โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“เอกนิติ” ย้ำฝืนอุดหนุนราคาน้ำมันไม่จำกัด ไทยเสี่ยงซ้ำรอย “วิกฤตเศรษฐกิจปี 40”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 มี.ค. เวลา 13.27 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. เวลา 05.31 น.

รมว.คลัง แจง แผนรับมือวิกฤตพลังงานโลก ย้ำต้องทยอยลดการอุดหนุนราคาน้ำมันเพื่อรักษาเสถียรภาพกองทุนน้ำมัน หากอุดหนุนไม่จำกัดเสี่ยงเกิดวิกฤตซ้ำรอยปี 40 จากการฝืนกลไกตลาดจนทุนสำรองหมด

28 มี.ค. 2569 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในเวที "Meet the Press" ภายใต้หัวข้อ "1 เดือนวิกฤตโลก :แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม" ว่า วิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นวิกฤตที่กระทบทั้งโลกและไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะจบอย่างไร ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำคือดูแลประชาชนให้ปลอดภัยที่สุด ซึ่งกระทรวงต่างประทเศได้ทำหน้าที่นั้นอย่างเต็มความสามารถ

ขณะที่สิ่งที่กระทบต่อมาคือด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และ ปัจจัยการผลิตที่ต้องผ่านมาทางช่องแคบฮอร์มุซ โดยประมาณ 1 ใน 5 ของน้ำมันทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งถูกปิดกัน ทำให้ราคาพลังงานราคาสูงขึ้น ดังนั้นรัฐบาลต้องใช้เครื่องมือทุกอย่างภายใต้รัฐบาลที่อยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ผ่านการใช้กองทุนน้ำมันเป็นกลไกในการดูแลรักษาเสถียรภาพและดูแลผกระทบประชาชน

“นายกฯ จึงมีข้อสั่งการให้ใช้กองทุนน้ำมันในการดูแลประชาชนให้เต็มที่ในช่วง 15 วัน เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”

อย่างไรก็ตามปัจจุบันสถานการณ์ความขัดแย้งผ่านไป 1 เดือน เป็นที่ชัดเจนว่าวิกฤตพลังงานไม่ได้จบลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งทุกประเทศต่างได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้นสิ่งรัฐบาลที่ต้องทำคือการชะลอผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุดบนเครื่องมือและเงินที่รัฐบาลมีซึ่งเป็นภาษีของประชาชนให้คุ้มค่าที่สุด

โดยทุกประเทศส่วนใหญ่จึงบริหารจัดการโดยการไม่ฝืนสภาพความเป็นจริง เช่น ในด้านราคาน้ำมันหลายประเทศได้ปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวตามตลาด แต่ประเทศไทยเลือกที่จะไม่ปล่อยตามกลไกตลาดทั้งหมด โดยใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพอย่างเต็มกำลัง โดยสิ่งที่รัฐบาลทำคือในช่วงแรกใช้กองทุนน้ำมันอุดหนุนอย่างเต็มที่โดยทำให้กองทุนน้ำมันขาดทุนมากที่สุดเท่าที่ทำได้เพื่อดูแลไม่ให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกมากระทบประชาชนอย่างรุนแรงก่อนค่อยๆ ทยอยลดการอุดหนุนลงเพื่อไม่ให้กองทุนน้ำมันขาดทุนมากเกินไป

“ถ้าเราไม่ลดการอุดหนุน กองทุนน้ำมันจะขาดทุนโดยไม่จำกัดซึ่งจะทำให้เกิดวิกฤตอีกลูกนึงได้ คือ วิกฤตเศรษฐกิจเหมือนในปี 2540 ที่มาจากการแทรกแซงค่าเงินบาทไม่ให้เป็นไปตามกลไกตลาด ทำให้เราสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบหมดจนเราต้องลอยตัวค่าเงินบาท ส่งผลกระทบเศรษฐกิจในวงกว้าง ประชาชนเดือดร้อนหนักขึ้น เป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต ซึ่งเราปล่อยให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอีกไม่ได้”

อย่างไรก็ตามปัจจุบันอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่ที่ลิตรละ 19 บาท ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่ปล่อยให้ลอยตัวไปแล้ว ซึ่งด้วยสาเหตุนี้ทำให้ราคาน้ำมันของประเทศไทยต่ำกว่าประเทศอื่นในอาเซียน

“ในชีวิตผมที่เกิดมาผมยังไม่เคยเห็นราคาน้ำมันในประเทศไทยราคาต่ำกว่ามาเลเซียเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยต่ำกว่ามาเลเซียเพราะเราใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนมาก อย่างไรก็ตามทุกคนต้องปรับตัว รัฐบาลต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ตอนนี้รัฐบาลก็ประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งการเดินทางดูงานต่างประเทศ การให้ work from home ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันเพราะเราไม่รู้ว่าวิกฤตครั้งนี้จะนานเท่าไร เราต้องเตรียมพร้อมรับวิฤตที่จะเกิดขึ้น”

ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า สิ่งต่อมาที่จะเกิดขึ้นหลังจากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นตามกลไกตลาด คือ การดูแลไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา กระทรวงพาณิชย์จึงมีการออกกฎหมายเพื่อควบคุม ขณะที่เมื่อราคาเริ่มส่งผ่านสิ่งที่จะมากระทบคนไทยคือต้นทุนค่าขนส่ง กระทรวงคมนาคมจึงใช้งบประมาณเพื่อดูแลไม่ให้กระทบมากจนเกินไป

“เราพยายามทำทุกอย่าง ไม่ใช่ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนเลย แต่ต้องชะลอผลกระทบกับประชาชน”

ขณะที่ในสถานการณ์วิกฤตประชาชนมีความสามารถรับผลกระทบได้ไม่เท่ากัน กลุ่มรายได้สูงดูแลตัวเองได้มากกว่าคนที่ไม่มีรายได้มาก รัฐบาลจึงตัดสินใจใช้งบประมาณที่มีอย่างจำกัดในการดูแลกลุ่มเปราะบางที่มีรายได้น้อยผ่านกลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยวันจันทร์ที่ 30 มี.ค. 2569 จะมีการประชุมคณะกรรมการสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อใช้งบประมาณที่มีอย่างจำกัดในการดูแลกลุ่มนี้

“เราจะใช้เงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่าที่สุด เพราะเป็นเงินที่มาจากภาษีของประชาชน และจะใช้ทุกเครื่องมือ ทุกกลไกที่สามารถทำได้ในการชะลอผลกระทบของวิกฤตครั้งนี้ แต่วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตโลกเราต้องช่วยกัน ทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชน เราต้องร่วมมือกันเพื่อผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...