โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ส.อ.ท.ห่วงวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ดันต้นทุนสินค้าไทยพุ่ง 3-5%

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางขณะนี้ กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติและมีแนวโน้มบานปลาย หลังมีการโจมตีแหล่งพลังงานสำคัญ โดยเฉพาะแหล่งผลิตก๊าซ LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งในกาตาร์

ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบขั้นต้นหลายชนิดที่ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้า เช่น วัตถุดิบต้นน้ำ อย่าง แนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตเม็ดพลาสติก โดยเป็นต้นทุนแฝงที่สำคัญของสินค้าอุปโภคบริโภคในการผลิตบรรจุภัณฑ์

อีกทั้งเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนก็สูงขึ้นตามเป็นลูกโซ่ โดยราคาน้ำมันล่าสุดที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 112 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล คือตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ราคาเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ขยับสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อบวกกับค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น และในอนาคตข้างหน้าถ้ายังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำมันได้ จะมีปัญหาในเรื่องวัตถุดิบ ปุ๋ย ประมง ซึ่งส่งผลต่อราคาอาหาร เกิดเป็นผลกระทบแบบลูกโซ่ไปถึงทุกกระบวนการผลิต

อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่ายังมีปัจจัยลบจากค่าไฟฟ้าที่อาจปรับเพิ่มขึ้นตามราคา LNG ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการผลิตไฟฟ้า โดยคาดว่าจะมีการพิจารณาค่า Ft อีกรอบในเดือนพ.ค.-ส.ค.69 นี้ จึงประเมินว่าผลกระทบแบบลูกโซ่ไปถึงทุกกระบวนการผลิต จะดันให้ราคาสินค้าขยับ 3-5% ในด้านของต้นทุน และหากกรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3-6 เดือน มีความเสี่ยงที่ราคาสินค้าจะพุ่งสูงจนรายได้จากค่าแรงขั้นต่ำอาจไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพได้

ส.อ.ท.ห่วงวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ดันต้นทุนสินค้าไทยพุ่ง 3-5%

เมื่อการขนส่งแนฟทาจากตะวันออกกลางมีปัญหา จะทำให้ซัพพลายในระบบหายไป และส่งผลต่อโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกทันที อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประเทศไทยมีโรงกลั่นที่สามารถผลิตแนฟทาและเม็ดพลาสติกใช้เองได้ในประเทศ และยังไม่ถึงขั้นวิกฤติขาดแคลนอย่างรุนแรงในขณะนี้ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อและบานปลาย จะส่งผลให้บรรจุภัณฑ์อาหารต่าง ๆ เริ่มเกิดภาวะตึงเครียดเนื่องจากวัตถุดิบอาจขาดตลาดได้

“ได้รับรายงานจากสมาชิก ส.อ.ท. ว่าตอนนี้มีความกังวลใจล่วงหน้าเรื่องวัตถุดิบขาดแคลน โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่ขึ้นอยู่กับน้ำมัน แต่จริง ๆ แล้วเม็ดพลาสติกในประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นขาด มีผู้ผลิตอยู่ 2 ค่าย”

นอกจากนี้ อลูมิเนียมยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่น่ากังวล เนื่องจากไทยต้องนำเข้าอลูมิเนียมสูงถึง 80-90% ซึ่งแหล่งวัตถุดิบใหญ่อยู่ในตะวันออกกลาง โดยเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต บรรจุภัณฑ์ประเภทกระป๋อง เช่น ปลากระป๋อง รวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์ อย่างล้อแม็กและตัวถังรถยนต์ หากขาดแคลนอลูมิเนียม จะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตอาหารกระป๋องอย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งยังมี “ฮีเลียม” ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งก็ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางเช่นเดียวกัน

กรณีที่บริษัทด้านอุปโภคบริโภค ส่งจดหมายเตือนคู่ค้าให้เร่งสต็อกสินค้านั้น มองว่าน่าจะเป็นการบริหารความเสี่ยง เนื่องจากอาจมีปัญหาเรื่องการจัดส่ง ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาแก้ปัญหาโดยการปล่อยน้ำมันสำรองออกมาเพิ่มมากขึ้นแล้ว ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์นี้คลี่คลายลงได้บ้าง

สำหรับข้อเสนอต่อรัฐบาลและการรับมือของภาคธุรกิจ ส.อ.ท. มีข้อเสนอให้ภาครัฐเร่งบริหารจัดการต้นทุน เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนรุนแรงเกินไป เช่น ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 32 บาท/ลิตร เพื่อประคองภาคการพาณิชย์ และควบคุมค่าไฟฟ้า พยายามตรึงไว้ให้อยู่ในระดับประมาณ 4 บาท/หน่วย เพื่อให้ไม่ส่งผลกระทบต่อสินค้าอุปโภคบริโภคมากนัก ซึ่งจะช่วยวงจรภาคอุตสาหกรรม ไม่ให้ราคาสินค้าปรับขึ้นจนภาครัฐไม่สามารถควบคุมได้

“ขณะนี้ยังถือว่ารัฐยังคงควบคุมราคาสินค้าได้ ตอนนี้เป็นจังหวะที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยเหลือกัน ช่วยกันเป็นหูเป็นตา บางรายเป็นคนดี ไม่ได้ฉวยโอกาสในช่วงนี้ แต่บางรายมีการฉวยโอกาส ดังนั้น ประชาชนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา ให้ข่าวสาร เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก”

นายอภิชิต กล่าวต่อไปอีกว่า ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนกจนแห่กักตุนสินค้าเกินความจำเป็น เนื่องจากยังมีน้ำมันสำรอง และวัตถุดิบในประเทศ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกยังพอมีอยู่ และการกักตุนสินค้าเกินความจำเป็น มีต้นทุนแฝงที่ต้องระวัง ทั้งพื้นที่จัดเก็บที่จำกัด เสี่ยงต่อสินค้าหมดอายุ และหากเป็นสินค้าที่ต้องแช่เย็นก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ซึ่งเป็นภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...