โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ธนิต โสรัตน์ชี้แรงงานกัมพูชากลับประเทศ ก่อสร้าง-ประมงกระทบหนัก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 มิ.ย. 2568 เวลา 02.49 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2568 เวลา 01.19 น.

ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานองค์การนายจ้างผู้ประกอบการการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงประเด็นที่ประเทศกัมพูชามีแนวทางในการนำแรงงานที่อยู่ในไทยกลับประเทศ ว่า ปัจจุบันแรงงงานของกัมพูชามีอยู่ประมาณ 515,350 คน ซึ่งเป็นสัดส่วน 13.58% ของแรงงาน 3 สัญชาติ

ส่วนแรงงานเมียนมาร์มีประมาณ 2,994,000 คน โดยมีสัดส่วนประมาณ 78.9% ซึ่งถือว่าเป็นแรงงานที่มีมากที่สุด ที่เหลือเป็นแรงงานจาก สปป.ลาว ประมาณ 281,935 คน ยังไม่นับรวมแรงงานตามกลุ่มทักษะ หรือจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI)

ขณะที่แรงงานกัมพูชาที่อยู่นอกระบบน่าจะมีอยู่ประมาณเกือบ 3 แสนราย ซึ่งหากรวมทั้ง 2 กลุ่มจะมีอยู่ประมาณ 8 แสนราย โดยแรงงานที่ถูกต้องตามกฏหมายมีการส่งเงินกลับประเทศประมาณ 43,600 ล้านบาทต่อปี

โดยถือว่าเป็นมูลค่าที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น หากกัมพูชาจะห้ามแรงงานให้มาทำงานที่ไทย หรือนำกลับไปก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแรงงานส่วนใหญ่คงไม่ต้องการกลับ เพราะเป็นกลุ่มที่ต้องการรายได้ไปจุนเจอครอบครัว ซึ่งอาจจะต้องใช้มาตรการบังคับให้กับ

สำหรับผลกระทบต่อไทยนั้น หากเกิดกรณีที่แรงงานจากกัมพูชาหายไปจากระบบกว่า 5 แสนรายในทันที ก็จะเดือดร้อนพอสมควร ยิ่งกว่าการไม่ใช้ไฟฟ้า หรืออิเตอร์เน็ตจากไทย

อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมที่จะถูกกระทบมากที่สุด คือก่อสร้าง และประมง เนื่องจากจะหาแรงงานทดแทนได้ยาก โดยแรงงานจาก สปป.ลาวชอบที่จะทำงานบริการ เพรราะพูดภาษาไทยได้ ขณะที่เมียนมาร์จะชอบทำงานโรงงาน บริการ และขายของ

“ในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่าหากแรงงานกัมพูชาหายไปจากระบบจริง ก็คงจะสามารถทดแทนด้วยแรงงานจากเมียนมาร์ได้ เพราะกลุ่มดังกล่าวต้องการทำงาน เนื่องจากในประเทศไม่มีงานให้ทำ”

อย่างไรก็ตาม มองว่าหลังจากนี้ไทยควรที่จะมีการปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ซึ่งยังพอมีเวลาดำเนินการ แรงงานส่วนไหนที่ขาดก็ต้องหามาทดแทน โดยทำควบคู่ไปกับการเปลี่ยนทิศทางประเทศ ซึ่งจะหวังพึ่งแรงงานเข้มข้นไม่ได้อีกต่อไป จะต้องไม่ยึดติดกับการขายของราคาถูก หรืออุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นลงทุนน้อย

ดร.ธนิต กล่าวอีกว่า รัฐบาต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี โดยในรยะ 5-10 ปีจะต้องเริ่มลดแรงงานจากคน ซึ่งรัฐต้องมีกองทุนเข้ามาช่วยสนับสนุน ด้านภาคเอกชนก็ต้องปรับตัว โดยเชื่อว่าจำให้ค่าแรงปรับเพิ่มขึ้นได้จากการทำงานของแรงงานที่ต้องมีทักษะมากขึ้น หรือเรียกว่าให้เป็นไปตามดีมานด์ แบะซัพพลาย ไม่ใช่ตั้งค่าจ้างขั้นต่ำเป็นกฏหมาย เสมือนเป็นการบังคับถ้วนหน้าเหมือนที่เป็นอยู่

“ไทยต้องถือโอกาสปรับยุทธศาสตร์ ไม่ใช่มัวแต่พูดถึง S Curve หรือ New S Curve ซึ่งไม่ได้จะบอกว่าเป็นเรื่องไม่ดี แต่ต้องทำความเข้าใจด้วยว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ มีส่วนน้อยที่ไปได้ ปัจจุบันไทยเหมือนย่ำอยู่กับที่ เช่น รับจ้างผลิต ขายข้าวเป็นตั ซึ่งเห็นอยู่แล้วว่าสู้อินเดียไม่ได้ ดังนั้น ต้องนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า แต่รัฐบาลมักจะหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง จะทำแต่นโยบายประกันราคาข้าว ขณะที่ยางพาราก็ส่งออก เป็นตัน ทำไมไม่ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยางของโลก แต่กลายเป็นอยู่ที่จีน ที่ซื้อจากไทยไปทำ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...