การบ้าน”รัฐบาลอนุทิน2″ฝ่าวิกฤตพลังงานกับวาระกฎหมายเพื่อโลกยั่งยืน
สงครามในตะวันออกกลาง สถานการณ์เป็นบททดสอบแรกของรัฐบาลภายใต้การนำนายกอนุทิน 2 ต้องรับมือกับ "วิกฤตพลังงาน" ที่รุนแรงกว่าครั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน ข้อมูลระบุว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยติดลบอย่างรวดเร็วกว่า 11,600 ล้านบาทภายในเวลาเพียง 13 วัน และหากราคายังทรงตัวในระดับสูง รัฐอาจต้องแบกภาระชดเชยถึงเดือนละเกือบ 58,000 ล้านบาท
**วิกฤตพลังงานและค่าไฟจุดที่ต้องเร่งผ่าตัดโครงสร้าง
ปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงมีต้นตอสำคัญมาจากโครงสร้างพลังงานที่เปราะบาง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องแบกรับภาระจากสัญญา “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย” (Take or Pay) ซึ่งรัฐต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชนแม้ไม่มีการผลิตจริง ในขณะที่ไทยมีปริมาณสำรองไฟฟ้าล้นตลาดถึงร้อยละ 50 สูงกว่ามาตรฐานสากลที่กำหนดไว้เพียงร้อยละ 10-15 โดยกกพ.มีมติปรับค่าเอฟที (Ft) งวดเดือนพ.ค.-ส.ค. 2569 เพิ่มเป็น 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพิ่มเป็นจากงวดก่อนหน้า 7 สต.ต่อหน่วย ภาคประชาสังคมจึงเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้ และเปิดเสรีโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนเพื่อให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าเองได้จริง ขณะเดียวกัน น้ำมัน E20 และไบโอดีเซลถูกนำมาใช้เป็นทางรอดระยะสั้นเพื่อลดการนำเข้า แต่ในระยะยาวรัฐบาลประกาศเป้าหมายชัดเจนที่จะมุ่งสู่การยกเลิกถ่านหินในปี พ.ศ.2593 และส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วประเทศ
**พ.ร.บ.อากาศสะอาดสิทธิขั้นพื้นฐานในการหายใจ
อีกหนึ่ง “การบ้าน” ชิ้นสำคัญคือวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐานต่อเนื่อง ร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด โดยสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ในวาระที่ 3 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา กฎหมายฉบับนี้จะเปลี่ยนกรอบคิดจากการมุ่ง "ควบคุมมลพิษ" ไปสู่ "อากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ" โดยรับรองสิทธิพื้นฐานของประชาชนในการหายใจ และนำหลักการ "ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย" (Polluter Pays Principle) มาบังคับใช้อย่างจริงจัง รวมถึงมีมาตรการลงโทษผู้ก่อกำเนิดมลพิษข้ามพรมแดนง นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้ใช้มาตรการทางภาษีสนับสนุนเครื่องจักรทางการเกษตรเพื่อลดการเผาแทนการใช้งบประมาณโดยตรง
อย่างไรก็ตามระหว่างที่เกิดสถานการณ์จ.เชียงใหม่ติดอันดับค่าฝุ่นสูงสุดในโลกเรวมทั้งจ.ภาคเหนือที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีม่วงส่งผลวิกฤตต่อสุขภาพแล้ว สภาผู้แทนราษฎร์ได้ยื่นในญัตติด่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือนายศุภชัย ใจสมุทร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยแสดงความเห็นว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจ่อซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิม และส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ จะกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนมหาศาล
ให้กับภาคอุตสาหกรรม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ซึ่งจะบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะที่เครือข่ายอากาศสะอาดออกมาชี้แจงประเด็นนี้ว่าเป็นการมองเศรษฐกิจแค่ด้านเดียวทั้งค่ารักษาพยาบาล แรงงานป่วย การท่องเที่ยวเสียโอกาสล้วนเป็น “ต้นทุนจริง” ที่เราจ่ายอยู่แล้วกฎหมายนี้ออกแบบโดยนักเศรษฐศาสตร์ เพื่อเศรษฐกิจระยะยาว และกฎหมายนี้ใช้หลักเดียวกับทั่วโลกถ้าบอกว่าไม่สากลแปลว่าเรากำลังบอกว่า “ทั้งโลกผิด”
**พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 รัฐบาลต้องเร่งผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการเมื่อธันวาคม 2568 และอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น กฎหมายฉบับนี้คือหัวใจของการบรรลุเป้าหมาย บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ปี พ.ศ. 2593 ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ปี พ.ศ. 2608 สาระสำคัญคือวางระบบ “ซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก” (ETS)โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดทำระบบทะเบียนและบัญชี กำหนดวิธีจัดสรรสิทธิ การซื้อ-ขาย-โอน และการใช้คาร์บอนเครดิตแปลงเป็นสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กำหนดกลไก “ปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน” (CBAM)ผู้นำเข้าสินค้าต้องขึ้นทะเบียน และชำระราคาใบรับรองการปรับราคาคาร์บอนตามปริมาณก๊าซเรือนกระจก และสามารถนำหลักฐานชำระคาร์บอนจากประเทศต้นทางมาใช้ขอลดหย่อนได้ “ภาษีคาร์บอน” สำหรับสินค้า 31 ประเภทกำหนดให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าชำระภาษีตามปริมาณสินค้า คาร์บอนเครดิต” เป็น “ทรัพย์สิน” ซื้อขาย–โอน–รับโอนได้โดยต้องจดทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกและต้องมาเป็นคาร์บอนเครดิตจากโครงการที่เกิดขึ้นภายในประเทศและได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์
**EPRสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาขยะมูลฝอยเกือบ 27 ล้านตันต่อปี แต่รีไซเคิลได้เพียงร้อยละ 34 การผลักดัน กฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) ที่กำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเปลี่ยนโครงสร้างจากระบบ “ผลิต-ใช้-ทิ้ง” สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy )สาระกฎหมาย EPR ถือเป็นครั้งแรกที่มีขอบเขตกว้างขวางที่สุด โดยจะครอบคลุมบรรจุภัณฑ์หลัก 5 ประเภท ได้แก่ พลาสติก, แก้ว, โลหะ, กระดาษ และวัสดุผสม (Composite Packaging) ภายใต้กฎหมาย EPR ผู้ผลิตจะต้องรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์ของตนตลอดวงจรชีวิต (End-of-Life Management) ในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1ออกแบบเชิงนิเวศ ปรับเปลี่ยนการออกแบบสินค้าให้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ง่ายขึ้น เพื่อลดต้นทุนในการจัดการขยะในอนาคต2.ระบบการรับคืนและรีไซเคิลจัดตั้งระบบเพื่อรับคืนบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วเพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล หรือหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่3.แบกรับภาระค่าธรรมเนียม ผู้ผลิตต้องร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะทำให้การใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกลายเป็นต้นทุนใหม่ของบริษัท4.รายงานข้อมูล ต้องมีการรายงานข้อมูลปริมาณบรรจุภัณฑ์และผลลัพธ์การจัดการอย่างโปร่งใสต่อหน่วยงานรัฐ
ปัจจุบัน (ปี 2569) ร่างกฎหมาย EPR สำหรับบรรจุภัณฑ์ อยู่ระหว่างการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นครั้งที่ 2 เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนจะเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้จริง โดยคาดการณ์ว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2571