ชงแก้ต้นตอฝุ่นพิษ
ตอนนี้พื้นที่ภาคเหนือยังจมฝุ่น PM 2.5 เรียกว่าเข้าขั้นวิกฤตในหลายจังหวัด โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่ติดอันดับ 1 ของโลกเรื่องมลภาวะค่าฝุ่น PM 2.5 และยังแก้ไม่ได้เด็ดขาด ทำประชาชนเดือดร้อนสาหัส
ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้สั่งการให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่กำกับดูแลแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิด พร้อมให้ยกระดับ 4 มาตรการลดฝุ่นและไฟป่า เข้มกฎหมายดำเนินคดีเด็ดขาดกับผู้ลักลอบเผาป่า และห้ามเผาเด็ดขาด พร้อมให้ประสานประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดปัญหาฝุ่นข้ามแดน
ส่วนการจัดการภัยพิบัติได้ให้อำนาจผู้ว่าฯ ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติเพื่อใช้งบประมาณแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงเรื่องการแจ้งเตือนโดยใช้ระบบ Cell Broadcast เตือนภัยประชาชนในพื้นที่อย่างทันท่วงที
แต่กระนั้นปัญหาก็ยังไม่คลี่คลายลงได้ จนรัฐบาลถูกโจมตีเรื่องความไม่จริงจังในการแก้ไขสถานการณ์ ทั้งที่เป็นวิกฤตที่กระทบต่อสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก แต่กลับไม่เห็นการสั่งการเชิงรุกจากฝ่ายบริหารให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าควบคุมไฟป่าที่เป็นต้นเหตุของฝุ่นพิษอย่างจริงจัง
จึงมีความเห็นจากหลายภาคส่วนในการแก้ไขปัญหา รวมถึงพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่ “เอ๋-อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” สส.บัญชีรายชื่อ ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ต้องแก้ที่ต้นตอและต้องเด็ดขาด
โดยเสนอแนวทางคือ 1.พ.ร.บ.อากาศสะอาด นำกลับมาพิจารณาและบังคับใช้อย่างจริงจัง โดยพรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมสนับสนุนเต็มที่ 2.เปลี่ยนใบอ้อยเป็นรายได้ลดการเผา กำหนดให้โรงไฟฟ้าชีวมวลรับซื้อใบอ้อยในราคาที่เป็นธรรม เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและแก้ปัญหาการลักลอบเผา
3.คุมเข้มมลพิษโรงงานอุตสาหกรรม กำหนดหลักเกณฑ์ วัดควันพิษปากปล่อง (CEMS) ควบคู่กับค่าอากาศรอบโรงงานไว้ด้วยกัน เพื่อจัดการโรงงานปล่อยควันพิษเกินเกณฑ์ และหน่วยงานรัฐต้องทำงานร่วมกัน ระบบแบบนี้ถึงจะคืนอากาศบริสุทธิ์ให้คนไทยได้
งานนี้ถ้าดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดกลับมาพิจารณาได้ “เอ๋-อรรถวิชช์” ยืนยันรวมไทยสร้างชาติพร้อมหนุนเต็มที่.
บรรจง