REIC เผยก่อสร้าง-ค่าแรงพุ่ง/หนี้ครัวเรือนสูง-แบงก์เข้ม กดดัชนีเชื่อมั่นผู้ประกอบการดิ่ง
REIC เผยไตรมาส 1/68 ดัชนีก่อสร้าง-ค่าแรงพุ่ง ดันราคาคอนโดขยับ 3.4% หนี้ครัวเรือนสูง-แบงก์เข้ม กดดัชนีเชื่อมั่นผู้ประกอบการดิ่ง
วันที่ 20 พ.ค. 2568 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่าดัชนีราคาค่าก่อสร้างบ้านมาตรฐาน ไตรมาสที่ 1 ปี 2568” พบว่า มีค่าดัชนีเท่ากับ 140.2 เพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
สะท้อนให้เห็นว่าราคาค่าก่อสร้างบ้านมาตรฐานยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะหมวดงานระบบไฟฟ้าและระบบสื่อสาร เพิ่มขึ้น 10.7% หมวดสุขภัณฑ์ เพิ่มขึ้น 9.5% หมวดกระเบื้อง เพิ่มขึ้น 8.6% หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา เพิ่มขึ้น 7.4% หมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 4.8% และหมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต เพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยการเพิ่มขึ้นของราคาวัสดุก่อสร้างในหมวดต่างๆ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดีเซลที่อยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนวัตถุดิบ การผลิต และการขนส่ง อีกทั้งยังมีความต้องการวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น เพื่อการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยจากเหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา
ในขณะที่หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กมีการปรับลดลงมากที่สุด 7.9% ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีนที่ยังยืดเยื้อ แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐแล้วก็ตาม ส่งผลให้ราคาเหล็กในตลาดโลกรวมถึงในประเทศไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
ขณะที่หมวดแรงงาน พบว่าเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 372 บาทต่อวัน จาก 363 บาทต่อวัน ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2568
ราคาคอนโดใหม่ขยับขึ้น3.4%
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. ยังได้เปิดเผย “ดัชนีราคาห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขาย ไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ในกรุงเทพฯ–ปริมณฑล” พบว่า มีค่าดัชนีเท่ากับ 160.4 จุด เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีราคาบ้านจัดสรร มีค่าเท่ากับ 131.8 จุด เพิ่มขึ้น 0.2% (YoY) 0.3% (QoQ)
โดยการปรับเพิ่มของราคาดังกล่าวมีสาเหตุหลักจากต้นทุนการพัฒนาโครงการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อต้นทุนรวม ได้แก่ ต้นทุนค่าก่อสร้างที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของ
วัสดุก่อสร้างและค่าแรงงาน ราคาที่ดินในทำเลศักยภาพที่ปรับตัวสูงขึ้น
โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ใกล้ระบบขนส่งมวลชน ใกล้ศูนย์กลางธุรกิจ และพื้นที่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ส่งผลให้ต้นทุนรวมของโครงการใหม่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ราคาห้องชุดใหม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยดัชนีราคาห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขาย ในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 เมื่อแยกตามพื้นที่ พบว่ากรุงเทพฯ มีค่าดัชนีเท่ากับ 163.3 จุด เพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยทรงตัวในทิศทางขาขึ้น ซึ่งทำเลที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ ทำเลสุขุมวิทตอนต้น ระดับราคา 7.51 – 10 ล้านบาท
ส่วน 2 จังหวัดปริมณฑล (สมุทรปราการ และนนทบุรี) มีค่าดัชนีเท่ากับ 147.4 จุด เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งโซนที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ เมืองสมุทรปราการ–พระประแดง–พระสมุทรเจดีย์ ระดับราคา 1.51 – 2 ล้านบาท
สำหรับรายการส่งเสริมการขายห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายในไตรมาสนี้พบว่า ส่วนใหญ่เป็นของสมนาคุณ 64.8% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีสัดส่วน 45.9% เพื่อกระตุ้นยอดขายเนื่องจากยังไม่มีมาตรการกระตุ้น สำหรับรูปแบบการให้ส่วนลดฟรีค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ มีสัดส่วน 19.8% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งมีสัดส่วน 28.9% และการส่งเสริมการขายโดยการให้ส่วนลดเงินสด มีสัดส่วน 15.4% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งมีสัดส่วน 25.2%
ดัชนีเชื่อมั่นผู้ประกอบการอสังหาฯดิ่งต่ำค่ากลาง
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. ยังเปิดเผยถึง “ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ–ปริมณฑล ไตรมาสที่ 1 ปี 2568” พบว่า มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในภาวะปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 42.0 ลดลง 8.4 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ที่มีค่าดัชนีเท่ากับ 50.4 และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีค่าดัชนีเท่ากับ 48.3 ลดลง 6.3 จุด โดยดัชนีมีค่าต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 สะท้อนว่าผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นลดลงต่อสถานการณ์ธุรกิจในภาวะปัจจุบัน โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ธนาคารยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
นอกจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนมาตรการตอบโต้ทางภาษี ของสหรัฐอเมริกาต่อหลายประเทศทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของทั้งนักลงทุนและผู้ซื้อที่อยู่อาศัย
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ในภาพรวมอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) มีค่าอยู่ที่ระดับ 52.3 ลดลง -12.0 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ที่มีค่าดัชนีเท่ากับ 64.3 แม้จะลดลง แต่ยังคงสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0
สะท้อนถึงมุมมองในเชิงบวกของผู้ประกอบการที่ยังคาดหวังว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ปัจจัยสนับสนุนมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ โครงการ "คุณสู้ เราช่วย" ที่มีเป้าหมายในการลดภาระหนี้สินภาคครัวเรือน และช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับประชาชน
นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังได้ประกาศผ่อนคลายเกณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) เป็นการชั่วคราว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2568–30 มิ.ย. 2569 ซึ่งคาดว่า จะส่งผลเชิงบวกต่อกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศในระยะต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : REIC เผยก่อสร้าง-ค่าแรงพุ่ง/หนี้ครัวเรือนสูง-แบงก์เข้ม กดดัชนีเชื่อมั่นผู้ประกอบการดิ่ง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th