“กระทรวงพลังงาน” สำรองน้ำมันเพิ่ม 3 ล้านบาร์เรล เร่งแก้คอขวดกระจายสินค้า
กระทรวงพลังงานประสานหน่วยงานความมั่นคงปลดล็อกผังเดินรถบรรทุกน้ำมัน 24 ชม. รับมือดีมานด์พุ่ง ใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ เป็น "Buffer" สกัดความผันผวนราคาตลาดโลก พร้อมคุมเพดานราคาป้องกันแรงกระเพื่อมเศรษฐกิจรุกมาตรการประหยัดพลังงานเชิงบังคับ ควบคู่การอัดฉีดงบกองทุนอนุรักษ์ฯ หนุนเอกชนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีลดต้นทุนเชื้อเพลิง เสริมความมั่นคงสำรองน้ำมันนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง
17 มีนาคม 2569—นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษในงาน “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” โดยระบุว่าภาครัฐได้ดำเนินการเชิงรุกเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านอุปทาน (Supply) ด้วยการจัดหาแหล่งพลังงานสำรองเพิ่มเติม ล่าสุดมีการยืนยันการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งผลิตนอกภูมิภาคตะวันออกกลางจำนวนเกือบ 3 ล้านบาร์เรล เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งนำเข้าหลักเพียงแห่งเดียวและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคการผลิตและขนส่งในประเทศ
สำหรับสถานการณ์อุปทานภายในประเทศ ยืนยันว่าปริมาณน้ำมันดิบต้นทางยังมีเพียงพอต่อความต้องการ โดยปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต (Capacity) 100% พร้อมกันนี้ได้บรรลุข้อตกลงกับผู้ค้าน้ำมันในการเปิดคลังน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งระบายสินค้าสู่สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ
ปลดล็อกโลจิสติกส์ แก้ปัญหา "Supply Chain" ติดขัด
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยอมรับว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในบางจุดเกิดจากข้อจำกัดด้านการกระจายสินค้า (Distribution) เนื่องจากรถบรรทุกน้ำมันเป็นยานพาหนะเฉพาะทางที่ไม่สามารถทดแทนด้วยรถขนส่งทั่วไปได้ ส่งผลให้จำนวนเที่ยววิ่ง (Fleet) มีจำกัดท่ามกลางความต้องการใช้ที่เร่งตัวขึ้น เพื่อแก้ปัญหาสภาวะ "คอขวด" ในระบบโลจิสติกส์ กระทรวงพลังงานเตรียมประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรุงเทพมหานคร เพื่อพิจารณาขยายเวลาการเดินรถบรรทุกน้ำมันในเขตพื้นที่เมืองให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้รอบการจัดส่ง รวดเร็วขึ้น รองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงปกติ
กลไกราคา: กองทุนน้ำมันฯ ทำหน้าที่ "กันชน" เศรษฐกิจ
ในด้านการบริหารจัดการราคา กระทรวงพลังงานยังคงใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการรักษาระดับราคา (Price Smoothing) เพื่อไม่ให้ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกส่งผลกระทบโดยตรงต่อดัชนีราคาผู้บริโภคและต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม
"กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงทำหน้าที่เป็น 'กันชน' (Buffer) เพื่อพยุงราคาในช่วงวิกฤต และจะดำเนินการจัดเก็บคืนเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง ดังนั้น ราคาน้ำมันในประเทศอาจไม่ลดลงทันทีตามกลไกตลาดโลกในช่วงขาลง แต่ในขณะเดียวกันในช่วงขาขึ้น ราคาก็จะไม่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงจนกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ"
นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างราคาในภูมิภาค โดยระบุว่าปัจจุบันราคาน้ำมันในมาเลเซียขยับสูงกว่าไทย ซึ่งอยู่ที่เกือบ 33 บาทต่อลิตร รัฐบาลจึงต้องบริหารจัดการเพดานราคาให้มีความสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจจริง เพื่อป้องกันแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
ปรับโครงสร้างเชื้อเพลิงชีวภาพ-อัดฉีดงบอนุรักษ์พลังงาน
แผนยุทธศาสตร์ระยะกลางถึงยาว กระทรวงพลังงานมุ่งเน้นการปรับสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิง (Fuel Mix) โดยเตรียมปรับมาตรฐานน้ำมันดีเซลจาก B5 เป็น B7 และสร้างแรงจูงใจด้านราคา (Price Incentive) ในกลุ่มเบนซิน โดยปรับส่วนต่างราคาให้จูงใจเพิ่มขึ้นเป็น 3 บาท เพื่อผลักดันให้ผู้ใช้รถเปลี่ยนมาใช้ E20 ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้งานต่ำกว่าศักยภาพที่รถยนต์ในประเทศรองรับได้
ขณะเดียวกัน ได้ยกระดับ "การประหยัดพลังงาน" ให้เป็นวาระสำคัญเชิงโครงสร้างตามหลักการอุปสงค์และอุปทาน โดยระบุว่าหากลดการใช้พลังงานลง 10% จะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายได้โดยตรงทันที
"หากราคาน้ำมันอยู่ที่ 30 บาท แล้วเราประหยัดการใช้ลง 10% จะเท่ากับเราลดค่าใช้จ่ายลงได้ 3 บาททันที ซึ่งเป็นมาตรการที่ทำได้ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม"
ทั้งนี้ ภาครัฐพร้อมสนับสนุนภาคเอกชนผ่าน กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำหรับผู้ประกอบการที่มีแผนการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือยานพาหนะเพื่อการขนส่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) โดยสามารถเสนอโครงการเพื่อรับการสนับสนุนงบประมาณได้ทันที เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจก้าวข้ามวิกฤตพลังงาน