โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เท้ง บี้ 3 วาระถึงอนุทิน ใช้เวทีอาเซียน โชว์ภาวะผู้นำ ดันแก้พิพาททะเล-ฝุ่น-วิกฤตพลังงาน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 07 พ.ค. เวลา 03.57 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. เวลา 03.52 น.

‘เท้ง’ แนะ 3 วาระประชาชนถึง ‘อนุทิน’ ใช้เวทีอาเซียนซัมมิท โชว์ภาวะผู้นำอาเซียน ดันแก้พิพาททะเล-วิกฤตพลังงาน-ฝุ่นพิษข้ามแดน

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า 3 วาระประชาชน ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องกล้าแสดงบทบาทนำของไทยบนเวทีสุดยอดอาเซียน ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม ตนอยากใช้โอกาสนี้ส่งข้อเสนอแนะไปยังนายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาลไทย ถึงบทบาทและความสำคัญของการต่างประเทศของไทยในปัจจุบันที่กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญในยุคที่ชาติมหาอำนาจแข่งขันกันขยายอำนาจ โดยมีภูมิภาคอาเซียนเป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญ แต่บทบาทของไทยในอาเซียนกลับถดถอย และบทบาทอาเซียนในฐานะพลังต่อรองระดับภูมิภาคก็ถดถอยเช่นกัน

“วันนี้เราเผชิญปัญหาสำคัญที่ไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่ปัญหาเหล่านี้กระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในอาเซียนอีกด้วย ซึ่งโจทย์สำคัญของผู้นำไทยในเวลานี้ต้องพลิกบทบาทในระดับนานาชาติให้ได้ หากรัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมืองและกล้าตัดสินใจถือบทบาทนำ” นายณัฐพงษ์ ระบุ

นายณัฐพงษ์ ระบุด้วยว่า ตนจึงขอเสนอ 3 วาระที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยสามารถใช้เวทีอาเซียนเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา นั่นคือ ข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา วิกฤตด้านพลังงาน และด้านสิ่งแวดล้อม ประเด็นแรก การแก้ปัญหาข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา พรรคประชาชนเห็นว่าการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิก MOU 44 ในห้วงเวลานี้ ถือเป็นความเสี่ยงต่อประเทศไทยทั้งในแง่ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก และพรรคประชาชนมองว่าการมีอยู่ของ MOU44 อาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย

นายณัฐพงษ์ ระบุอีกว่า แต่เมื่อที่ประชุม ครม. มีมติยกเลิก MOU44 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา และนายอนุทินอาจมีโอกาสได้พบนายกฯ ของกัมพูชา ตนเห็นว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะหาข้อยุติ โดยการเจรจาทวิภาคีที่ไทยสามารถกำหนดจังหวะก้าวของเราเองได้คือหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าการเสนอให้ข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เพราะช่องทางนี้จะมีบุคคลที่สามเข้ามาประนอมข้อพิพาท และเราอาจไม่สามารถควบคุมหรือคาดหมายผลของกระบวนการได้

นายณัฐพงษ์ ระบุด้วยว่า ประเด็นต่อมา ด้านวิกฤตพลังงาน ในช่วงวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ และกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยแห่งเดียว แต่เป็นความท้าทายร่วมกันของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอก ซึ่งทำให้เกิดความเปราะบางต่อความผันผวนของสถานการณ์โลก

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ในเวลาที่ท้าทายแบบนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องจับมือกันผ่านการผลักดันการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างประเทศ ประเทศไทยต้องแสดงบทบาทผู้นำในการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอกภูมิภาค การเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสด้านการลงทุนใหม่ๆ ในระดับภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมต่อการเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้านี้ให้ประสบความสำเร็จ

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ประเด็นสุดท้ายด้านสิ่งแวดล้อม ในส่วนของปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน อาเซียนมีข้อตกลงว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (AATHP) มานานกว่า 20 ปี แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ให้ดีขึ้นจากเดิม จนทำให้ประเทศไทยมีผู้ป่วยจากฝุ่นพิษประมาณ 10 ล้านคนต่อปี ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีการนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เราอยู่ในสถานะผู้ได้รับผลกระทบ และผู้ก่อมลพิษในเวลาเดียวกัน

“ผมจึงเสนอให้นายกฯ อนุทินใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียนเสนอความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียนโดยการตั้งศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ (CACC) และยกระดับขึ้นเป็นศูนย์ประสานงานระดับอาเซียน เพื่อสามารถแจ้งเตือนภัยและวางแผนจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามแดนจากแต่ละประเทศสมาชิกล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ควบคู่ไปกับการออกมาตรฐานบังคับสินค้าเกษตรมีที่มาจากการเผา กำหนดหลักเกณฑ์การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน จัดการสินค้าที่มาจากการเผาข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง มีมาตรการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อตัดปัญหาการรับซื้อจากบริษัทนำเข้าแล้วมาอ้างว่ารับซื้อข้าวโพดภายในประเทศ” นายณัฐพงษ์ ระบุ

นายณัฐพงษ์ ระบุต่อว่า ส่วนปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินการผ่านเวทีอาเซียน เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการติดตามและแก้ไขปัญหาที่ต้นตอของมลพิษข้ามพรมแดน โดยนอกเหนือจากการอาศัยกรอบความร่วมมือและพันธกรณีระหว่างประเทศแล้ว ควรเร่งเปิดการเจรจากับทุกฝ่าย รวมถึง United Nations Development Programme เพื่อดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมา อันจะนำไปสู่การประเมินสถานการณ์มลพิษ ณ แหล่งกำเนิดอย่างเป็นระบบ

นายณัฐพงษ์ ระบุด้วยว่า ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความร่วมมือที่นำไปสู่การมีมาตรการที่จริงจังต่อการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมล้านช้าง แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation) ซึ่งมีไทย เมียนมา จีน เป็นสมาชิกครบถ้วน เป็นกลไกสำคัญ นอกจากนี้ควรขยายระดับการเจรจากับจีนจากความร่วมมือแบบทวิภาคีไทย-จีน ไปสู่กรอบอาเซียน-จีน ผ่านกลไกของ China-ASEAN Environmental Cooperation Center เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและประสิทธิภาพของการจัดการปัญหาในระดับภูมิภาค

นายณัฐพงษ์ ระบุด้วยว่า ทั้ง 3 วาระนี้ จะเห็นได้ว่าอุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่เราขาดกลไกหรือขาดองค์ความรู้ในการจัดการปัญหา แต่สิ่งที่ขาดคือเจตจำนงทางการเมือง ตนหวังว่านายอนุทินจะใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้เป็นโอกาสกอบกู้บทบาทนำของประเทศไทย พิสูจน์ว่าอาเซียนที่มีประเทศไทยถือธงนำ จะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนได้จริง ซึ่งจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนให้มองอาเซียนเป็นที่พึ่งที่หวังอีกครั้ง นำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว นั่นคือความอยู่ดีมีสุขของคนไทยและผู้คนทั้งอาเซียน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เท้ง บี้ 3 วาระถึงอนุทิน ใช้เวทีอาเซียน โชว์ภาวะผู้นำ ดันแก้พิพาททะเล-ฝุ่น-วิกฤตพลังงาน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...