ดีอีชูนโยบายรุกฆาตดิจิทัลประเทศ เชื่อมข้อมูลรัฐกู้วิกฤตชาติ
กระทรวงดีอี แถลงใหญ่ เปิดยุทธศาสตร์เร่งด่วน มุ่งปราบอาชญากรรมไซเบอร์เป็นวาระแห่งชาติ สังคายนากฎหมายและเชื่อมโยงฐานข้อมูลบัตรประชาชน 13 หลัก ยกระดับสวัสดิการและการตัดสินใจภาครัฐบนฐานสถิติที่แม่นยำ พร้อมสั่งปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ในเครือ วางรากฐานโครงสร้างดิจิทัลไทย ให้พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางวิกฤตโลก
วันที่ 16 เมษายน 2569 - นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงฯ ได้ร่วมกันแถลงนโยบายและวิสัยทัศน์หลักในการขับเคลื่อนกระทรวง ท่ามกลางสถานการณ์โลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
โดยทางกระทรวงมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ ภายในระยะเวลา 1-2 ปีนี้ ด้วยความสามัคคีของรัฐบาลและทุกภาคส่วน พร้อมกันนี้ยังได้ย้ำถึงการสานต่อนโยบายเร่งด่วนในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะการทำให้การปราบปรามภัยสังคมอย่างสแกมเมอร์และทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ แม้ปริมาณการหลอกลวงจะลดลง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชีวิตและสภาวะจิตใจของประชาชนในยุคเศรษฐกิจปัจจุบันกลับรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
นายไชยชนกเปิดเผยว่า เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว กระทรวงดีอี ได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อยกระดับกฎหมายแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้สามารถต่อกรกับอาชญากรรมข้ามชาติได้ทุกรูปแบบ รวมถึงการเดินทางไปลงนามอนุสัญญากับประเทศเวียดนามเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและทำงานร่วมกันในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์
โดยกระบวนการอัปเดตพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้ นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังอยู่ระหว่างการเตรียมตั้งหน่วยงานเฉพาะทางเพื่อตอบโต้ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ตลอดจนเร่งศึกษาการเปลี่ยนผ่านระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ไปสู่ระบบความปลอดภัยแบบควอนตัม (Quantum Security) เนื่องจากประเมินว่าเทคโนโลยีควอนตัมจะทำให้ระบบความปลอดภัยแบบเดิมไร้ประสิทธิภาพในอนาคต
ในมิติของการป้องกันภัยพิบัติ กระทรวงฯ ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยยกระดับความแม่นยำของการพยากรณ์และการติดตามสถานการณ์ให้ละเอียดลึกลงไปถึงระดับตำบล ซึ่งได้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพแล้วในพื้นที่ภาคใต้ โดยมีเป้าหมายที่จะขยายระบบการสื่อสารและโครงสร้างการรับมือภัยพิบัติให้เป็นรูปธรรมทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานที่เป็นศูนย์กลางสามารถใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะมีการร่วมมือเชิงปฏิบัติการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหมต่อไป
นายไชยชนกย้ำว่า อีกบทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งของกระทรวงดิจิทัลฯ คือการเป็น "ตัวเชื่อม" ระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงเพื่อให้ภาครัฐสามารถตัดสินใจนโยบายบนฐานสถิติ (Statistic-based decision) เช่น การบูรณาการข้อมูลนำเข้าและส่งออกร่วมกับข้อมูลการเกษตรเพื่อทำนโยบายเกษตรแม่นยำ ตลอดจนการเชื่อมต่อสวัสดิการของภาครัฐให้ส่งตรงถึงมือประชาชนอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
โดยในปัจจุบันมีประชาชนที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลประมาณ 30 ล้านคน ซึ่งกระทรวงฯ ตั้งเป้าหมายที่จะดึงประชาชนทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบให้สำเร็จเร็วที่สุด โดยจะมีการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงการคลัง เพื่อชี้เป้าหมายและจำแนกกลุ่มเปราะบางหรือกลุ่มผู้เสียภาษีให้ชัดเจน
การเชื่อมโยงข้อมูลหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลักนี้จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในการบริหารจัดการวิกฤต เช่น หากเกิดวิกฤตพลังงานจนต้องจำกัดสิทธิการใช้น้ำมัน ระบบนี้จะช่วยควบคุมและตรวจสอบโควตาการใช้งานของประชาชนได้อย่างแม่นยำ โดยกระทรวงฯ เตรียมพิจารณาใช้ระเบียบฉุกเฉินเพื่อบริหารจัดการข้อจำกัดด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ในส่วนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้การระบุตัวตนและช่วยเหลือประชาชนทำได้รวดเร็วที่สุด
ด้านยุทธศาสตร์ของประเทศ ได้ประกาศเดินหน้าทบทวนและปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์ดิจิทัลใหม่ (ซึ่งเดิมจะสิ้นสุดในปี 2570) ให้สอดรับกับความไม่แน่นอนของโลก โดยเปลี่ยนผ่านจากการที่รัฐปล่อยปละละเลยให้เอกชนต่างชาติเข้ามาลงทุนอย่างอิสระ มุ่งสู่การกำหนดทิศทางโครงสร้างดิจิทัลอย่างชัดเจน
โดยยุทธศาสตร์ใหม่จะให้ความสำคัญกับ"การพึ่งพาตนเองได้" ควบคู่ไปกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด เพื่อลดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นสายสัญญาณอินเทอร์เน็ตใต้น้ำ การพัฒนาระบบ Cloud Data Center หรือระบบดาวเทียม จะต้องถูกทบทวนใหม่ทั้งหมดโดยอ้างอิงจากสถานการณ์ขั้วอำนาจโลก ความน่าเชื่อถือของประเทศพันธมิตร และต้องยึดผลประโยชน์ของคนไทยเป็นอันดับแรก (Thai First)
สำหรับการแต่งตั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ คนแรกในประวัติศาสตร์นั้น เกิดขึ้นเพื่อรองรับภาระงานด้านการบูรณาการข้อมูลและกฎหมายที่มีสัดส่วนสูงขึ้น โดยรัฐมนตรีช่วยฯ ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในสายนิติบัญญัติมากว่า 10 ปี ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล 5 หน่วยงานหลัก ซึ่งรวมถึง บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยมีนโยบายเร่งด่วนที่จะเข้าไปหารือระดับปฏิบัติการกับทุกหน่วยงานภายในเวลา 1 สัปดาห์
ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยฯ ได้ประเมินว่าองค์กรอย่าง NT ขาดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในปัจจุบัน จึงมีแผนที่จะต้องปรับโครงสร้างระบบงาน หรืออาจพิจารณาตั้งหน่วยงานรูปแบบใหม่ภายใต้ NT เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลประชาชน ขณะที่ไปรษณีย์ไทยจะต้องได้รับการผลักดันให้เป็นหน่วยงานหลักด้านการขนส่งที่แม่นยำและเป็นที่พึ่งของประชาชนท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ส่งผลต่อค่าขนส่ง
พร้อมกันนี้ ยังได้เน้นย้ำนโยบายที่สำคัญที่สุดในการบริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงฯ ว่า ในช่วงเวลาวิกฤต 1-2 ปีนี้ รัฐวิสาหกิจเหล่านี้จะต้องลดการมุ่งเน้นผลกำไรที่เป็นเม็ดเงิน และเปลี่ยนเป้าหมายหลักไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน โดยต้องพร้อมที่จะยอมขาดทุนเพื่อยืนหยัดเคียงข้างประชาชน นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังมีวาระเร่งด่วนในการแก้ปัญหากลไกราคาของแพลตฟอร์ม ทั้งในเรื่องของการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม GP ที่ไม่เป็นธรรม และการแก้ไขกฎหมายร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถกดเลือกบริษัทขนส่งได้เอง ป้องกันแพลตฟอร์มบวกเพิ่มส่วนต่างค่าขนส่ง (Margin) ตามอำเภอใจ
โดยกระทรวงฯ เตรียมนำสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI), สำนักงานสถิติแห่งชาติ, และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการโอนย้ายมาอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงฯ เข้ามาร่วมบูรณาการระบบงานทั้งหมด
ในช่วงท้ายของการแถลง นายไชยชนกได้ยืนยันว่าการเข้ารับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ไม่มีช่วงเวลาฮันนีมูน (Honeymoon Period) ทุกคนพร้อมทำงานทันทีตั้งแต่วินาทีแรก แม้จะมีความกดดันเรื่องกรอบเวลาในการแก้วิกฤต ส่วนประเด็นเรื่องฉายา "ลูกเทพ" ที่สังคมจับตามองนั้น ได้ชี้แจงว่า เป็นเพียงชื่อเรียกเล่นๆ ภายในพรรคภูมิใจไทยที่ใช้เรียกกลุ่มคนที่พยายามขับเคลื่อน สร้างการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาการทำงานของพรรคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมักจะเผชิญกับแรงเสียดทานจากการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ โดยให้คำมั่นว่าจะใช้โอกาสจากวิกฤตครั้งนี้ เพื่อประเมินและวางรากฐานโครงสร้างเทคโนโลยีของประเทศให้มั่นคงและเป็นกระดูกสันหลังของชาติอย่างแท้จริง