คนไทยเตรียมอ่วม เงินหายจากกระเป๋าเพิ่ม ถ้าฮอร์มุซปิดนาน 3 เดือน
ถ้าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนาน 3 เดือน สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ ‘น้ำมันแพงขึ้น’ แต่จะค่อยๆ ลามไปทั้งระบบ ตั้งแต่ขนส่ง การผลิต การท่องเที่ยว ค่าไฟ ไปจนถึงภาคเกษตร
เพราะนี่คือเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีสัดส่วนมากกว่า 20% ของโลก เมื่อเส้นทางสะดุด ราคาพลังงานจะขยับทันที และเมื่อ ‘น้ำมันแพง + ขนส่งแพง’เกิดพร้อมกัน แรงกดดันจะไหลเข้าสู่เศรษฐกิจจริงแบบเป็นลูกโซ่
โดย Krungthai COMPASSประเมินว่า หากยืดเยื้อ 3 เดือน (มี.ค.–พ.ค. 2569) ผลกระทบจะค่อยๆ ไล่หนักขึ้นเป็นลำดับ
[ ระยะแรก นักท่องเที่ยวหาย ราคาวัตถุดิบเริ่มตึง ]
แรงกระแทกจะเริ่มจาก ‘การเดินทาง’ นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจหายไปราว 3.9 แสนคน รายได้หายประมาณ 25,000 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางที่แม้มีสัดส่วนเพียง 3.5% แต่ใช้จ่ายสูง
ขณะเดียวกัน เส้นทางบินที่ยากขึ้น ใช้เวลานานขึ้น และตั๋วแพงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวยุโรปและสหรัฐฯ เริ่มชะลอการเดินทาง หากยืดครบ 3 เดือน ตัวเลขอาจเพิ่มเป็น 9.8 แสนคน หรือรายได้หายกว่า 64,000 ล้านบาท
อีกแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันเลยก็คือ ‘เม็ดพลาสติก’เริ่มตึง เพราะแนฟทานำเข้าได้ยากขึ้น โรงงานบางแห่งต้องลดกำลังผลิต และแรงกดดันนี้จะไหลไปถึงสินค้าใกล้ตัว ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ไปจนถึงอาหารทันที
[ ระยะถัดไป จากของแพงสู่ของเริ่มไม่พอ ]
เมื่อสถานการณ์ยืดเยื้อ ความเสี่ยงจะเปลี่ยนจาก ‘แพงขึ้น’ ไปสู่ ‘เริ่มขาด’ โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า วัตถุดิบสำคัญอย่างเอทิลีนและโพรพิลีน อาจหายไปจากระบบราว 1.2 ล้านตัน หรือ 13.8% ของกำลังการผลิต
ผลกระทบจะลามไปทั้งบรรจุภัณฑ์ ก่อสร้าง อิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีสต็อกจำกัดจะโดนก่อน
ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตอยู่ในภาวะ ‘ต้นทุนขึ้น แต่กำไรไม่ขึ้น’เพราะต้นทุนแนฟทาขึ้นแรงกว่าราคาขาย ขณะที่ดีมานด์โลกยังไม่ฟื้น สุดท้าย ต้นทุนจะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคในรูปของ ‘ของแพงขึ้น’
[ ระยะสุดท้าย ดีเซลพุ่ง ค่าไฟตาม ]
Krungthai COMPASSประเมินว่า ราคาดีเซลมีโอกาสขยับจากประมาณ 32 บาท/ลิตร ไปแตะ 41 บาท/ลิตรในเดือนเมษายน และอาจขึ้นต่อถึง 45 บาท/ลิตรในเดือนพฤษภาคม หากไม่มีมาตรการพยุง
ตัวเลขนี้ไม่ได้กระทบแค่คนเติมน้ำมัน แต่กระทบทั้งระบบทันที เพราะดีเซลคือเชื้อเพลิงของรถบรรทุก รถโดยสาร เรือขนส่ง และธุรกิจจำนวนมาก
เมื่อดีเซลแพงขึ้น ต้นทุนขนส่งจะขยับทันที และราคาสินค้าจะค่อยๆ ปรับขึ้นเป็นทอดๆ เพราะ ‘ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น’ จะถูกบวกเข้าไปในสินค้าทุกชิ้น
แต่แรงกดดันไม่ได้หยุดแค่น้ำมัน เพราะค่าไฟมีโอกาสขยับขึ้นไปแตะประมาณ 4.14 บาท/หน่วย ในช่วงปลายปี จากต้นทุนก๊าซและ LNG ที่สูงขึ้น
และเพราะเกือบทุกธุรกิจต้องใช้ไฟนั่นหมายความว่า ธุรกิจจะไม่ได้เจอแค่ต้นทุนรอบเดียวแต่เป็นแรงกดดันซ้ำ ทั้งน้ำมันและค่าไฟ สุดท้าย ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นก็มีแนวโน้มถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคอีกทอดหนึ่ง
[ ปลายทาง เงินเฟ้อและอาหารบนโต๊ะ ]
เมื่อพลังงาน ขนส่ง และการผลิตแพงขึ้นต่อเนื่อง สิ่งที่ตามมาคือ ‘เงินเฟ้อ’ ราคาสินค้าจะค่อยๆ ขยับขึ้น ขณะที่รายได้ไม่ได้เพิ่มตาม ทำให้กำลังซื้ออ่อนลง หรือพูดง่ายๆ คือ ใช้เงินเท่าเดิม แต่ซื้อของได้น้อยลง
ขณะเดียวกัน แรงกดดันกำลังไหลไปที่ ‘ภาคเกษตร’ ไทยนำเข้าปุ๋ยถึง 95% และกว่า 34% มาจากตะวันออกกลาง หากการขนส่งยังติดขัด ปุ๋ยมีโอกาสตึงตั้งแต่ปลายปี
เมื่อปุ๋ยแพงหรือขาด ผลผลิตลด ต้นทุนสูง ราคาอาหารแพงขึ้น และสุดท้ายทั้งหมดจะย้อนกลับมาที่ค่าครองชีพของผู้บริโภคอย่างเรา
[ แล้วไทยรับมือได้แค่ไหน? ]
ภาครัฐอาจใช้กองทุนน้ำมันหรือการตรึงค่าไฟ เพื่อชะลอแรงกระแทกในระยะสั้น แต่คำถามคือจะยื้อได้นานแค่ไหน เพราะยิ่งยืดเยื้อ ภาระก็ยิ่งสูง และต้นทุนบางส่วนก็ยังต้องไหลกลับมาที่ระบบเศรษฐกิจ
ถ้าช่องแคบฮอร์มุซปิดนาน 3 เดือน สิ่งที่ไทยต้องเจอจะไม่ใช่แค่น้ำมันแพง แต่เป็นแรงกระแทกที่ค่อยๆ ลามจากพลังงาน ไปสู่ขนส่ง การผลิต ค่าไฟ และสุดท้ายถึงเกษตรและเงินเฟ้อ
ช่วงแรกอาจเป็นแค่สัญญาณ แต่ถ้ายืดเยื้อ มันจะเปลี่ยนจากของแพงเป็นของเริ่มตึงและกำลังซื้อที่อ่อนลง เพราะพลังงานคือ ‘ต้นทุนของทุกอย่าง’ ในชีวิตเรา