พรรคประชาชนแฉคนบ้านใหญ่แย่งเติมน้ำมัน ทำ ปชช.ขาดแคลน ชี้จับตาค่าไฟพุ่งพรวด?
วันที่ 17 มีนาคม 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงกรณีการบริหารจัดการพลังงานท่ามกลางความขัดแย้งในพื้นที่ตะวันออกกลาง
โดยนายวีระยุทธ กล่าวว่า วิกฤตอาการน้ำมันที่กําลังเกิดขึ้น ความวุ่นวาย ความปั่นป่วน และความตื่นตระหนกของประชาชนในเวลานี้ เป็นสิ่งที่รัฐบาล โดยเฉพาะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งพยายามย้ำกับสังคม ไม่ตรงกับสิ่งที่ประชาชนอยากรู้
เนื่องจากสิ่งที่เป็นรัฐบาลพยายามย้ำมาโดยตลอด ว่าน้ำมันมีพอ น้ำมันสํารองเพียงพอ ไม่ต้องกังวล บางครั้งก็บอกด้วยซ้ำว่า ไทยเรามีน้ำมันสํารองสูงที่สุดในอาเซียนนั้น ก็อาจจะจริง แต่สิ่งที่ประชาชนอยากรู้ในชีวิตประจําวันทุกวันนี้ คือคําถามง่าย ๆ ว่า ทําไมไปเติมน้ำมันที่ปั๊มแล้วน้ำมันหมด และจะเติมน้ำมันได้ที่ไหน ตราบเท่าที่รัฐบาลไม่สามารถตอบคําถามให้กับประชาชนได้ ความปั่นป่วน ความกังวล ก็จะยังดํารงอยู่ ดังนั้น รัฐบาลจําเป็นจะต้องตอบคําถามที่ประชาชนสงสัย
นายวีระยุทธ กล่าวว่า หากมองย้อนกลับไปในด้านการบริหารจัดการยังมีปัญหาสําคัญ 2 อย่าง คือ แนวทางการทํางานของกองทุนน้ำมัน ในเรื่องการพยุงราคา และการอุดหนุนราคาน้ำมัน ซึ่งมีการเตรียมประกาศไว้ว่า จะมีการพยุงราคาเป็นเวลา 15 วัน ก็คาดการณ์ได้ว่าน่าจะทําให้เกิดการปั่นป่วนในตลาด ฝั่งของผู้ขายทางค้าส่งปั๊มน้ำมันรายใหญ่ หรือคนที่อยู่ในซัพพลายเชนน้ำมัน ก็มีแนวโน้มกักตุน โดยเฉพาะคนที่หวังผลกําไรในระยะสั้น เพื่อรอวันที่การพยุงราคาเปลี่ยนไป เมื่อน้ำมันราคาขึ้นก็จะทํากําไร จึงมีความต้องการที่จะเก็บน้ำมันไว้สูงกว่าปกติ
นายวีระยุทธ กล่าวว่า ในขณะเดียวกันฝั่งผู้ซื้อ ทุกคนย่อมตุนน้ำมันไว้ก่อน เพราะรู้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงราคา จึงไม่แปลกที่จะเกิดความต้องการเทียม ทําให้มีปริมาณความต้องการซื้อและขายไม่ปกติ เมื่อปริมาณความอยากซื้อมากกว่าปกติ แต่ปริมาณอยากขายน้อยกว่าปกติ ทําให้เกิดช่องว่างในตลาด จนทําให้เกิดความตื่นตระหนกและความปั่นป่วนในตลาดน้ํามันอย่างที่เป็นอยู่
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า และในการเรียกประชุมด่วนของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ซึ่งปรากฏเพียงแค่บริษัทน้ํามันรายใหญ่ 5-6 บริษัท เข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อสอบถามว่ามีน้ำมันเพียงพอหรือไม่ เมื่อผู้ประกอบการดังกล่าว บอกว่ามีน้ำมันเพียงพอ รองนายกฯ ก็เอามาชี้แจงต่อสื่อมวลชน แต่ถามการรับฟังเพียงแค่บริษัทน้ำมันรายใหญ่ สะท้อนปัญหาทั้งหมดหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ไม่ เพราะมีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ไม่ถูกรับฟังเสียงจํานวนมาก เช่น ปั๊มน้ำมันขนาดเล็ก ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดฝอย ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ จนบางรายต้องหยุดกิจการและมีแนวโน้มจะปิดกิจการ ส่วนกลุ่มชาวนา ขณะนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยว จึงจําเป็นต้องใช้น้ำมันจํานวนมากต่อวัน แต่ไม่สามารถนําแกนลอนไปเติมที่ปั๊มน้ำมันได้ เสียงตรงนี้ไม่ถูกรับฟัง
เพราะฉะนั้น การบริหารจัดการน้ำมันรอบนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ของบ้านใหญ่ และเทคโนแครต ที่เป็นสององค์ประกอบสําคัญของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย การทํางานในภาวะที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนเช่นนี้ จะให้ความเป็นธรรมได้แค่ไหน ตั้งแต่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็น ผอ.ศบก. มีกิจการครอบครัวที่อยู่ในอุตสาหกรรมน้ำมัน ตอนนี้มีปัญหาระดับชาติ คือเดิมผู้ประกอบการน้ำมันต้องไปเติมน้ำมันจากผู้ค้าส่ง แต่ตอนนี้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มกลับถูกกว่า ทําให้เกิดการแย่งน้ำมันจากหน้าปั๊ม ไปจากประชาชนทั่วไป
นอกจากนั้น ยังมีปัญหาระดับท้องถิ่นด้วย เพราะเครือข่ายบ้านใหญ่ และเครือข่ายธุรกิจในแต่ละพื้นที่ มีปัญหาในการแย่งชิงน้ำมันจากประชาชนด้วยเช่นเดียวกัน หลายจังหวัดพบว่า เมื่อคนตัวเล็กตัวน้อยไปต่อแถวเติมน้ำมัน รอเท่าไหร่ ก็ไม่ได้เติมสักที แต่พอมีเครือข่ายธุรกิจบ้านใหญ่เข้ามา ก็แซงคิวเข้าไปเติมได้เลย พอน้ำมันหมดก็ไม่มีน้ำมันเหลือให้กับประชาชนทั่วไป
นายวีระยุทธ ยังกล่าวถึง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องราคาสินค้า และผลประกอบการของภาคธุรกิจ ซึ่งก็มีความท้าทาย ที่สําคัญเช่นเดียวกัน คิดว่าจะสามารถจัดการที่ต้นทาง ไม่ใช่แค่ปลายทางของราคาสินค้า ซึ่งจะถูกขึ้นราคาตั้งแต่การขนส่ง โลจิสติกส์ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ ของราคาสินค้าทั้งหมดในประเทศจะเข้าไปจัดการได้อย่างไร ทั้งนี้ เห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลจะทําได้มีอยู่ 2 อย่าง คือ ความชัดเจน เรื่องข้อมูล รวมถึงแนวทางการบริหารของกองทุนน้ำมัน จะเอาอย่างไร จะเป็นการใช้เงินพยุงราคาแบบกวาดแล้วขาดทุน ตอนนี้ก็ระดับหมื่นล้านบาทแล้ว การกําหนดวันแบบที่เป็นมา แล้วสร้างปัญหา หรือจะเปลี่ยนแนวทางใหม่ เช่น ทยอยขยับเป็นขั้นบันไดหรือไม่ เพื่อส่งสัญญาณให้ประชาชน และภาคอุตสาหกรรมได้เริ่มปรับตัว อาจจะมีการช่วยเหลือแบบยุทธศาสตร์เฉพาะเจาะจงก็ได้ เช่นเน้นลงไปที่กลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะ หรือธุรกิจขนส่งที่เป็นต้นน้ำ และความพร้อม เพราะเราต้องมองไปยังระยะหลายเดือนข้างหน้า ว่าจะมีการทําอย่างไรกับบางจุดที่เริ่มก่อปัญหา เช่น การขาดแคลนเม็ดพลาสติก ซึ่งส่งผลต่อเนื่องกับซัพพลายเชน กระทบเป็นลูกโซ่ อาทิ สี ปูน รวมถึงบรรจุภัณฑ์ ที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอาหาร ควรต้องมีการเตรียมความพร้อมแล้ว ขณะเดียวกันสินค้าจํานวนมาก ของเราก็ถูกนําเข้ามาจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง อย่างปุ๋ยไนโตรเจน หากขาดหายไป ก็จะส่งผลกระเทือนไปถึงเกษตรกรแน่นอน ตลอดถึงการเก็บเกี่ยว รายได้ และสินค้าการเกษตร ในอนาคตที่จะตามมา
ด้านนายศุภโชติ กล่าวว่า พรรคประชาชน ไม่ได้นิ่งนอนใจ เรามีการลงพื้นที่สํารวจทั่วประเทศ สรุปได้ 3 อย่าง คือ 1.ประชาชนไม่มีน้ำมันเติม 2.ผู้ประกอบการน้ำมัน ถูกจํากัดการปล่อยโควตาน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน
นายศุภโชติ กล่าวว่า และ 3.ค่าไฟ ซึ่งอาจสูงขึ้นในอนาคต เนื่องจากไฟฟ้าในประเทศผลิตจากก๊าซพลังงานธรรมชาติค่อนข้างมาก สิ่งที่รัฐบาลสามารถทําได้ทันที เพื่อทุเลาปัญหาภาระค่าครองชีพบิลค่าไฟ คือ การลดอัตราค่าไฟสําหรับกลุ่มเปราะบาง จากนโยบายที่รัฐบาลเคยใช้หาเสียงเอง ขอเรียกร้องให้มีการบังคับใช้ในบิลที่จะถึงนี้ทันที รวมถึงประกาศโควตารับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมจากโซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยลดการผลิตไฟฟ้าจาก LNG ตลอดจนโครงการควบคุม การตอบสนองด้านไฟฟ้า ซึ่งสามารถขอความร่วมมือ หรือจ่ายค่าชดเชยให้กับโรงงาน หรือผู้ประกอบการผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ ในการลดการผลิตไฟฟ้าจากต้นทางได้ จึงควรเร่งออกมาตรการเร่งด่วน
สําหรับการดําเนินการต่อไปของพรรคประชาชน ผ่านกลไลในรัฐสภานั้น นายวีระยุทธ กล่าวว่า เนื่องจากวาระการประชุมของ สส. ที่คาดว่าภายในสัปดาห์นี้ จะเป็นการเลือกนายกรัฐมนตรี กว่าจะเปิดสภา ซึ่งสามารถตั้งกระทู้ หรือญัตติได้ จึงจะเป็นในสัปดาห์ถัดไป แต่แน่นอนว่า หากมีเรื่องเร่งด่วน เราสามารถเสนอเป็นวาระสําคัญขึ้นมาได้ ซึ่งเรากําลังจับตาดูอยู่ หากมีความจําเป็นเร่งด่วน ก็จะทํา รวมถึงการประชุม ครม.ที่มีมติในวันนี้ด้วยจะส่งสัญญาณความชัดเจน และความพร้อมให้กับประชาชนได้แค่ไหน