โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“กระทรวงพลังงาน” สำรองน้ำมันเพิ่ม 3 ล้านบาร์เรล เร่งแก้คอขวดกระจายสินค้า

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 17.30 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 10.30 น.

กระทรวงพลังงานประสานหน่วยงานความมั่นคงปลดล็อกผังเดินรถบรรทุกน้ำมัน 24 ชม. รับมือดีมานด์พุ่ง ใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ เป็น "Buffer" สกัดความผันผวนราคาตลาดโลก พร้อมคุมเพดานราคาป้องกันแรงกระเพื่อมเศรษฐกิจรุกมาตรการประหยัดพลังงานเชิงบังคับ ควบคู่การอัดฉีดงบกองทุนอนุรักษ์ฯ หนุนเอกชนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีลดต้นทุนเชื้อเพลิง เสริมความมั่นคงสำรองน้ำมันนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง

17 มีนาคม 2569—นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษในงาน “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” โดยระบุว่าภาครัฐได้ดำเนินการเชิงรุกเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านอุปทาน (Supply) ด้วยการจัดหาแหล่งพลังงานสำรองเพิ่มเติม ล่าสุดมีการยืนยันการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งผลิตนอกภูมิภาคตะวันออกกลางจำนวนเกือบ 3 ล้านบาร์เรล เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งนำเข้าหลักเพียงแห่งเดียวและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคการผลิตและขนส่งในประเทศ

สำหรับสถานการณ์อุปทานภายในประเทศ ยืนยันว่าปริมาณน้ำมันดิบต้นทางยังมีเพียงพอต่อความต้องการ โดยปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต (Capacity) 100% พร้อมกันนี้ได้บรรลุข้อตกลงกับผู้ค้าน้ำมันในการเปิดคลังน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งระบายสินค้าสู่สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ

ปลดล็อกโลจิสติกส์ แก้ปัญหา "Supply Chain" ติดขัด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยอมรับว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในบางจุดเกิดจากข้อจำกัดด้านการกระจายสินค้า (Distribution) เนื่องจากรถบรรทุกน้ำมันเป็นยานพาหนะเฉพาะทางที่ไม่สามารถทดแทนด้วยรถขนส่งทั่วไปได้ ส่งผลให้จำนวนเที่ยววิ่ง (Fleet) มีจำกัดท่ามกลางความต้องการใช้ที่เร่งตัวขึ้น เพื่อแก้ปัญหาสภาวะ "คอขวด" ในระบบโลจิสติกส์ กระทรวงพลังงานเตรียมประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรุงเทพมหานคร เพื่อพิจารณาขยายเวลาการเดินรถบรรทุกน้ำมันในเขตพื้นที่เมืองให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้รอบการจัดส่ง รวดเร็วขึ้น รองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงปกติ

กลไกราคา: กองทุนน้ำมันฯ ทำหน้าที่ "กันชน" เศรษฐกิจ

ในด้านการบริหารจัดการราคา กระทรวงพลังงานยังคงใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการรักษาระดับราคา (Price Smoothing) เพื่อไม่ให้ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกส่งผลกระทบโดยตรงต่อดัชนีราคาผู้บริโภคและต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

"กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงทำหน้าที่เป็น 'กันชน' (Buffer) เพื่อพยุงราคาในช่วงวิกฤต และจะดำเนินการจัดเก็บคืนเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง ดังนั้น ราคาน้ำมันในประเทศอาจไม่ลดลงทันทีตามกลไกตลาดโลกในช่วงขาลง แต่ในขณะเดียวกันในช่วงขาขึ้น ราคาก็จะไม่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงจนกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ"

นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างราคาในภูมิภาค โดยระบุว่าปัจจุบันราคาน้ำมันในมาเลเซียขยับสูงกว่าไทย ซึ่งอยู่ที่เกือบ 33 บาทต่อลิตร รัฐบาลจึงต้องบริหารจัดการเพดานราคาให้มีความสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจจริง เพื่อป้องกันแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

ปรับโครงสร้างเชื้อเพลิงชีวภาพ-อัดฉีดงบอนุรักษ์พลังงาน

แผนยุทธศาสตร์ระยะกลางถึงยาว กระทรวงพลังงานมุ่งเน้นการปรับสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิง (Fuel Mix) โดยเตรียมปรับมาตรฐานน้ำมันดีเซลจาก B5 เป็น B7 และสร้างแรงจูงใจด้านราคา (Price Incentive) ในกลุ่มเบนซิน โดยปรับส่วนต่างราคาให้จูงใจเพิ่มขึ้นเป็น 3 บาท เพื่อผลักดันให้ผู้ใช้รถเปลี่ยนมาใช้ E20 ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้งานต่ำกว่าศักยภาพที่รถยนต์ในประเทศรองรับได้

ขณะเดียวกัน ได้ยกระดับ "การประหยัดพลังงาน" ให้เป็นวาระสำคัญเชิงโครงสร้างตามหลักการอุปสงค์และอุปทาน โดยระบุว่าหากลดการใช้พลังงานลง 10% จะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายได้โดยตรงทันที

"หากราคาน้ำมันอยู่ที่ 30 บาท แล้วเราประหยัดการใช้ลง 10% จะเท่ากับเราลดค่าใช้จ่ายลงได้ 3 บาททันที ซึ่งเป็นมาตรการที่ทำได้ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม"

ทั้งนี้ ภาครัฐพร้อมสนับสนุนภาคเอกชนผ่าน กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำหรับผู้ประกอบการที่มีแผนการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือยานพาหนะเพื่อการขนส่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) โดยสามารถเสนอโครงการเพื่อรับการสนับสนุนงบประมาณได้ทันที เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจก้าวข้ามวิกฤตพลังงาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...