โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ระวัง! เปิดลิสต์ 6 อาหาร ไม่ควรทานคู่กับ "เนื้อวัว" จากบำรุงจะกลายเป็นพัง!

sanook.com

เผยแพร่ 19 มี.ค. เวลา 03.59 น. • Sanook
ระวัง! 6 อาหารที่ไม่ควรทานคู่กับ

ระวัง! 6 อาหารที่ไม่ควรทานคู่กับ "เนื้อวัว" เสี่ยงเสียสุขภาพและทำลายสารอาหาร

เนื้อวัวถูกขนานนามว่าเป็น "ทองคำสีแดง" เพราะอุดมไปด้วยโปรตีน แคลเซียม และธาตุเหล็กที่ร่างกายดูดซึมได้ง่าย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการบำรุงเลือดและเสริมภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม นพ. เจิง ป๋อฮั่น ผู้เชี่ยวชาญจากจีนเตือนว่า หากจับคู่เนื้อวัวกับอาหารบางชนิดผิดประเภท จาก "ของบำรุง" อาจกลายเป็น "โทษ" ต่อระบบย่อยอาหารได้

6 อาหารที่ควรเลี่ยงเมื่อทานเนื้อวัว

  • น้ำชา (โดยเฉพาะชาเขียว): กรดแทนนินในใบชาจะทำปฏิกิริยากับโปรตีนในเนื้อวัว เกิดเป็นสารตกตะกอนที่ทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวช้าลง นำ điสู่การสะสมสารพิษและอาการท้องผูกรุนแรง คำแนะนำ: ควรดื่มชาห่างจากมื้อเนื้อวัวอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

  • ลูกพลับ: มีกรดแทนนินสูงเช่นกัน เมื่อรวมกับแคลเซียมในเนื้อวัวจะกลายเป็น "แคลเซียมแทนนต" ซึ่งละลายยากและเสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว นอกจากนี้เนื้อวัวมีฤทธิ์ร้อนแต่ลูกพลับมีฤทธิ์เย็น การทานคู่กันอาจทำให้ปวดท้องหรือท้องเสียได้

  • ไข่: ทั้งคู่เป็นแหล่งโปรตีนที่เข้มข้นมาก การทานพร้อมกันในปริมาณมากทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินไป ส่งผลให้ท้องอืด แน่นท้อง และลดประสิทธิภาพการดูดซึมสารอาหารอื่นๆ เช่น ธาตุเหล็กและกรดโฟลิก

  • ถั่วเหลือง: ทั้งเนื้อวัวและถั่วเหลืองมีสาร "พิวรีน" (Purine) สูง ซึ่งเป็นตัวการเพิ่มกรดยูริกในเลือด เสี่ยงต่อการเกิดโรคเก๊าท์และปัญหาข้อต่อต่างๆ จึงไม่ควรทานผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองคู่กับเนื้อวัว

  • เกาลัด: วิตามินซีในเกาลัดอาจถูกทำลายโดยแร่ธาตุในเนื้อวัว นอกจากนี้การทานคู่กันยังทำให้ย่อยยากมาก อาจก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ

  • ขิง: แม้ขิงจะช่วยดับคาวได้ดี แต่เนื้อวัวมีฤทธิ์อุ่น ส่วนขิงและเหล้าขาวมีฤทธิ์ร้อนจัด การใส่ขิงมากเกินไปเปรียบเสมือนการ "เติมน้ำมันในกองไฟ" ทำให้ร่างกายร้อนใน เกิดแผลในปาก เหงือกอักเสบ และท้องผูกได้ง่าย

ทานเนื้อวัวอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด?

  • ปริมาณที่เหมาะสม: ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทานประมาณ 150 - 200 กรัมต่อสัปดาห์ (แบ่งเป็น 2 มื้อ) เพื่อให้ได้ธาตุเหล็กและซิงค์ที่เพียงพอโดยไม่ได้รับไขมันอิ่มตัวเกินไป

  • วิธีปรุง: เน้นการผัดเร็วๆ นึ่ง หรือย่างแบบอาบูริ (Searing) เพื่อรักษาอะมิโนและวิตามิน เลี่ยงการเคี่ยวจนเปื่อยเกินไปในอุณหภูมิสูงนานๆ

  • ตัวช่วยดูดซึม: ควรทานคู่กับผักที่มี วิตามินซีสูง เช่น บรอกโคลี พริกหวาน หรือปวยเล้ง เพราะวิตามินซีจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากเนื้อวัวได้ดีขึ้นหลายเท่า

กลุ่มคนที่ควรระวังหรือหลีกเลี่ยง

  • ผู้ที่มีอาการร้อนใน: เนื้อวัวจะยิ่งทำให้อาการแผลในปากหรือท้องผูกแย่ลง

  • ผู้ป่วยโรคเก๊าท์: สารพิวรีนจะกระตุ้นให้อาการปวดข้อรุนแรงขึ้น

  • ผู้ที่มีอาการแพ้: หากทานแล้วมีผื่นคันหรือหายใจติดขัดควรหยุดทันที

  • ผู้ที่ระบบย่อยอาหารไม่ดี: เส้นใยเนื้อวัวมีความเหนียวและย่อยยาก อาจทำให้แน่นท้องและอึดอัด

สรุปแล้ว การรับประทานเนื้อวัวให้ได้ประโยชน์สูงสุดไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่คือ "ศิลปะแห่งการจับคู่" ครับ การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีฤทธิ์ขัดแย้งกันอย่างชาหรือผลไม้ที่มีแทนนินสูง และหันมาทานคู่กับผักใบเขียวที่มีวิตามินซี จะช่วยให้ร่างกายดึงคุณค่าจาก "ทองคำสีแดง" นี้มาใช้ได้อย่างเต็มที่ อย่าลืมฟังเสียงร่างกายและรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกมื้ออร่อยของคุณเป็นมื้อที่สร้างสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...