โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Teen Coach EP.81 : ผ่านทุกเรื่องยากไปได้! ด้วยการสร้าง 'แรงจูงใจ' ให้ตัวเอง

Dek-D.com

อัพเดต 27 มี.ค. 2566 เวลา 03.42 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. 2566 เวลา 06.52 น. • DEK-D.com
“แรงจูงใจ” แรงที่สามารถทำให้เราทำสำเร็จทุกความฝัน

วิธีสร้างแรงฮึบให้ชนะสนามด้วยแรงจูงใจ Motivation

เส้นทางของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้คณะที่ชอบ ทำไมมันดูยุ่งยากซับซ้อนจัง ไม่แปลกที่น้อง ๆ มัธยมปลายจะท้อแท้ใจ เพราะขนาดแค่พี่หมอแมวน้ำอ่านรายละเอียดขั้นตอนยังปวดหัวมึนตึ้บ คิดอยู่ว่าถ้าตัวเองต้องเป็นผู้สอบคงรู้สึกแย่ เหนื่อย กว่าจะเดินทางไปถึงจุดหมายน่าจะฟุบพัก นอนแผ่ร้องไห้ไปหลายรอบ T—T

แต่ในเมื่อระบบการสอบถูกออกแบบกติกามาแบบนี้ เราต้องเล่นตามเกมไป ระหว่างทางมีอุปสรรคให้เราต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้ ทักษะสำคัญอย่างหนึ่งที่พี่หมอแมวน้ำคิดว่าน้องต้องมี คือทำอย่างไรให้มีแรงจูงใจ เพื่อฮึบสู้ตลอดเส้นทางยาวนาน 3 ปี กว่าที่เราจะสอบเพื่อเข้าคณะที่ต้องการ หรือ สามารถทำทุกเรื่องยากๆ ให้สำเร็จได้!

ทำความเข้าใจเรื่อง “แรงจูงใจ”

การที่คนเราจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง ต้องมีแรงจูงใจเป็นองค์ประกอบ ซึ่งแรงจูงใจ (motivation) แบ่งเป็น 2 ประเภท

1. แรงจูงใจที่เกิดจากภายใน (Intrinsic motivation)

เป็นแรงกระตุ้นที่เกิดจากตัวเราเอง ทำให้เราอยากทำสิ่งต่าง ๆ เช่น เราเล่นเปียโนเพราะทำให้เราสนุก “สนุก” เป็นความรู้สึกดีที่เป็นแรงจูงใจ

2. แรงจูงใจที่เกิดจากภายนอก (Extrinsic motivation)

แรงกระตุ้นมาจากปัจจัยภายนอก เช่น เงินเดือน, รางวัล, คำชมจากคนอื่น

หลายสถานการณ์เราทำสิ่งนั้นเพราะมีแรงจูงใจทั้งจากภายในและภายนอก เช่น ชอบการออกแบบเลยทำงานเป็น graphic designer แรงจูงใจภายในเป็นความฟินที่ได้ทำงานออกมาสวยงาม ส่วนแรงจูงใจภายนอกเป็นเงินค่าตอบแทนที่ได้รับ

แต่หลายครั้งที่เราต้องฝืนทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ เช่น ทำงานในสิ่งแวดล้อมที่ toxic แม้อยากจะลาออกแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะยังต้องการได้รับเงินเดือนอยู่ ซึ่งสถานการณ์แบบนี้เราต้องพยายามหาแรงจูงใจด้วยตัวเราเอง (self-motivation) ให้เรายังทำงานต่อได้ เช่น ให้รางวัลตัวเองทุกเย็นที่เลิกงานด้วยการกินอาหารอร่อย

การที่เราจะประสบความสำเร็จทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้ได้ ควรมีแรงจูงใจทั้งจากภายในและภายนอก เราควรดึงเอาแรงจูงใจภายใน เขียนวาดออกมาให้เห็นเป็นภาพ เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจจากภายนอกเพิ่มด้วยเช่น อยากเรียนแพทย์เพราะตอนเด็กป่วยบ่อย ได้รักษากับคุณหมอใจดีที่ทำให้อาการเราดีขึ้น ความฝันของเราเลยอยากเป็นแพทย์ที่ได้ช่วยคนอื่น จำได้ว่ามีรูปถ่ายคู่กับคุณหมอคนนั้น เราเลยเอาภาพถ่ายติดไว้ตรงโต๊ะอ่านหนังสือ เวลาที่ท้อแท้แล้วมองไปที่ภาพนั้นทำให้มีแรงฮึบขึ้นมา

ตัวอย่างโจทย์การสร้างแรงจูงใจ: อยากเรียนแพทย์ แต่ไม่ชอบวิชาเลข คิดว่าการเป็นแพทย์ไม่ได้ใช้แคลคูลัสในการรักษาคนไข้ ทำให้ใจต่อต้านว่ามันไม่ make sense แต่ต้องการสอบ A-level วิชาเลขให้ได้ 60% ขึ้นไปเพราะจำเป็นในการสอบเข้า

วิธีการสร้างแรงจูงใจ

1. ตั้งเป้าหมาย (Set goals)

เมื่อเรารู้ความต้องการของตัวเองว่าเราอยากได้อะไร เราต้องตั้งเป้าหมายไว้ ควรมีทั้งเป้าหมายระยะสั้นและยาว ถ้าให้ดีเป้าหมายต้องชัดเจนระบุจำเพาะเจาะจงชั่งตวงวัดได้เช่น ต้องการสอบ A-level วิชาเลขให้ได้ 60% ขึ้นไป ช่วงแรกๆ ตั้งเป้าแค่ให้ได้ 30 แล้วค่อยๆ เพิ่ม

แต่ละด่านไม่ควรยากจนทำไม่ได้ แต่ต้องไม่ง่ายจนเกินไป หากทำครั้งแรกยังไม่ได้ต้องหาข้อผิดพลาดและวิธีแก้ไข เพื่อที่ครั้งต่อไปจะทำได้ดีขึ้น ทำใจยอมรับว่า “การทำไม่ได้” “ความผิดพลาด” เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการฝึกฝน

2. หาเหตุผลที่ดีพอ ปรับทัศนคติและมุมมองกับสิ่งที่ไม่ชอบ

ปรับความคิดว่าถ้าอยากเป็นแพทย์ต้องใช้คะแนนวิชาเลข ดังนั้นต้องฝืนทำความเข้าใจเนื้อหาและทำโจทย์เยอะ ๆ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่จะเข้าคณะแพทย์ให้ได้ พอเข้ามหาวิทยาลัยไปเรียนจริง ไม่ต้องเรียนเลขแล้ว (ยกเว้นปี 1)

เขียนข้อดีของการที่เราฝืนทำสิ่งนั้นและข้อเสียถ้าเราทำตามใจตัวเอง เพื่อเอาไว้เตือนเวลาที่เราท้อหมดแรงทำต่อ

3. เขียนวางแผนขั้นตอนที่จะพาไปถึงเป้าหมาย

เขียนขั้นตอนให้ละเอียดตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงเส้นชัย แบ่งงานเป็นขั้นตอนย่อย ๆ ที่น่าจะทำได้สำเร็จเช่น เริ่มจากเรียนพิเศษคอร์สปูพื้นฐานเลข เก็บให้ครบทุกบทภายในชั้นม.5 เทอม 2 เพื่อที่ว่าปิดเทอมขึ้นม.6 จะได้เรียนคอร์ส admission พอเรียนชั้นม.6 เน้นทำโจทย์ ทบทวนเรื่องที่ยังไม่แม่น ตบท้ายด้วยคอร์สตะลุยโจทย์อีกครั้งเพื่อความมั่นใจ

พยายามเขียนแผนลงปฏิทิน แพลนเนอร์ มี deadline ในการทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้เกิดภาพตารางเวลาว่าเราต้องเร่งตัวเองในจังหวะไหน เช่น เห็นว่าอีก 1 สัปดาห์จะสอบ เราเลยเร่งทวนอย่างน้อยวันละ 1 บทและทำโจทย์เลขให้ได้วันละ 20 ข้อ (พลังแห่ง deadline มีอยู่จริง!! เป็นความกังวลที่ผลักดันให้เราเดินไปข้างหน้า)

4. บอกแผนที่จะนำไปสู่เป้าหมายให้คนรอบข้างรับรู้

การที่เราบอกแผนให้คนอื่นรู้ มันคือการสัญญารูปแบบหนึ่ง ซึ่งเราต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่พูดออกไปนอกจากนี้เมื่อคนอื่นรู้แผน หากเราออกทะเลเขาจะได้ช่วยเตือน ยิ่งมีการเขียนแผนเป็นภาพแปะติดไว้ตำแหน่งที่มองเห็นยิ่งดี จะได้เตือนตัวเองและคนอื่นจะได้ช่วยตามด้วย

5. จัดตารางเวลาในการทำสิ่งต่างๆ

หากไม่จัดตาราง ทำให้ไม่รู้ว่าวันนี้เราต้องทำอะไร มีแนวโน้มสูงที่เราจะเรื่อยเปื่อย นอนตื่นสาย เกลือกกลิ้งตัวบนเตียง (เพราะเตียงนั้นดูดวิญญาณ) ไถมือถือแต่ถ้าเรามีตารางบอกสิ่งที่ต้องทำ เราจะกัดฟันฮึบลุกขึ้นมา

พยายามอย่า “เดี๋ยวก่อน” เพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่ได้ลงมือทำเสียทีเช่น เซ็ตตารางว่าวันพรุ่งนี้ตอน 10-12 น. จะเรียนเลขบทตรีโกณมิติ หลังจากนั้นพักแล้วค่อยกลับมาทบทวนทำโจทย์เพิ่มตอน 14-16 น. ดังนั้นควรตื่นตอน 9 น. อาบน้ำแต่งตัวกินข้าว เอาตัวเองไปนั่งที่โต๊ะ เปิดหนังสือออกมา

6. ให้รางวัลตัวเองเป็นระยะ

ไม่จำเป็นว่าต้องให้รางวัลเฉพาะแค่ตอนที่บรรลุเป้าหมายใหญ่ ระหว่างทางต้องมีรางวัลจูงใจให้เรายังคงพฤติกรรมนั้นอยู่ เช่น ถ้าเราทำโจทย์เลขครบ 10 ข้อ เราจะได้ดูซีรีส์ที่ชอบ 1 ตอน หากเรายังทำโจทย์ต่อไป เราจะได้ดูซีรีส์จนจบซีซั่นนั้น ระวัง!!อย่าให้รางวัลตัวเองก่อนที่จะทำอะไรสำเร็จ

7. สร้างสัญลักษณ์ที่บอกถึงความก้าวหน้า

การที่เราได้เห็นผลของความสำเร็จเป็นรูปธรรม เช่น ลงตารางสิ่งที่ได้ทำ เมื่อมองย้อนกลับมาจะได้เห็นว่าตัวเองทำอะไรสำเร็จไปบ้าง

8. อยู่ในบรรยากาศแวดล้อมที่ให้กำลังใจ

กว่าที่เราจะเดินไปถึงยอดภูเขาที่เป็นเป้าหมาย เราเหนื่อยปวดเมื่อยก็ต้องพัก หากมีกองเชียร์ข้างทางให้น้ำ ขนม และกำลังใจ เราจะฮึบขึ้นมาได้ง่าย ดังนั้นถ้าคนรอบข้างมองบวก ให้โอกาส พูดให้กำลังใจ ช่วยหาวิธีแก้ปัญหา จะเพิ่มพลังความพยายามของเรา

9. ให้อภัยตัวเองหากหลุดนอกแผน

บางครั้งเราตั้งใจจะอ่านหนังสือ เรียนพิเศษ แต่มีเหตุให้เราทำตามไม่ได้ เช่น เผลอเล่นเกมและคุย discord นานไปเพราะเจอเพื่อนเก่าในนั้น หลายคนรู้สึกผิดบาปอย่างมากจน shut down ตัวเองไป กลายเป็นเทไม่ทำอะไรเลย วิธีแก้ คือโทษตัวเองได้ (เพราะผิดจริง) แต่อย่าโทษนาน รีบตั้งสติ กลับมาทำตามแผนเท่าที่ได้ หรือปรับแผนใหม่ที่ยืดหยุ่นขึ้น

ใครทำกำลังต้องเจอกับเรื่องยากๆ ก็อยากให้ลองนำวิธีที่พี่หมอแมวน้ำไปใช้ดูนะคะ สำหรับสนามแอดมิชชั่นนอกจากต้องสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองแล้ว การเช็กความพร้อม ซ้อมลงสนามจริงกับการสอบพรีเทสต่างๆ ของ Dek-D ไม่ว่าจะเป็น TGAT-TPAT และ A-Level ก็ช่วยได้นะใครมีเคล็ดลับเด็ดๆ มีวิธีดีๆ ยังไง ก็มาคอมเมนต์เล่าสู่กันฟังได้เลย

หมอแมวน้ำเล่าเรื่อง “จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...