โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด-ส่งสัญญาณลดครั้งเดียวปีนี้ เตือนเงินเฟ้อเสี่ยงพุ่งจากสงคราม-ราคาน้ำมัน

efinanceThai

เผยแพร่ 19 มี.ค. เวลา 01.43 น.

เฟดคงดอกเบี้ยตามคาด-ส่งสัญญาณลดครั้งเดียวปีนี้ เตือนเงินเฟ้อเสี่ยงพุ่งจากสงคราม-ราคาน้ำมัน

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -19 มี.ค. 69 8:43: น.

ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติ 11 ต่อ 1 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมล่าสุด โดยคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น และส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปีนี้

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แถลงหลังการประชุมว่า แนวโน้มดังกล่าวมีความไม่แน่นอนสูงมาก ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายการเงินกำลังประเมินผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน โดยราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะผลักดันเงินเฟ้อโดยรวม แต่ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินขอบเขตและระยะเวลาของผลกระทบต่อเศรษฐกิจ พร้อมย้ำว่า ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะมากหรือน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ สตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงแสดงความเห็นต่าง โดยลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับมติครั้งนี้และสนับสนุนให้ลดอัตราดอกเบี้ย

ขณะที่การคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยรอบใหม่ คณะกรรมการเฟดโดยรวมยังคงคาดว่า จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งโดยรวมไม่เปลี่ยนแปลงจากการคาดการณ์ครั้งก่อนในเดือนธ.ค. 2025 อย่างไรก็ตาม พาวเวลล์ระบุว่า การคาดการณ์รายบุคคลสะท้อนว่ามีผู้กำหนดนโยบายจำนวนหนึ่งที่มองว่าการผ่อนคลายนโยบายในปีนี้จะน้อยกว่าที่ประเมินไว้เมื่อสามเดือนก่อนอย่างมีนัยสำคัญ

ประธานเฟดยังระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่การดำเนินนโยบายครั้งต่อไปของเฟดอาจเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุมเช่นเดียวกับครั้งก่อน แม้เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่จะไม่ได้มองว่าเป็นกรณีหลักก็ตาม

พาวเวลล์ย้ำว่า นโยบายการเงินในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการกำหนดขอบเขตและจังหวะของการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจในอนาคต แนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงและสมดุลความเสี่ยง

ถ้อยแถลงของพาวเวลล์ทำให้นักลงทุนเพิ่มคาดการณ์ว่า เฟดอาจชะลอการลดดอกเบี้ยไปจนถึงปีหน้า โดยให้เหตุผลว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบากในการสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากแรงกระแทกทางเศรษฐกิจรอบใหม่ และความเสี่ยงด้านลบต่อตลาดแรงงาน โดยยังไม่ชัดเจนว่าความเสี่ยงด้านใดจะมีน้ำหนักมากกว่า

คาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อ

ดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ คาดว่าจะอยู่ที่ 2.7% ในช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งใกล้เคียงกับระดับปัจจุบันและสูงกว่าที่คาดไว้ว่าจะอยู่ที่ 2.4% ในเดือนธ.ค. สะท้อนผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้นหลังเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน

พาวเวลล์ระบุว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้นยังเป็นผลจากแรงกดดันด้านราคาที่เกิดจากมาตรการภาษี ซึ่งทำให้ความคืบหน้าในการลดเงินเฟ้อสู่เป้าหมาย 2% ชะลอลง สิ่งสำคัญที่เราจับตาดูในปีนี้คือ การเห็นความคืบหน้าในการลดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าที่ลดลง

ทั้งนี้ ไม่มีผู้กำหนดนโยบายรายใดมองว่า จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ โดยมีเจ้าหน้าที่หนึ่งรายคาดว่าอาจต้องปรับขึ้นในปี 2027

นอกจากนี้ ยังมีการปรับเพิ่มประมาณการทางเศรษฐกิจเล็กน้อย โดยคาดว่าจะขยายตัว 2.4% ในปี 2026 จากเดิม 2.3% ในเดือนธ.ค. โดยยังคงอัตราการว่างงานไว้ที่ 4.4%

ขณะเดียวกัน ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ เดือนก.พ. ยังเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 7 เดือน โดยพุ่งขึ้น 3.4% จากต้นทุนภาคบริการและสินค้าหลายประเภทที่ปรับตัวสูงขึ้น และมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมัน รวมถึงแรงส่งผ่านจากมาตรการภาษีที่ยังคงอยู่ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 2.9%

ส่วนดัชนีภาคบริการเพิ่มขึ้น 0.5% คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งของการปรับขึ้นรายเดือนของดัชนี PPI โดยก่อนหน้านี้เพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือนม.ค. และเพิ่มขึ้นสูงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม

แถลงการณ์แทบไม่เปลี่ยนแปลง

การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งการคาดการณ์ใหม่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมุมมองของเฟดต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามที่ส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลก นอกเหนือจากผลกระทบของสงครามแล้ว แถลงการณ์ฉบับใหม่ของเฟดแทบไม่แตกต่างจากฉบับที่เผยแพร่หลังการประชุมเมื่อวันที่ 27-28 ม.ค.

ที่มา Reuters

รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...