โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เด็กไทย 'เรียนฟรีไม่มีจริง' มีต้นทุนแฝง-จบแค่ ม.3 พุ่ง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 เม.ย. เวลา 07.34 น. • เผยแพร่ 14 เม.ย. เวลา 22.24 น.

หากเปรียบการพัฒนาประเทศเป็นการวิ่งมาราธอน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะ “ติดหล่ม” ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งในเอเชียพุ่งทะยานไปข้างหน้า

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาและปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบของประเทศไทย โดยฉายภาพให้เห็นถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างที่กำลังกัดเซาะอนาคตของชาติอย่างรุนแรง

จาก “เสือเศรษฐกิจ”สู่ “กับดักการศึกษา 9 ปี”

ดร.ไกรยส ย้อนภาพไปเมื่อ 30 ปีก่อนที่ไทยเคยถูกจับตามองว่าจะกลายเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่ในขณะที่ประเทศอย่าง สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ก้าวข้าม ไปสู่ประเทศรายได้สูงด้วยการลงทุนใน “คุณภาพคน” ผ่านการศึกษาที่มีจำนวนปีเฉลี่ยสูงถึง 12-13 ปี

แต่ปัจจุบันประเทศไทยกลับมีจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่เพียง 9.32 ปี เท่านั้นซึ่งหมายความว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงยุติการศึกษาอยู่เพียงแค่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) ซึ่งเป็นระดับการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี

ความจริงที่เจ็บปวด :“เรียนฟรีที่ไม่ฟรีจริง”

สถานการณ์ความยากจนของเด็กนักเรียนในสังกัด สพฐ. กว่า 8.4 ล้านคน พบว่ามีกลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือ “เด็กยากจนพิเศษ” ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพียง 1,200 กว่าบาทต่อเดือน หรือคิดเป็นเงินเพียง วันละประมาณ 40 บาท เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนว่าชีวิตของเด็กเหล่านี้อยู่ตํ่ากว่าเส้นความยากจนของประเทศอย่างมาก

แม้รัฐจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ในความเป็นจริงยังมี “ต้นทุนแอบแฝง” ที่สูงถึง 9,420 บาทต่อปี ประกอบด้วย

  • ค่าเดินทาง 2,682 บาท (28.47%)
  • ค่าอาหารเช้า 2,574 บาท (27.33%)
  • ค่าเล่าเรียนเพิ่มเติม 2,708 บาท (28.74%)
  • ค่าเครื่องแบบ 973 บาท (10.33%)
  • ค่าอุปกรณ์การเรียน 483 บาท(5.13%)

“ภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เด็กยากจนไม่สามารถเรียนต่อในระดับมัธยมปลายหรืออาชีวศึกษาได้ โดยเฉพาะเมื่อโรงเรียนมัธยมมักตั้งอยู่ในตัวเมืองหรือห่างไกลจากชุมชน”

โครงสร้างครอบครัวที่เปราะบาง

ดร.ไกรยส ระบุว่าไทยกำลังเผชิญกับหน้าต่างโอกาสที่กำลังจะปิดลง จากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงเหลือเพียงประมาณ 4.1 แสนคนในขณะที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นถึง 9.5 แสนคน หรือมากกว่า 2 เท่า ในอนาคตเด็ก 1 คนอาจต้องดูแลผู้สูงอายุถึง 2-3 คน

หากเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ประเทศจะเผชิญกับวิกฤตทางการคลังและหนี้สาธารณะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ ข้อมูลจากการเยี่ยมบ้านพบว่า ครอบครัวนักเรียนยากจนพิเศษกว่า 50% อยู่ในสถานะหย่าร้าง แยกกันอยู่ หรือทอดทิ้ง 42.35 % เด็กจำนวนมากต้องอาศัยอยู่กับผู้สูงอายุ (44.86%) อยู่กับผู้ว่างงาน (28.62%) และอยู่กับผู้พิการ (9.58%) หรือผู้ป่วยเรื้อรัง (9.93%)

“เด็กเหล่านี้เปรียบเสมือนนกที่ไม่เคยเห็นท้องฟ้า เพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่กว่า 60.45% จบการศึกษาเพียงระดับประถมหรือตํ่ากว่านั้น เมื่อถึงจุดหักเหที่ชั้น ม.3 เด็กจำนวนมากจึงต้องทิ้งการเรียนเพื่อไปเป็นเสาหลักเลี้ยงครอบครัว ตั้งแต่อายุยังน้อย และเมื่อจบ ม.3 แรงกดดันทางเศรษฐกิจจึงบังคับให้พวกเขาต้องเลือกทำงานมากกว่าการเรียนต่อ”

เส้นทางที่หลุดหายและโอกาสที่ริบหรี่

สถิติระบุชัดเจนว่าช่วงรอยต่อ ม.3 คือจุดหักเหที่สำคัญที่สุด โดยในปีการศึกษา 2567 มีนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษจบ ม.3 จำนวน 167,989 คน แต่มีถึง 18.5% หรือ 31,028 คน ที่ไม่พบข้อมูลการเรียนต่อ

และเมื่อมองภาพรวมไปถึงระดับอุดมศึกษา พบว่าเด็กยากจนพิเศษมีโอกาสเข้าถึงมหาวิทยาลัยได้เพียง 12.5% หรือ 1 ใน 8 เท่านั้น ซึ่งตํ่ากว่าค่าเฉลี่ยของคนไทยทั่วไปถึง 3 เท่า

หากเด็กกลุ่มนี้จบเพียง ม.3 รายได้ของเขาจะไม่เพียงพอต่อการเสียภาษีเงินได้ แต่หากเราสามารถผลักดันให้เขาจบ ม.6, ปวช. หรือปริญญาตรีได้ เขาจะเป็นคนรุ่นแรกของตระกูลที่มีรายได้เกิน 10,000 บาทต่อเดือน และสามารถก้าวพ้นวงจรความยากจนข้ามรุ่นได้ในที่สุด

ทางออก“Thailand Zero Dropout”

ปัจจุบัน กสศ. และภาคีเครือข่ายกำลังเร่งช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาซึ่งมีจำนวนกว่า 8 แสน - 9.6 แสนคน, ผ่านโครงการต่างๆ เช่น ทุนก้าวเพื่อน้อง ของมูลนิธิก้าวคนละก้าว,ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง และทุนครูรักษ์ถิ่น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ Thailand Zero Dropout เพื่อดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบ หรือสร้างเส้นทางพัฒนาทักษะอาชีพที่ยืดหยุ่น

อย่างไรก็ตาม ดร.ไกรยสเน้นยํ้าว่า งบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในการร่วมกันสนับสนุน เพราะการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กเพียง 1 คน ไม่ได้เป็นประโยชน์แค่กับเด็กคนนั้น แต่เป็นประโยชน์สาธารณะที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและลดภาระทางสังคมของประเทศในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...