ผู้ว่าธปท. แนะรัฐใช้ พ.ร.ก. กู้เงิน เน้นลงทุน ดัน GDP โตยั่งยืน หนุนมาตรการช่วยกลุ่มเปราะบาง
ผู้ว่า ธปท. แนะรัฐบาลใช้ พ.ร.ก. กู้เงิน แบบ Targeted เน้นช่วยกลุ่มฐานรากและ SME รายย่อย ชี้การลงทุนส่งผลดีต่อ GDP ระยะยาวมากกว่าการเยียวยาเพียงอย่างเดียว
4 พ.ค. 2569 - นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมพิจารณาออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจ และคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งเบื้องต้นธปท. มีการประเมินตัวเลขวงเงินไว้ที่ประมาณ 300,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้เป็นตัวเลขประกอบการประมาณการเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดีมองว่า ควรชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้จ่ายในรูปแบบเงินเยียวยา และ การลงทุน ซึ่งหากเน้นเงินเยียวยามีข้อดีคือช่วยประคองเศรษฐกิจได้ทันทีในปี 2569 แต่จะส่งผลให้ฐาน GDP สูงขึ้นจนอาจทำให้ตัวเลขการเติบโตในปีถัดไปลดลง ในขณะที่การลงทุนแม้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจในปีนี้ได้น้อยกว่า แต่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนกว่า
“ธปท. อยากให้สัดส่วนของการลงทุนมีปริมาณที่เหมาะสมพอสมควร”
นายวิทัย กล่าวอีกว่า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันมีลักษณะ “Uneven” หรือการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน กลุ่มคนฐานรากและผู้ประกอบการ SME รายย่อยจึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากภาระค่าครองชีพและต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น ธปท. มองว่ามาตรการจาก พ.ร.ก. กู้เงินหากเป็นลักษณะ Targeted หรือเน้นช่วยเหลือกลุ่มที่เปราะบางจริงๆจะตรงจุดกว่า
อย่างไรก็ดีในภาวะที่เศรษฐกิจเผชิญกับช็อกด้านอุปทาน (Supply Shock) นโยบายการคลังถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการประคองสถานการณ์ เนื่องจากนโยบายการเงินเป็นเครื่องมือที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง และมักใช้เวลา 6-12 เดือนกว่าจะเห็นผลชัดเจน
“นโยบายการคลังที่ทำผ่านพ.ร.ก.กู้เงิน หากนำมาลงทุนและช่วยเหลือเฉพาะจุดจึงเป็นกลไกสำคัญในการประคับประคองกลุ่มธุรกิจและรายย่อยที่ขาดสภาพคล่องในขณะนี้”
นายวิทัย กล่าวอีกว่า การพิจารณาสัดส่วนการใช้เงินว่าจะเน้นไปที่การลงทุนหรือการเยียวยามากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล โดย ธปท. ทำหน้าที่เป็นผู้ให้ข้อมูลอ้างอิงและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามเป้าหมาย