หรือเรากำลังอยู่ท่ามกลาง Longevity Scam กระแสข้อมูลที่บิดเบี้ยวที่มาพร้อมกับแนวคิดการมีอายุยืนยาว ซึ่งอาจสร้างภัยร้ายต่อสุขภาพได้มากกว่าเดิม
มนุษย์เสาะแสวงหาหนทางและเครื่องมือที่จะคงความอ่อนเยาว์ พร้อมกับการได้มีอายุที่ยืนยาวมาตั้งแต่นับพันปีที่แล้ว ทุกวันนี้การโหยหาเครื่องมือเหล่านั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และยิ่งดูจะเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นไปอีก เมื่อแนวคิดการมีอายุยืนยาว หรือ ‘Longevity’ เข้ามามีบทบาทกับผู้คนยุคนี้อย่างมาก แล้วมันก็ยิ่งเติบโตด้วยการเร่งเร้าของอิทธิพลจากบรรดาข้อมูลในโซเชียลฯ อินฟลูเอนเซอร์ ไปจนถึงสื่อโฆษณา ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าในปี 2030 อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Longevity จะมีเม็ดเงินที่ผู้คนใช้จ่ายไปกับผลิตภัณฑ์และบริการต่อปีมากถึง 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว
หลังจากศตวรรษที่ 20 จนถึงตอนนี้ ทัศนคติของผู้คนเปลี่ยนไป จากการหาวิธีรักษาเยียวยาโรค มาเป็นการ ‘ป้องกันโรค’ ซึ่งไม่ได้มีแค่ทางการแพทย์ แต่ยังโฟกัสไปที่ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ตั้งแต่อาหารการกิน การนอน การออกกำลังกาย รวมถึงการมีสุขภาพจิตที่ดีจากภายใน เพื่อนำไปสู่หนทางแห่งการมีสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม และช่วยยืดอายุขัยของคนเราได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น
ในทางกลับกัน ยิ่งแนวคิด Longevity กลายเป็นเทรนด์ที่ได้ความนิยมมากขึ้นเท่าไร ย่อมมาพร้อมกับกระแสข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเราอยู่ท่ามกลางโฆษณาชวนเชื่อเกินจริงถึงผลิตภัณฑ์และทรีตเมนต์ที่อาจยังไม่ได้รับการตรวจสอบยืนยัน หรือผ่านการรับรองว่าเห็นผลจริงในมนุษย์ ยิ่งกว่านั้นคือการรับรองความปลอดภัยของผู้บริโภคที่จำนวนไม่น้อยยังขาดความชัดเจน และนั่นคือ ‘Longevity Scam’ ที่อันตราย และทำให้ถูกเข้าใจว่ามันคือการนำเสนอ ‘ทางลัดสุขภาพ’ ซึ่งอาจพาเรามุ่งหน้าไปสู่วิกฤติสุขภาพในระยะยาว และยิ่งทำให้ ‘อายุสั้น’ ลงได้มากกว่า
Jordan D. Metzl แพทย์เวชศาสตร์การกีฬา ผู้เขียนบทความเรื่องนี้ในเว็บไซต์ The Atlantic เฝ้ามองการเติบโตของอุตสาหกรรม Longevity รวมถึงความคลั่งไคล้ในการบริโภคเทรนด์สุขภาพเหล่านี้ของผู้คน ตั้งข้อสังเกตว่า มีคนไข้จำนวนไม่น้อยที่เข้ามาปรึกษาเขาด้วยความอยากรู้เรื่องเปปไทด์ เรื่อง Cold Plunge (การแช่น้ำเย็นจัดที่มีอุณหภูมิต่ำประมาณ 4–15 องศาเซลเซียส) หรือเรื่องการตรวจ Lab tests และอีกสารพัดนวัตกรรมที่พวกเขาได้ยินมาว่ามันจะช่วยให้คงความอ่อนเยาว์และอายุยืนยาวขึ้นได้ ซึ่งหลายๆ คำแนะนำที่พวกเขาได้ยินมานั้นส่วนใหญ่เป็นผลเสียมากกกว่าผลดี อย่างเช่น การโหลดโปรตีน (Protein Loading) เพราะเชื่อว่าการบริโภคโปรตีนจำนวนมากจะมีส่วนช่วยในการยืดอายุขัย ทั้งที่จริงแล้วหากทำไม่ถูกวิธีหรือไม่ได้อยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์-ผู้เชี่ยวชาญ นั่นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
หรืออย่างกระแสความนิยมของราปามัยซิน (Rapamycin) ตัวยาที่ปกติแล้วทางการเเพทย์ใช้ช่วยกดภูมิคุ้มกันสำหรับผู้ที่ผ่านการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ เพื่อลดการหดกลับของหลอดเลือด แต่ด้วยคุณสมบัติ ‘ย้อนแย้ง’ (Paradox) ของยาตัวนี้ ทำให้คนเชื่อว่ามีฤทธิ์ชะลอความชรา เพิ่มอายุขัย และในบางครั้งก็ส่งเสริมภูมิคุ้มกันได้เช่นกัน ซึ่งในช่วงหลังๆ อินฟลูฯ สายสุขภาพหลายคนพูดถึงข้อดีเกินจริงเหล่านี้โดยไม่มีข้อมูลมายืนยัน แต่ที่แน่ๆ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าผลข้างเคียงจากการใช้ยาราปามัยซินตัวนี้อาจทำให้ยิ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเกิดโรคต่างๆ ได้มากกว่า
เช่นเดียวกับคำแนะนำเรื่องการฉีดหรือการกลืนเปปไทด์ที่ชื่อว่า ‘Wolverine’ เปปไทด์สังเคราะห์ (ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ BPC-157) ที่ใช้ในทางการแพทย์ทางเลือกเพื่อเร่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เช่น กล้ามเนื้อ เอ็น กระดูก และข้อต่อ จนได้รับฉายาตามตัวละคร X-Men เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่นในการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บและลดการอักเสบ แล้วหลังจากนั้นมันก็ถูกเคลมว่าสามารถช่วยเร่งการสร้างคอลลาเจล ช่วยทำให้เส้นเอ็น กล้ามเนื้อแข็งแรงและฟื้นฟูดีขึ้น แถมคนทั่วไปยังซื้อหาเปปไทด์ Wolverine นี้มาใช้เองได้เพียงแค่กดสั่งออนไลน์อย่างง่ายดาย ทั้งที่จริงแล้วมันยังไม่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยาแต่อย่างใด
นอกจากนั้น ไม่เพียงแค่ความนิยมของการใช้สารหรือตัวยาต่างๆ การตรวจเช็คที่เรียกว่า ‘Health score’ ที่นำมาประเมิน Biological age หรืออายุที่แท้จริงของร่างกายในทางชีวภาพ ตามความเสื่อมสภาพของเซลล์ อวัยวะ และลึกลงไปในระดับโมเลกุล ผ่านอุปกรณ์แกดเจ็ดเพื่อหาค่าต่างๆ ก็ยังได้รับความนิยมอย่างมาก เช่น การอัตราการเต้นของหัวใจ คุณภาพการนอนหลับ สัดส่วนมวลร่างกาย ไปจนถึงตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในเลือด แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว แพทย์เวชศาสตร์การกีฬา มองว่าค่าเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดอายุขัยของมนุษย์แต่อย่างใด ทำได้เพียงแค่การบันทึกสภาวะของร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเชิงพฤติกรรมการใช้ชีวิตเท่านั้น
และเช่นเดียวกับทรีตเมนต์สุดฮิตอย่างการเเช่น้ำเย็นจัด หรือ Red Light Therapy ทรีตเมนต์ที่ใช้แสงสีแดงความยาวคลื่นต่ำกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ฟื้นฟูเซลล์ผิว ช่วยลดเลือนริ้วรอย รอยแผลเป็น สิว อีกทางเลือกที่กำลังมาแรงในการทำให้ผิวคนเรายกกระชับ ดูอ่อนเยาว์ลง ที่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าในปัจจุบันยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพียงน้อยนิดที่มาสนับสนุนยืนยันว่ามันเป็นเครื่องมือที่มีส่วนช่วยยืดอายุขัยของมนุษย์ได้จริงๆ ขนาดนั้น
อีกเครื่องมือหนึ่งที่ยังคงถูกถกเถียงกันในวงการแพทย์กึงผลดีผลร้ายของมัน คือการแสกน MRI แบบ Full-body ที่บรรดาคลินิกซึ่งเคลมเรื่อง Longevity มักนำมาใช้เป็นหนึ่งในโปรแกรม เสมือนเป็นเครื่องมือตรวจจับตั้งแต่เนิ่นๆ หากเกิดโรคร้ายขึ้นในร่างกายของเรา อาจฟังดูเหมือนเป็นเครื่องมือที่ดี แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากการตรวจ MRI นั้น บ่อยครั้งมันที่แทรกเเซงทางการแพทย์ เมื่อการแสกน MRI โดยปกติแล้วจะแสดงผลของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเวลาที่คนเรามีอายุมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยที่พบว่าคนจำนวนมากในวัยผู้ใหญ่จนถึงเข้าสู่วัยกลางคน มักจะพบร่องรอยฉีกขาด มีความเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนบริเวณหัวเข่า หรือมีความบาดเจ็บที่เส้นเอ็นหัวไหล่ เช่นเดียวกับที่โดยเฉพาะวัย 50 มักจะมีภาวะถุงน้ำในตับและไต ที่มักจะเเสดงให้เห็นในการแสกน MRI ทั้งหมดนี้ไม่ได้มีนัยสำคัญทางสุขภาพ แต่บ่อยครั้งเมื่อผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงตามวัยของร่างกายเหล่านี้ตวรจพบ ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการผ่าตัดโดยไม่จำเป็น อย่างการเจาะชิ้นเนื้อตับเพื่อนำไปตรวจ ที่อาจสร้างความเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนในคนวัยกลางคนได้มากถึง 2.4%
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพมองว่า ทั้งหมดนี้อาจเป็น ‘Overwhelmed’ ของข้อมูลที่มาพร้อมกับเทรนด์ Longevity ซึ่งทำให้เรายิ่งต้องระวังและกลับไปศึกษาที่มาที่ไปของมันมากขึ้น เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการทำอะไรที่ส่งผลเสียให้ร่างกายแย่ลงกว่าเดิม
เพราะสิ่งสำคัญคือการไม่ลืมว่า Longevity ไม่ได้แค่หมายถึงการมีชีวิตยืนยาว แต่ยังต้องยืนยาว ‘อย่างมีคุณภาพ’ และ ‘ยั่งยืน’ ที่ไม่ได้ได้มาโดยง่าย และไม่ได้มีทางลัด
อ้างอิง
https://www.theatlantic.com/health/2026/02/longevity-medicine-profit-oversold/686049/
บทความต้นฉบับได้ที่ : หรือเรากำลังอยู่ท่ามกลาง Longevity Scam กระแสข้อมูลที่บิดเบี้ยวที่มาพร้อมกับแนวคิดการมีอายุยืนยาว ซึ่งอาจสร้างภัยร้ายต่อสุขภาพได้มากกว่าเดิม
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ฝีมือช่างแต่งหน้าไทย ปังไกลถึง ‘ออสการ์’ กับลุคของ ‘Rei Ami’ หนึ่งในนักร้องเพลง Golden บนเวที Academy Awards 2026 ที่ได้คนไทย ‘Sandynicha’ มาแต่งลุคสุดเปล่งประกายนี้ให้
- แพทย์รายงานกรณีหญิงวัย 35 และ 38 ปี ที่เสียชีวิตหลัง ‘ฉีดฟิลเลอร์ช่องคลอด’: กรณีศึกษาเรื่องค่านิยม ‘ความกระชับ’ เพื่อความมั่นใจในการมีเพศสัมพันธ์ แต่เจ้าของอวัยวะต้องแบกรับความเสี่ยงถึงชีวิต
- ซีรีส์ ‘Girl Rules กฎหลัก…ห้ามรักเธอ’ เรื่องราวสุดแซ่บของแซฟฟิก 3 คู่ ที่มาพร้อมปัญหาที่ผู้หญิงมักเจอในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การโดนแอบถ่าย จนถึงการติดอยู่ในความสัมพันธ์ท็อกซิก
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com