โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัฐ-เอกชนรวมพลัง เปิดแผนปฏิบัติการ Road to Net Zero ทางรอดเศรษฐกิจ ยุคโลกร้อน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 21.12 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 03.00 น.

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม เป้าหมาย “Net Zero” หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ กลายเป็นวาระสำคัญของทุกภาคส่วนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่กำลังเร่งเดินหน้าเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อม

18 มิถุนายน 2568 “เนชั่นกรุ๊ป” โดย ฐานเศรษฐกิจ ร่วมกับ Thandigital เปิดเวทีสัมมนาใหญ่แห่งปี “Road to Net Zero 2025: Thailand Green Action” รวมผู้นำความคิดด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และเมืองยั่งยืน ร่วมหาแนวทางผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ชูบทบาทเมืองและการลงทุนสีเขียวเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตที่ปลอดคาร์บอนอย่างยั่งยืน

กลยุทธ์ดึงเงินลงทุนสีเขียว

"เมลินดา กู้ด" ผู้อํานวยการธนาคารโลก ประจําประเทศไทยและเมียนมา กล่าวในหัวข้อ Sustainable Urban Solutions: Cities of the Future (แนวทางแก้ไขปัญหาเมืองอย่างยั่งยืน: เมืองแห่งอนาคต) ว่า มี 4 แนวทางสำคัญที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจและขับเคลื่อนเมืองไทยสู่ Net Zero ได้แก่

1. การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมโยงกับชุมชน (Transit-Oriented Development - TOD) ที่สามารถระดมการลงทุนภาคเอกชนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวได้สูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ในพื้นที่อย่าง กรุงเทพฯ และขอนแก่น

2. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ เพราะทั่วประเทศไทยมีการสูญเสียน้ำมากถึง 40% จากโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าแก่และการรั่วไหล ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ เช่น ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีปัญหาการขาดแคลนน้ำ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ มากกว่า170 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี

3. โซลูชันแก้ปัญหาที่อาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (NBS) เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวและภาคประมงที่สร้างรายได้ประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี

และ 4. การเงินเชิงนวัตกรรม โดยงบประมาณของรัฐบาลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ จำเป็นต้องสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนพัฒนานวัตกรรม

ส่งคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ

“เมลินดา” ยกตัวอย่างโครงการความร่วมมือสวิตเซอร์แลนด์กับไทย Bangkok E-Bus Programme ซึ่งเป็นการส่งมอบคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศโครงการแรกของโลก ภายใต้มาตรา 6.2 ของความตกลงปารีส ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการเงินคาร์บอนในระดับเมือง

การรวบรวมคาร์บอนเครดิตในเมืองสามารถสร้างมูลค่าสูงถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในทศวรรษหน้า

นอกจากนั้นธนาคารโลกกำลังร่วมมือกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการคลัง ในโครงการ ‘เมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน’ ซึ่งจะช่วยให้เมืองไทยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างแพลตฟอร์มในการวัดผล การรวบรวม และการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตสำหรับตลาดระหว่างประเทศและในประเทศ

“ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในปีหน้า นี่เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสดงให้โลกเห็นถึงความก้าวหน้าที่แท้จริงในการสร้างเมืองที่สะอาดขึ้น เย็นขึ้น ปลอดภัยขึ้น และพร้อมสำหรับการลงทุนในอนาคต”

ไทย-สวีเดน ผนึกกำลัง Net Zero

"อันนา ฮัมมาร์เกรน" เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ "Sweden's Green Action เปลี่ยนเพื่อยั่งยืน" ว่า สวีเดนร่วมมือกับไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และได้จัดหาช่องทางให้ภาคธุรกิจจากทั้งสองประเทศพบปะและขับเคลื่อนร่วมกัน

โดยบริษัทสวีเดนหลายแห่งเข้ามามีบทบาท เช่น Midsummer ผู้เชี่ยวชาญด้านแผงโซลาร์เซลล์แบบฟิล์มบาง และ Candela ผู้เชี่ยวชาญด้านเรือไฮโดรฟอยล์ไฟฟ้า ภาคเอกชนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ที่สวีเดนภาคธุรกิจต่างๆ ได้จัดทำแผนงานโดยสมัครใจเพื่อลดการปล่อยมลพิษ เพราะเริ่มมองเห็นว่าการเป็นองค์กรที่ปราศจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

"เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความยั่งยืนไม่ได้ขัดแย้งกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของสวีเดนเติบโตขึ้น 98% เมื่อเทียบกับปี 1990 ในขณะที่สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 30% ซึ่งเป็นผลมาจากการผสมผสานระหว่างนวัตกรรม กฎระเบียบ ภาษีคาร์บอน และนโยบายการจัดซื้อจัดจ้าง"

พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม

ขณะที่ "เอกนัฎ พร้อมพันธุ์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Green Industry : ขับเคลื่อนลดก๊าซเรือนกระจก” ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการออก พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม โดยจะเป็นกฎหมายฉบับแรกของประเทศไทย เพื่อจัดการจัดการของเสียที่ออกมาจากภาคการผลิต

ก่อนหน้านี้ใช้ พ.ร.บ.เฉพาะกฎหมายโรงงานในการดูแล โดยล่าสุดได้ผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นเรียบร้อยแล้วและเตรียมที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

“กฎหมายนี้จะส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมหมุนเวียนในประเทศไทย หรืออุตสาหกรรมสีเขียว และจะตั้งกองทุนอุตสาหกรรมยั่งยืนวางรากฐานสำหรับอุตสาหกรรมสีเขียว กับอุตสาหกรรมหมุนเวียน เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ เป็นเครื่องยนต์ที่ผลิตสินค้าตามความต้องการของโลก เพื่อส่งออกไปสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจของประเทศ"

กฟผ. ชู PDP 2024

"ณัฐจารีย์ ศรีเพ็ชร์" ผู้อํานวยการฝ่ายเศรษฐกิจพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวในหัวข้อ: Mobilix กรีนโลจิสติกส์ครบวงจร และอนาคตระบบนิเวศโลจิสติกส์ยานยนต์ไฟฟ้า ว่า กฟผ. ตั้งเป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2050 และ Net Zero ภายในปี 2060-2068 โดยมี แผน PDP 2024 เป็นแกนหลัก เน้นเพิ่มสัดส่วน พลังงานหมุนเวียน (RE) เป็น 51% และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

"เรามีกลยุทธ์สำคัญประกอบด้วย ด้านเทคโนโลยี เรามุ่งพัฒนา Floating Solar, โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ, ศึกษา SMR (พลังงานนิวเคลียร์) และไฮโดรเจน ด้านโครงข่ายไฟฟ้า ปรับปรุงระบบ Grid รองรับ RE เพิ่ม Energy Storage และพัฒนา Virtual Power Plant ด้านการสนับสนุน เราออกใบรับรอง RECs พัฒนา EV Ecosystem ส่งเสริมฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 และนโยบาย UGT"

CPF ลงทุน 5 พันล้านบาท สร้างห่วงโซ่คุณค่ายั่งยืน

"ประสิทธิ์ บุญดวงประเสิรฐ" ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ “CPF Journey ยุทธศาสตร์และแผนการลดก๊าซเรือนกระจก และยุทธศาสตร์การลงทุนเทคโนโลยีสีเขียว” ว่า นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมคือหัวใจสำคัญของ CPF เนื่องจากภาคเกษตรมีความพึ่งพิงธรรมชาติสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีนัยสำคัญ อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของมนุษย์ ดังนั้น การดำเนินธุรกิจจึงต้องควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ CPF จะใช้เงินลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท สำหรับการดำเนินงานความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่าภายในปี 2030 เพื่อนำมาปรับปรุงการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน อาทิ การจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า การปรับปรุงประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ร่วมพัฒนาการดำเนินงานของคู่ค้า ด้านพลังงานหมุนเวียน ด้านจัดการของเสียด้านการใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดมากขึ้นด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ การใช้ระบบ AI และ IoT ด้านการพัฒนาสินค้า และบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน

“การนำ Net Zero มาสื่อสารและเสริมด้วยนวัตกรรมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่บริษัทคู่ค้าขนาดใหญ่ระดับโลก ต่างให้ความสำคัญกับพันธสัญญาด้าน Net Zero และต้องการซัพพลายเออร์ที่ดำเนินงานตามมาตรฐานเดียวกัน หากใครทำช้าก็อาจจะเสียเปรียบในการแข่งขัน ดังนั้น Net Zero คือหัวใจของการเพิ่มมูลค่าธุรกิจและขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความยั่งยืนร่วมกัน”

สร้างบ้านสู้น้ำท่วม

"ผศ.ดร. เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้นำเสนอแนวคิด ในหัวข้อ Net Zero Action บ้านพลังรักษ์โลก ว่า มีจุดกำเนิดมาจากวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ที่ทำให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม จากจุดนั้น เสนาฯ ได้ริเริ่มเป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่ติดตั้งโซลาร์รูฟในบ้านทุกหลัง ตั้งแต่ราคาหลักล้านต้นๆ ไปจนถึงหลักสิบล้านบาท

"ความท้าทายสำคัญคือการทำให้เทคโนโลยีนี้สามารถเข้าถึงได้ในบ้านราคาไม่สูง โดยไม่เพิ่มภาระให้กับผู้บริโภคมากเกินไป แม้ว่าในระยะแรกผู้บริโภคจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่อง ‘บ้านเขียว’ มากนัก แต่ปัจจุบันผู้คนเริ่มมีความพร้อมมากขึ้น เสนาฯ เชื่อว่ากุญแจสำคัญคือการทำให้ “บ้านเขียว” เข้าถึงได้จริงในราคาที่ไม่แพงเกินไป"

สนับสนุนการเงินเน้น ESG-Net Zero

"ประกอบ เพียรเจริญ" ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ และวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ “Sustainable Finance and Banking” ว่า ปัจจุบันธนาคารให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับปัจจัย ESG และเป้าหมาย Net Zero ในการพิจารณาสนับสนุนทางการเงิน ส่งเสริมลูกค้าที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลและสร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

“บทบาทของธนาคารในฐานะตัวกลางทางการเงิน ที่ต้องเข้าใจและสนับสนุนลูกค้าให้ปรับตัวเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero และมาตรฐาน ESG เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดสากล”

"ประกอบ" กล่าวด้วยว่า การปรับตัวเพื่อความยั่งยืนนี้ เป็นการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและเข้าถึงตลาดใหม่ๆ เมื่อธุรกิจดำเนินงานอย่างยั่งยืนแล้ว จะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนพิเศษ รวมถึงมีตลาดที่ดีกว่า และในระยะยาว การสนับสนุนจากภาครัฐก็มีส่วนสำคัญ

ทั้งนี้ ธนาคารมีระบบประเมินและเครื่องมือวัดผลการดำเนินงานด้าน ESG ของลูกค้า โดยจะเริ่มจากการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันและกำหนดเป้าหมาย ซึ่งการดำเนินงานจะต้องรวดเร็ว หากช้าเกินไปจะไม่สามารถควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกทัน เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วการดำเนินเรื่องของการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงต้องเข้มข้นขึ้น

สิ่งสำคัญที่จะเข้าไปช่วยลูกค้าคือ การเข้าไปพูดคุยเพื่อให้ลูกค้าที่อยู่ในหลากหลายธุรกิจสามารถปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน โดยจะได้รับแรงสนับสนุนทางการเงิน ธนาคารจะนำเสนอตัวอย่างการลดการปล่อยก๊าซจากต่างประเทศ รวมถึงโซลูชันที่เหมาะสม สิ่งสำคัญคือการรายงานผลลัพธ์ที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นไปตามสัญญา โดยโซลูชันทางการเงินมีทั้งสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) และพันธบัตรสีเขียว (Green Bond) ซึ่งกระทรวงการคลังก็ให้การ สนับสนุนการนำเงินไปใช้ในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

แกร็บเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า

"จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แกร็บ ประเทศไทย
กล่าวในหัวข้อ Advancing Towards Green Electricity: ภารกิจการกับพัฒนายั่งยืน จัดโดย ฐานเศรษฐกิจ ว่า Grab ดำเนินธุรกิจใน 8 ประเทศ กว่า 800 เมือง และมีฐานผู้ใช้งานมหาศาลกว่า 40 ล้านคนต่อเดือน ทำให้เล็งเห็นถึงศักยภาพในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมหาศาล แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในแต่ละครั้ง โดยมีเป้าหมายที่ท้าทายในการเป็น Carbon Neutral ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2040

"Grab กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดในยานพาหนะอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่ปี 2020 ปัจจุบัน Grab มีรถ EV (ทั้ง 2 ล้อและ 4 ล้อ) ใน Ecosystem กว่า 10,000 คันในประเทศไทย Grab ได้ร่วมมือกับ BYD ส่งมอบรถยนต์ EV กว่า 50,000 คันให้กับพาร์ทเนอร์คนขับทั่วภูมิภาค โดยมีโมเดลสนับสนุนที่หลากหลาย ทั้งโครงการ "Drive-to-Own" ที่เปิดโอกาสให้ผ่อนรถ EV แบบรายวันได้โดยไม่ต้องวางเงินดาวน์ และโครงการเช่ามอเตอร์ไซค์ EV ในราคาประหยัด รวมถึงโครงการเช่าแท็กซี่ EV ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงได้อย่างมาก"

โครงการเหล่านี้ส่งผลให้ Grab สามารถลดการปล่อยคาร์บอนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ถึง 128,000 ตันในปี 2024 และมีผู้ใช้งานกว่า 100,000 คนเลือกใช้ฟีเจอร์ "Prefer EV Ride" ในแอป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...