โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คนไทยไม่น่ารวยไหว! เลิกจ้างพุ่ง ปีนี้จ่อตกงานเดือนละ 4 หมื่นคน

Amarin TV

อัพเดต 14 มี.ค. เวลา 07.07 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. เวลา 03.53 น.
เลิกจ้างพุ่ง คนไทยไม่น่ารวยไหว! ปีนี้จ่อตกงานเดือนละ 4 หมื่นคน เพิ่มขึ้นปีละ 7% งาน ‘การผลิต’ เจ็บสุด

การเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคมของไทยกำลังส่งสัญญาณน่ากังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านรายได้ของแรงงานในประเทศ หลังข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ชี้ว่า แนวโน้มการตกงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น และการปรับโครงสร้างการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

ตัวเลขล่าสุดระบุว่า ในปี 2568 มีแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 (ม.33) ถูกเลิกจ้างรวม 531,779 คน เพิ่มขึ้น 20% จากปี 2567 ที่มีจำนวน 441,840 คน ซึ่งหากมองในภาพรวม ช่วงปี 2565–2568 การเลิกจ้างได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงราว 7% ต่อปี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า แนวโน้มการเลิกจ้างในปี 2569 มีโอกาสยังอยู่ในระดับสูง โดยคาดว่าแรงงาน ม.33 ที่ถูกเลิกจ้างอาจมีจำนวน เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่ทำให้หลายธุรกิจเร่งลดต้นทุนแรงงาน โดยเฉพาะในภาคการผลิตซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการเลิกจ้างสูงที่สุดของประเทศ

การเลิกจ้างเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปี

ข้อมูลย้อนหลังจากกระทรวงแรงงานที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยนำมาวิเคราะห์ พบว่า จำนวนแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ที่ถูกเลิกจ้างมีความผันผวนแต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในปี 2565 มีแรงงานถูกเลิกจ้างจำนวน 439,084 คน ก่อนที่ตัวเลขจะลดลงเล็กน้อยในปี 2566 เหลือ 419,405 คน หรือลดลงประมาณ 5% จากปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 จำนวนการเลิกจ้างกลับเพิ่มขึ้นอีกครั้งเป็น 441,840 คน เพิ่มขึ้นประมาณ 5% จากปี 2566 และในปี 2568 ตัวเลขการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 531,779 คน หรือเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นที่ค่อนข้างแรงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า การเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคม ม.33 ถูกกดดันจากหลายปัจจัย ทั้ง ภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ การแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่าง อิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ทำให้ภาคธุรกิจนำระบบอัตโนมัติมาใช้มากขึ้น ยังมีส่วนทำให้ความต้องการแรงงานในบางอุตสาหกรรมลดลง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังประเมินว่า แนวโน้มการเลิกจ้างแรงงานในปี 2569 อาจยังคงอยู่ในระดับสูง โดยคาดว่า จำนวนแรงงาน ม.33 ที่ถูกเลิกจ้างจะมีค่าเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน

ภาคการผลิตเลิกจ้างมากที่สุด

เมื่อจำแนกการเลิกจ้างตามสาขาเศรษฐกิจ พบว่าภาคการผลิตเป็นสาขาที่มีการเลิกจ้างมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 24% ของการเลิกจ้างทั้งหมด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ยานยนต์ โลหะ สิ่งทอ และอาหาร ซึ่งต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิต การแข่งขันในตลาดโลก และการปรับตัวด้านเทคโนโลยี

รองลงมาคือ ภาคค้าส่งและค้าปลีก ที่มีสัดส่วนการเลิกจ้าง 12% ตามด้วย ภาคก่อสร้าง 9% กิจกรรมทางวิชาชีพ 5% และภาคขนส่งและคลังสินค้า 4% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการปรับตัวของตลาดแรงงานเกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรม ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคการผลิตเท่านั้น

ในด้านโครงสร้างแรงงาน พบว่า แรงงานไทยคิดเป็นสัดส่วนถึง 94% ของการเลิกจ้างทั้งหมด ขณะที่แรงงานต่างด้าวมีสัดส่วน 6% โดยแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่เป็นแรงงานจาก เมียนมา กัมพูชา และลาว

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังตั้งข้อสังเกตว่า ในปี 2568 มีการเลิกจ้างแรงงานต่างด้าวเพิ่มขึ้นบางส่วน ซึ่งส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับ สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลต่อการจ้างงานแรงงานข้ามชาติในบางพื้นที่

ในภาพรวม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แนวโน้มการเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคม ม.33 ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป โดยถูกกดดันจาก ภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง การแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงขึ้น ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดแรงงานไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีข้างหน้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...