โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ภูเก็ต’ กองขยะแห่งอันดามัน สำรวจเมืองน้ำใส หาดทรายขาว ในวันที่ขยะท่วมเกาะสวรรค์

The Momentum

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE MOMENTUM

ภาพจำของหลายคน ‘ภูเก็ต’ คือเกาะสวรรค์ เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมระดับโลก โอบล้อมด้วยทะเลสีคราม น้ำใส หาดทรายสวย และเปี่ยมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยว ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมากกว่า 13 ล้านคนต่อปี

แต่อีกด้านหนึ่ง เมื่อมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมาก ปัญหาที่หนีไม่พ้นคือ ปัญหาสิ่งแวดล้อม เกาะภูเก็ตกำลังเจอกับปัญหา ‘ขยะล้นเมือง’ ที่ทำลายทัศนียภาพและสุขภาวะของเมือง

ปัญหาขยะถือเป็นปัญหาที่สะสมมายาวนานและหนักขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังยุคโควิด-19 ที่สัดส่วนการใช้บริการสั่งอาหาร (Food Delivery) ทำให้ขยะจากบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในแต่ละวัน ภูเก็ตสร้างขยะมากถึง 1,100 ตัน ขณะที่โรงเผาขยะมูลฝอยจังหวัดภูเก็ต ตั้งอยู่ในย่านสะพานหิน ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต ซึ่งเป็นโรงเผาขยะมูลฝอยแห่งเดียวในเกาะนี้ สามารถเผาขยะได้เพียงวันละประมาณ 700 ตันต่อวันเท่านั้น ทำให้เกาะแห่งนี้ยังมีขยะส่วนเกินถึงวันละเกือบ 400 ตันที่กำจัดไม่ได้ จึงนำไปกองสุมในบ่อฝังกลบที่อยู่ข้างๆ เตาเผาขยะอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีท่าทีจะลดลง และขยะเหล่านี้ก็สะสมปริมาณจนลุกลามกินพื้นที่ป่าชายเลนริมฝั่งทะเลอันดามัน

หนึ่งในสาเหตุหลักของปริมาณขยะมหาศาลในเกาะภูเก็ต มาจากพฤติกรรมการทิ้งขยะไม่แยกประเภท ทำให้ขยะที่เผาได้ เช่น พลาสติก กระดาษ เศษไม้ และยาง ผสมคลุกเคล้ากับขยะที่ย่อยสลายได้ ไม่ว่าจะเป็น เศษอาหาร ผักผลไม้ และขยะอินทรีย์อื่นๆ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 60 จากปริมาณขยะทั้งหมด ส่งผลให้กระบวนการเผาใช้เวลานานขึ้น เนื่องจากมีความชื้นสะสมในขยะ

ดังนั้นก่อนที่นำขยะเข้าเตาเผา จะต้องเทพักขยะเปียกทั้งหลายไว้ก่อนประมาณ 5 วัน เพื่อไล่ความชื้นและหมักให้เกิดแก๊สมีเทนที่มีคุณสมบัติติดไฟได้เสียก่อน ทำให้เผาไหม้ได้ง่ายขึ้น จึงเกิดเป็นภาพของ ‘กองขยะรอเผา’ ตั้งตระหง่านสูงเป็นภูเขากว่า 31 เมตร (เทียบเท่ากับตึก 10 ชั้น)

จากการพูดคุยกับ บังท็อกหนึ่งในพนักงานขับรถเก็บขยะของเทศบาลนครภูเก็ตรอบกลางคืน ให้รายละเอียดว่า รอบเก็บขยะช่วงค่ำตอน 20.00 น. จะเป็นรอบที่ได้ขยะเยอะที่สุด ดังนั้นทางเทศบาลจำเป็นต้องใช้การอัดขยะ เพื่อให้รถขยะเหลือพื้นที่บรรจุขยะมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นขยะที่มาจากอุตสาหกรรมภาคการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว เช่น ถนนคนเดินเมืองเก่าภูเก็ตที่เต็มไปด้วยสตรีทฟู้ด

บังท็อกเล่าต่อว่า เมื่อถังขยะเหล่านี้เต็ม จะถูกขนออกจากถนนท่องเที่ยวมากองรวมกันริมถนน รอให้รถเก็บขยะมาเก็บไป หากไม่นับวันอาทิตย์ที่มีงานถนนคนเดินหรืออีเวนต์พิเศษ ปริมาณขยะที่รอให้เก็บรอบค่ำจะเฉลี่ยอยู่วันละ 14 ตัน ทว่ารถเก็บขยะขนาดใหญ่สามารถเก็บต่อรอบได้เพียง 7 ตันเท่านั้น ทำให้รถต้องกลับไปโรงเผาขยะย่านสะพานหินเสียก่อน จึงกลับมาเก็บขยะเส้นทางที่เหลือได้

ส่วนรถขยะรอบกลางวันจะเข้าไปเก็บขยะส่วนเกินที่เหลือจากการเผา และนำไปเทลงบ่อฝังกลบแทน ทำให้ขยะทุกประเภททับถม หมักหมม และส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ และกลิ่นไม่พึงประสงค์นี้จะยิ่งเลวร้ายในวันที่ฝนกระหน่ำเกาะภูเก็ต

ยิ่งไปกว่าเรื่องกลิ่น ปัญหาขยะทับถมยังนำมาซึ่งเชื้อโรคและมลพิษที่ไหลลงสู่ทะเล ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทางทะเล อันเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวในภูเก็ต นั่นจึงอาจทำให้ภาพจำอันสวยงามของทะเลภูเก็ตถูกแทนที่ด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้นมา

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีโครงการก่อสร้างเตาเผาขยะแห่งที่ 2 สามารถกำจัดขยะได้เพิ่มอีก 500 ตันต่อวัน (รวมเป็น 1,200 ตันต่อวัน) แต่โครงการดังกล่าวคาดว่าจะพร้อมใช้งานในปี 2570 อย่างไรก็ตาม การเพิ่มจำนวนเตาเผาขยะอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน หากปราศจากความเข้าใจระดับปัจเจก ที่จะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาขยะของเมือง เช่น ประชาชนจะต้องร่วมกันแยกขยะให้เป็นประเภท รวมถึงการขจัดความมักง่ายและปลูกฝังความรู้แก่นักท่องเที่ยว

เพราะปัญหานี้คือความจริงที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน สาเหตุสำคัญที่ทำให้ขยะล้นเมืองอาจไม่ใช่ประสิทธิภาพการจัดการขยะเพียงอย่างเดียว ทว่าต้องพิจารณาตั้งแต่ต้นทาง จากพฤติกรรมระดับบุคคล เพราะผลลัพธ์ของปัญหานี้ไม่ได้กระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังย้อนกลับมาส่งผลเสียต่อผู้คนในเกาะสวรรค์แห่งนี้

ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาขยะไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นภาระหน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคน หากยังปล่อยปละละเลย มองข้ามพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ส่วนบุคคล ก็อาจทำให้เกาะไข่มุกแห่งนี้ ไม่ต่างจากกองขยะขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่กลางทะเลอันดามันก็เป็นได้

***ผลงานชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (อียู) ผ่านการดำเนินโครงการโดยมูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF)***

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...