“ประกันมะเร็ง” พอมั้ยกับค่ารักษายุคใหม่
รู้หรือไม่…มะเร็งยังเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย อีกทั้ง ค่ารักษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทคโนโลยีการรักษายุคใหม่ ดังนั้น ประกันมะเร็งจึงไม่ใช่เพียง“ทางเลือก” แต่เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงทางการเงินในยุคค่ารักษาแพงและสังคมสูงวัย
หากวางแผนตั้งแต่วันนี้ ค่าเบี้ยยังอยู่ในระดับเหมาะสม และช่วยปิดความเสี่ยงที่อาจกระทบเงินออมทั้งชีวิตในวันข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้วงเงินที่เลือก“เพียงพอ” ไม่ใช่แค่ “พอมี”
ประกันมะเร็งคือ?????
ประกันมะเร็ง คือ แบบประกันที่ให้ความคุ้มครองเฉพาะโรคมะเร็ง โดยบริษัทประกันจะจ่ายผลประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตามเงื่อนไขกรมธรรม์ เช่น แบบจ่ายเงินก้อน (Lump Sum) แบบจ่ายตามค่ารักษาจริง แบบสัญญาเพิ่มเติมแนบกับประกันสุขภาพหลัก เป็นต้น
จากข้อมูลโดยทั่วไป พบว่า ประกันมะเร็งพบมากขึ้นในวัยทำงาน ค่ารักษาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนอาจกระทบรายได้ครอบครัว หากทำประกันมะเร็งก็จะช่วยบริหารความเสี่ยงทางการเงิน ซึ่งจากการสำรวจค่ารักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันในโรงพยาบาลภาครัฐ หากต้องผ่าตัดค่ารักษาจะอยู่ระหว่าง หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท หากรักษาด้วยเคมีบำบัดจะอยู่ที่หลักหมื่นบาทต่อคอร์ส
ขณะที่หากเข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชน ค่าผ่าตัดจะอยู่ประมาณ 200,000 - 800,000 บาท เคมีบำบัด 100,000 - 300,000 บาทต่อคอร์ส หากรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัดอาจสูงถึงหลักล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว ปัจจุบันช่องทางในการเลือกซื้อประกันมะเร็ง มีทั้งผ่านตัวแทน นายหน้าประกันภัย ธนาคาร และออนไลน์
ประกันมะเร็ง “มือใหม่” ควรรู้
1. เลือกวงเงินให้สอดคล้องค่ารักษายุคใหม่
2. ตรวจสอบความคุ้มครองทุกระยะของโรค
3. พิจารณาแบบจ่ายเงินก้อนควบคู่ค่ารักษาจริง
4. อ่านข้อยกเว้นกรมธรรม์อย่างละเอียด
5. รู้ข้อควรระวัง เช่น โรคที่เป็นมาก่อนอาจไม่คุ้มครอง , บางแบบมีปรับเบี้ยตามอายุ , ตรวจสอบเงื่อนไขการต่ออายุ
6. ควรตรวจสอบเงื่อนไขระยะเวลารอคอย(Waiting Period) และระยะของการคุ้มครอง เช่น ทุกระยะ หรือ เฉพาะระยะลุกลาม อย่างละเอียด เพราะระยะเวลารอคอย จะเป็นช่วงเวลาที่บริษัทประกันยังไม่รับผิดชอบ หากตรวจเจอโรคมะเร็งในช่วง 60-120 วันแรก (แล้วแต่กรมธรรม์) หลังทำสัญญา จะเคลมไม่ได้
หากต้องการความคุ้มครองทันทีหรือเร็วที่สุด ควรตรวจสอบเงื่อนไข ว่ามี เจอ จ่าย จบ หรือไม่ เพราะ บางกรมธรรม์อาจมีระยะเวลารอคอยที่สั้นลง หรือเน้นการจ่ายเงินก้อนทันทีเมื่อตรวจพบหลังจากพ้นระยะเวลารอคอยแล้ว หากเคยเป็นมาก่อนและรักษาหายขาดแล้ว อาจทำประกันได้ แต่ต้องแจ้งบริษัทประกัน และอาจมีการยกเว้นความคุ้มครองโรคมะเร็งที่เคยเป็นมาก่อนด้วย
สำหรับมะเร็งที่ประกันมะเร็งโดยทั่วไปจะไม่คุ้มครอง มักยกเว้นมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ร้ายแรง (ยกเว้นมะเร็งผิวหนังชนิด Melanoma) และมะเร็งที่เกิดจากการติดเชื้อ HIV เป็นต้น โดยจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์ด้วย
7. วงเงินขั้นต่ำสำหรับการทำประกันมะเร็ง ควรต้องมีวงเงินความคุ้มครองขั้นต่ำ 500,000 - 1,000,000 บาทขึ้นไป แต่หากต้องการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนวงเงินความคุ้มครองขั้นต่ำ 2 - 5 ล้านบาทขึ้นไป
*ตัวอย่าง สำหรับช่วงอายุ 30 - 40 ปี หากต้องการทำประกันมะเร็ง ควรมีวงเงินความคุ้มครองอย่างน้อย 1 - 3 ล้านบาท และเน้นแบบมีเงินก้อนชดเชยรายได้ ส่วนอายุ 50 - 70 ปี ควรมีวงเงินความคุ้มครองขั้นต่ำ 2 - 5 ล้านบาท เน้นค่ารักษาจริง เป็นต้น*