตีทางอากาศและการแทรกแซงสัญญาณ GPS ซึ่งทำให้เครื่องบินบางลำออกนอกเส้นทาง บริษัท SkAI จากสวิตเซอร์แลนด์เผยว่า ภายในเวลา 24 ชั่วโมง มีเครื่องบินพาณิชย์กว่า 150 ลำถูก “สปูฟ” พิกัดเหนืออ่าวเปอร์เซีย

สถานการณ์เสี่ยงลุกลามสู่สงครามเต็มรูปแบบ

ในขณะที่อิหร่านยังคงข่มขู่ว่าจะตอบโต้เพิ่มเติมหากถูกรุกรานต่อเนื่อง นักวิเคราะห์ด้านการทูตชี้ว่า ผู้นำสูงสุดของอิหร่านอาจมองว่าการหลีกเลี่ยงความสูญเสียต่อพลเมืองสหรัฐฯ อาจเป็นโอกาสในการยุติความขัดแย้ง พร้อมคงเสถียรภาพของระบอบปกครองต่อไป

แหล่งข่าวระดับสูงเผยว่า ขณะนี้มีการเตรียมการหาผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่าน โดยบุคคลสำคัญที่ถูกจับตามองคือ โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายวัย 56 ปีของผู้นำสูงสุด และฮัสซัน โคเมนี หลานชายของอายาตอลเลาะห์ รูฮุลเลาะห์ โคเมนี ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...