โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

REIC เผยก่อสร้าง-ค่าแรงพุ่ง/หนี้ครัวเรือนสูง-แบงก์เข้ม กดดัชนีเชื่อมั่นผู้ประกอบการดิ่ง

Khaosod

อัพเดต 20 พ.ค. 2568 เวลา 12.53 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2568 เวลา 12.53 น.

REIC เผยไตรมาส 1/68 ดัชนีก่อสร้าง-ค่าแรงพุ่ง ดันราคาคอนโดขยับ 3.4% หนี้ครัวเรือนสูง-แบงก์เข้ม กดดัชนีเชื่อมั่นผู้ประกอบการดิ่ง

วันที่ 20 พ.ค. 2568 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่าดัชนีราคาค่าก่อสร้างบ้านมาตรฐาน ไตรมาสที่ 1 ปี 2568” พบว่า มีค่าดัชนีเท่ากับ 140.2 เพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

สะท้อนให้เห็นว่าราคาค่าก่อสร้างบ้านมาตรฐานยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะหมวดงานระบบไฟฟ้าและระบบสื่อสาร เพิ่มขึ้น 10.7% หมวดสุขภัณฑ์ เพิ่มขึ้น 9.5% หมวดกระเบื้อง เพิ่มขึ้น 8.6% หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา เพิ่มขึ้น 7.4% หมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 4.8% และหมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต เพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยการเพิ่มขึ้นของราคาวัสดุก่อสร้างในหมวดต่างๆ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดีเซลที่อยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนวัตถุดิบ การผลิต และการขนส่ง อีกทั้งยังมีความต้องการวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น เพื่อการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยจากเหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา

ในขณะที่หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กมีการปรับลดลงมากที่สุด 7.9% ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีนที่ยังยืดเยื้อ แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐแล้วก็ตาม ส่งผลให้ราคาเหล็กในตลาดโลกรวมถึงในประเทศไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

ขณะที่หมวดแรงงาน พบว่าเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 372 บาทต่อวัน จาก 363 บาทต่อวัน ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2568

ราคาคอนโดใหม่ขยับขึ้น3.4%
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. ยังได้เปิดเผย “ดัชนีราคาห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขาย ไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ในกรุงเทพฯ–ปริมณฑล” พบว่า มีค่าดัชนีเท่ากับ 160.4 จุด เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีราคาบ้านจัดสรร มีค่าเท่ากับ 131.8 จุด เพิ่มขึ้น 0.2% (YoY) 0.3% (QoQ)

โดยการปรับเพิ่มของราคาดังกล่าวมีสาเหตุหลักจากต้นทุนการพัฒนาโครงการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อต้นทุนรวม ได้แก่ ต้นทุนค่าก่อสร้างที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของ
วัสดุก่อสร้างและค่าแรงงาน ราคาที่ดินในทำเลศักยภาพที่ปรับตัวสูงขึ้น

โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ใกล้ระบบขนส่งมวลชน ใกล้ศูนย์กลางธุรกิจ และพื้นที่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ส่งผลให้ต้นทุนรวมของโครงการใหม่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ราคาห้องชุดใหม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยดัชนีราคาห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขาย ในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 เมื่อแยกตามพื้นที่ พบว่ากรุงเทพฯ มีค่าดัชนีเท่ากับ 163.3 จุด เพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยทรงตัวในทิศทางขาขึ้น ซึ่งทำเลที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ ทำเลสุขุมวิทตอนต้น ระดับราคา 7.51 – 10 ล้านบาท

ส่วน 2 จังหวัดปริมณฑล (สมุทรปราการ และนนทบุรี) มีค่าดัชนีเท่ากับ 147.4 จุด เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งโซนที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ เมืองสมุทรปราการ–พระประแดง–พระสมุทรเจดีย์ ระดับราคา 1.51 – 2 ล้านบาท

สำหรับรายการส่งเสริมการขายห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายในไตรมาสนี้พบว่า ส่วนใหญ่เป็นของสมนาคุณ 64.8% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีสัดส่วน 45.9% เพื่อกระตุ้นยอดขายเนื่องจากยังไม่มีมาตรการกระตุ้น สำหรับรูปแบบการให้ส่วนลดฟรีค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ มีสัดส่วน 19.8% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งมีสัดส่วน 28.9% และการส่งเสริมการขายโดยการให้ส่วนลดเงินสด มีสัดส่วน 15.4% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งมีสัดส่วน 25.2%

ดัชนีเชื่อมั่นผู้ประกอบการอสังหาฯดิ่งต่ำค่ากลาง
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. ยังเปิดเผยถึง “ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ–ปริมณฑล ไตรมาสที่ 1 ปี 2568” พบว่า มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในภาวะปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 42.0 ลดลง 8.4 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ที่มีค่าดัชนีเท่ากับ 50.4 และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีค่าดัชนีเท่ากับ 48.3 ลดลง 6.3 จุด โดยดัชนีมีค่าต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 สะท้อนว่าผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นลดลงต่อสถานการณ์ธุรกิจในภาวะปัจจุบัน โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ธนาคารยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ

นอกจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนมาตรการตอบโต้ทางภาษี ของสหรัฐอเมริกาต่อหลายประเทศทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของทั้งนักลงทุนและผู้ซื้อที่อยู่อาศัย

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ในภาพรวมอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) มีค่าอยู่ที่ระดับ 52.3 ลดลง -12.0 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ที่มีค่าดัชนีเท่ากับ 64.3 แม้จะลดลง แต่ยังคงสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0

สะท้อนถึงมุมมองในเชิงบวกของผู้ประกอบการที่ยังคาดหวังว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ปัจจัยสนับสนุนมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ โครงการ "คุณสู้ เราช่วย" ที่มีเป้าหมายในการลดภาระหนี้สินภาคครัวเรือน และช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับประชาชน

นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังได้ประกาศผ่อนคลายเกณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) เป็นการชั่วคราว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2568–30 มิ.ย. 2569 ซึ่งคาดว่า จะส่งผลเชิงบวกต่อกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศในระยะต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : REIC เผยก่อสร้าง-ค่าแรงพุ่ง/หนี้ครัวเรือนสูง-แบงก์เข้ม กดดัชนีเชื่อมั่นผู้ประกอบการดิ่ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...