โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เศรษฐกิจไทย OK // Not OK: จากความสิ้นหวังสู่หนทางแห่งการปฏิรูป

THE STANDARD

อัพเดต 15 มิ.ย. 2568 เวลา 04.14 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2568 เวลา 04.14 น. • thestandard.co
เศรษฐกิจไทย OK // Not OK: จากความสิ้นหวังสู่หนทางแห่งการปฏิรูป

เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับภาวะที่หลายคนมองว่า ‘สิ้นหวัง’ ความสิ้นหวังนี้ไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ปัญหาหรือไร้หนทางแก้ไข แต่มาจากองค์ประกอบพื้นฐานของ ‘ความหวัง’ ที่เปรียบเสมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ ทอดผ่านความมืดเผยให้เห็นทาง และสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าการเริ่มออกเดิน แม้จะต้องผ่านความยากลำบาก แต่จะพาเราไปถึงแสงนั้นได้ในที่สุด แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันของเศรษฐกิจไทย องค์ประกอบทั้งสามนี้กลับพร่าเลือน จึงเป็นที่มาของความรู้สึกสิ้นหวังของผู้คนจำนวนมาก

รากเหง้าของความสิ้นหวัง: สามองค์ประกอบที่ขาดหายไป

แนวคิดทางจิตวิทยาระบุว่าความหวังประกอบด้วย 3 สิ่งสำคัญ ได้แก่ ‘เป้าหมาย x หนทาง x การขับเคลื่อน’ ที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีโอกาสที่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้ ในบริบทเศรษฐกิจไทย องค์ประกอบเหล่านี้กลับไม่ชัดเจน:

  • เป้าหมายร่วมทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ชัดเจน (Unclear Shared Goals): ผู้คนในสังคมต่างมีเป้าหมายของ ‘แต่ละคน’ ไม่ใช่ ‘เป้าหมายร่วม’ สิ่งนี้ทำให้การออกแบบนโยบายสาธารณะเป็นไปได้ยากมาก ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบกฎจราจรที่มุ่งตอบสนองเป้าหมายส่วนตัวของแต่ละคนจะนำไปสู่ความวุ่นวาย แต่หากออกแบบกฎเพื่อเป้าหมายของการใช้ถนนร่วมกันจะสามารถทำได้ หากประเทศขาดเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน ปัจจัยในการสร้างความหวังก็จะถูกลดทอนลง เหมือนไม่มีจุดรวมใจรวมพลังให้ฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน

เราเห็นตัวอย่างประเทศอื่นที่มีเป้าหมายร่วมทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน เช่น จีนมีเป้าหมาย ‘Common Prosperity’ ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกก็มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างชาติ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในประเทศและอำนาจทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แม้แต่ในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้าสู่ Lost Decades ก็มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะต้องหลุดพ้นจากช่วงเวลาดังกล่าวให้ได้ (และพวกเขาก็ทำได้แล้ว) หรือแม้แต่สหรัฐฯ เองภายใต้การนำของทรัมป์ก็มีเป้าหมายที่ชัดเจนคือ ‘Make America Great Again’ ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการมีเป้าหมายร่วมเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

  • หนทางไม่ชัดเจน (Lack of Clear Pathways): เมื่อไม่มีเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน ผู้คนก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน คำแนะนำที่มีต่อทางออกของเศรษฐกิจไทยที่มีอยู่มักจะมาจากจุดตั้งต้นที่แตกต่างกัน หรือเพื่อเป้าหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้ไม่รู้ว่าจะเลือกหนทางใด สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเรายังไม่เห็น ‘หนทาง’ ที่จะไปร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเพราะไม่มีหนทาง หรือมีหนทางมากเกินไปจนไม่รู้ว่าหนทางใดตอบโจทย์

  • กระบวนการไม่มีพลัง (Lack of Powerful Processes): เมื่อเป้าหมายไม่ชัดเจน และหนทางหลากหลาย กระบวนการต่างๆ ก็ต่างคนต่างทำ การกระทำเหล่านี้อาจสวนทางกัน หรือไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้กระบวนการโดยรวม ‘ไม่มีพลัง’ ทั้งหมดนี้เกิดจากการที่ประเทศไม่มีเป้าหมายร่วมกันที่ใหญ่พอ ที่จะบอกได้ว่าผู้ดำเนินนโยบายสาธารณะและคนไทยทุกคนมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการช่วยกันพาประเทศออกจากสถานการณ์ที่เปรียบเหมือนอยู่ในถ้ำ

หนทางสู่การปฏิรูปและสร้างเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์ความอยู่ดีกินดี มีสมดุล

การปฏิรูปเป็นเรื่องที่ยากกว่าการพัฒนา เพราะการพัฒนาคือการที่ทุกคนได้ไปพร้อมกับสังคมโดยรวม แต่การปฏิรูปหมายถึงการที่มีคนได้และคนเสีย แม้โดยรวมแล้วจะได้รับประโยชน์ ที่ผ่านมาเราเสียเวลาไปกับการคิดถึง ‘การจัดการองค์ความรู้’ ในการปฏิรูป แต่กลับไม่ได้ใช้เวลาไปกับ ‘การจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย’ ในกระบวนการปฏิรูป โจทย์ในวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องของความไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร แต่คือ ‘รู้แล้วทำไมทำไม่ได้’

โครงสร้างสถาบันทางเศรษฐกิจ (ซึ่งหมายถึงแรงจูงใจ กฎระเบียบ และกลไก) มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันกำหนดพฤติกรรมและทิศทางวิวัฒนาการของระบบเศรษฐกิจ หากเราต้องการให้คนไทยมีนวัตกรรม แต่กลับส่งเสริมการผูกขาด คนในระบบเศรษฐกิจก็จะไม่จำเป็นต้องคิดค้นสิ่งใหม่ เพียงแค่แสวงหาความสัมพันธ์เพื่ออำนาจเหนือตลาดเท่านั้น หรือหากต้องการให้แรงงานไทยเพิ่มผลิตภาพ แต่สุดท้ายแล้วคนที่มีความก้าวหน้าคือคนที่มีเส้นสาย สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ‘โครงสร้างสถาบันทางเศรษฐกิจ’ หรือ ‘แรงจูงใจ’ เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของผู้คนในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น ปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่คน แต่เป็นระบบกลไกที่วางแรงจูงใจให้คนไทยมีพฤติกรรมแบบนี้

การปฏิรูปทางเศรษฐกิจคือการปรับโครงสร้างเชิงสถาบัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและกระจายผลประโยชน์ให้ทั่วถึง การปฏิรูปคือ ‘Collective Action’ ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจและการมีส่วนร่วมของคนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ความท้าทายของการปฏิรูปคือความไม่เสมอกันสองประการ 1) ความไม่เสมอกันระหว่างผู้ได้และผู้เสียประโยชน์: การปฏิรูปมักมีผู้เสียประโยชน์ในระยะสั้น ทั้งกลุ่มผลประโยชน์เดิมที่กลัวสูญเสียสถานะและอิทธิพล และผู้ที่ขาดความสามารถในการปรับตัว 2) ความไม่เสมอกันระหว่างเงื่อนเวลาในการจ่ายต้นทุนกับการรับประโยชน์: ต้นทุนมักจะต้องจ่ายทันที แต่ผลประโยชน์จะเกิดขึ้นในอนาคตและมีความไม่แน่นอน ซึ่งทำให้คนสนับสนุนการปฏิรูปน้อยลง แม้กระทั่งคนที่น่าจะได้รับประโยชน์ก็ตาม นอกจากนี้ วัฏจักรทางการเมืองมักสั้นกว่าระยะเวลาที่การปฏิรูปจะเห็นผล ทำให้ผู้ดำเนินนโยบายมีแรงจูงใจเน้นนโยบายระยะสั้นมากกว่าการปฏิรูปที่ต่อเนื่องยาวนาน

ดังนั้น การปฏิรูปที่สัมฤทธิผลได้จึงควรมีคุณลักษณะ 3 ประการเพื่อเอาชนะความไม่เสมอกันเหล่านี้ 1) การปฏิรูปต้องมาจากการยินยอมและการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง: ต้องมีกลไกสื่อสารและทำงานร่วมกันระหว่างผู้ปฏิรูปและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การสื่อสารที่ดีช่วยปรับแรงจูงใจและสร้างการสนับสนุน 2) ผู้ปฏิรูปมีแรงจูงใจและอำนาจในการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง แรงจูงใจควรอยู่เหนืองานวัฏจักรเศรษฐกิจและการเมือง และผู้ขับเคลื่อนต้องมีอำนาจในการประสานงาน คานอำนาจกลุ่มผลประโยชน์ และมีความน่าเชื่อถือ 3) มีเครื่องมือปฏิรูปที่หลากหลาย ทรัพยากรเพียงพอ และหน่วยปฏิบัติการที่มีกำลังขับเคลื่อน ต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมกับบริบท มีเงินทุนสนับสนุนที่ไม่กระทบฐานะการคลัง และหน่วยงานระดับปฏิบัติการที่มีแรงจูงใจและศักยภาพ

จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผมเชื่อว่าสังคมไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่ภาวะที่มี ‘ความเข้าใจร่วมกัน’ ว่าการยอมสละผลประโยชน์ระยะสั้นเพื่อกระจายการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจให้คนส่วนใหญ่ จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าและยั่งยืนกว่าในระยะยาว การยอมให้เกิดการปฏิรูปจะเปิดโอกาสให้เศรษฐกิจเติบโตและกระจายผลประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง เป็นการสร้าง ‘เค้กก้อนที่ใหญ่ขึ้น’ แทนที่จะแย่งชิงส่วนแบ่งจากก้อนเค้กที่ขนาดเท่าเดิม

หนทางข้างหน้า: ความหวังที่จับต้องได้

หนทางสู่การสร้างความหวังเริ่มต้นจาก ‘สมการความหวัง’ ที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น นั่นคือ การตั้งเป้าหมายร่วม ว่าพวกเราทุกคนอยากเห็นเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไร ที่สำคัญคือต้องเกิดจากกลไกการมีส่วนร่วม และทุกคนต้องวาดฝัน ‘หน้าตาของเศรษฐกิจไทยของทุกคนร่วมกัน’

ท่ามกลางความท้าทายและความสิ้นหวังที่เกิดขึ้น ส่วนตัวแล้วผมยังคงมีความหวัง หวังว่าจะได้เห็นระบบเศรษฐกิจไทยกลายเป็นประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้สูงในช่วงชีวิตนี้ จากการคำนวณโดยคร่าว เศรษฐกิจไทยจะต้องเติบโตได้เฉลี่ย 3.6% ต่อปี ในช่วง 20 ปีข้างหน้า ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็เป็นไปได้ การเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอีก 1% ยังอยู่ในวิสัยที่ทำได้ แต่ต้อง ‘คิดใหม่ ทำใหม่’ นั่นคือต้องมีแบบจำลองในการพัฒนาประเทศใหม่

การจะไปถึงจุดนั้นได้ ผมเชื่อว่าประเทศไทยจะต้องสร้างระบบเศรษฐกิจที่ ‘สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน’ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้โดยการสร้าง ‘3 ความเท่าเทียม’ ให้กับคนไทยทุกคน ได้แก่ 1) สร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันในการ ‘เข้าถึงทรัพยากร’ 2) สร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันในการ ‘เข้าสู่ตลาด’ และ 3) สร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันใน ‘การแข่งขัน’

ความเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกัน: จากปัญหาไปสู่การลงมือทำ

ปัญหาปัจจุบันของเราไม่ใช่ไม่รู้ปัญหาและไม่ใช่ไม่รู้ทางออก แต่ปัญหาคือ ‘แล้วเราจะลงมือทำกันได้หรือยัง’ ด้วยความเข้าใจในปัญหา โอกาสในการปฏิรูปที่เปิดกว้าง และความตระหนักร่วมกันว่าการเสียสละระยะสั้นเพื่อประโยชน์ระยะยาวคือหนทางสู่ ‘เค้กก้อนที่ใหญ่ขึ้น’ ทำให้เรามีเหตุผลเพียงพอที่จะมีความหวังและลงมือทำร่วมกันเพื่ออนาคตของเศรษฐกิจไทยที่สมดุลและยั่งยืน

ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญมีลักษณะเป็นปัญหาเชิงระบบที่เชื่อมโยงหลายมิติ และไม่สามารถจัดการได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยลำพัง การสอดประสานบทบาท นโยบาย และกลไกของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของนโยบายโดยรวม ปัญหาปัจจุบันคือ ‘ปัญหาร่วม’ ที่มีความท้าทายต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และประเทศ ดังนั้น ทุกคนมีหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกันที่จะทำให้เศรษฐกิจรอดพ้นปัญหาที่กำลังเป็นอยู่ไปได้ เรามักคิดว่านี่เป็นงานสาธารณะ เป็นหน้าที่ของคนอื่น แต่คำว่า ‘สาธารณะ’ หมายถึง ‘พวกเราทุกคน’

สุดท้ายนี้ ผมขอทิ้งคำถามชวนผู้อ่านหาคำตอบว่า ในบทบาทหน้าที่ที่เป็นอยู่นั้น ท่านจะเริ่ม ‘ลงมือทำ’ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายร่วมของประเทศไทยให้สัมฤทธิ์ผลได้อย่างไร เพื่อเราจะได้ร่วมกันเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยจาก Not OK // OK.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...