วิกฤต “สงคราม” คุกคามสัตว์ในอ่าวเปอร์เซีย เสี่ยงกระทบระบบนิเวศจนยากฟื้นคืน
อ่าวเปอร์เซียถือเป็นหนึ่งในระบบนิเวศทางทะเลที่มีความสำคัญของโลก แม้เป็นทะเลกึ่งปิดที่มีความลึกเฉลี่ยเพียง 50 เมตร และมีการหมุนเวียนของน้ำค่อนข้างช้า แต่กลับเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด ทั้งพะยูน เต่าทะเล วาฬ ฉลามวาฬ ไปจนถึงปลากว่า 500 ชนิด และปะการังอีกนับร้อยสายพันธุ์ ระบบนิเวศเหล่านี้ยังเชื่อมโยงกับป่าชายเลนและทุ่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและฐานสำคัญของห่วงโซ่อาหาร แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญภัยคุกคามจากระเบิดและน้ำมันซึ่งเป็นผลจากสงครามในตะวันออกกลาง
เดิมทีภูมิภาคนี้เป็นที่อยู่อาศัยของพะยูน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลที่ได้รับการจัดให้อยู่ในสถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ซึ่งมีจำนวนมากเป็นอันดับ 2 ของโลก จากรายงานระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวมีประชากรพะยูนอาศัยอยู่ประมาณ 5,000-7,500 ตัว นอกจากนี้ยังมีวาฬหลังค่อม ฉลามวาฬ และสัตว์ทะเลอีกมากมายกว่า 2,000 ชนิด รวมถึงเต่าทะเล 5 ชนิด และเต่ากระที่ใกล้สูญพันธุ์
ก่อนหน้าความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลาง ระบบนิเวศในอ่าวเปอร์เซียมีความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเดินเรือที่หนาแน่น ประกอบกับการหมุนเวียนของน้ำค่อนข้างช้าทำให้มลพิษและคราบน้ำมันจากเรือกระจายตัวได้ยากเมื่อเกิดการรั่วไหล ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงรุนแรงและยาวนานกว่าปกติ
นับตั้งแต่ความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซปะทุขึ้น รายงานจาก Conflict and Environment Observatory (CEOBS) ระบุว่า มีรายงานเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่า 300 ครั้ง รวมถึงการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติทางทะเลครั้งใหญ่ ขณะเดียวกัน องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมยังเตือนว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากที่ยังติดค้างอยู่ในพื้นที่ พร้อมบรรทุกน้ำมันรวมกันมหาศาล เปรียบเสมือน “ระเบิดเวลาทางนิเวศ” ที่อาจปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
ย้อนกลับไปเมื่อเหตุเการณ์สงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1991 เคยก่อให้เกิดการรั่วไหลของน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่อมีการปล่อยน้ำมันจำนวนมหาศาลลงสู่ทะเล ส่งผลให้ชายฝั่งยาวหลายร้อยกิโลเมตรปนเปื้อน และคร่าชีวิตสัตว์ทะเลจำนวนมาก โดยเฉพาะนกทะเลที่ไม่สามารถป้องกันตัวจากคราบน้ำมันได้ แม้แนวปะการังอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่า แต่พื้นที่ชายฝั่งอย่างป่าชายเลนหรือโคลนเลนกลับได้รับความเสียหายอย่างหนัก และต้องใช้เวลานานในการฟื้นตัว
นอกเหนือจากมลพิษทางน้ำ เสียงจากระเบิดและกิจกรรมทางทหารยังเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลและนกอพยพ คลื่นเสียงใต้น้ำสามารถรบกวนการสื่อสารและการนำทางของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล ขณะที่ควันพิษและเสียงดังจากการสู้รบอาจรบกวนเส้นทางอพยพของนกในภูมิภาคที่ถือเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของโลกได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง