โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คนไทยเตรียมอ่วม เงินหายจากกระเป๋าเพิ่ม ถ้าฮอร์มุซปิดนาน 3 เดือน

TODAY

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 07.54 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 07.54 น. • TODAY

ถ้าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนาน 3 เดือน สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ ‘น้ำมันแพงขึ้น’ แต่จะค่อยๆ ลามไปทั้งระบบ ตั้งแต่ขนส่ง การผลิต การท่องเที่ยว ค่าไฟ ไปจนถึงภาคเกษตร

เพราะนี่คือเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีสัดส่วนมากกว่า 20% ของโลก เมื่อเส้นทางสะดุด ราคาพลังงานจะขยับทันที และเมื่อ ‘น้ำมันแพง + ขนส่งแพง’เกิดพร้อมกัน แรงกดดันจะไหลเข้าสู่เศรษฐกิจจริงแบบเป็นลูกโซ่

โดย Krungthai COMPASSประเมินว่า หากยืดเยื้อ 3 เดือน (มี.ค.–พ.ค. 2569) ผลกระทบจะค่อยๆ ไล่หนักขึ้นเป็นลำดับ

[ ระยะแรก นักท่องเที่ยวหาย ราคาวัตถุดิบเริ่มตึง ]

แรงกระแทกจะเริ่มจาก ‘การเดินทาง’ นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจหายไปราว 3.9 แสนคน รายได้หายประมาณ 25,000 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางที่แม้มีสัดส่วนเพียง 3.5% แต่ใช้จ่ายสูง

ขณะเดียวกัน เส้นทางบินที่ยากขึ้น ใช้เวลานานขึ้น และตั๋วแพงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวยุโรปและสหรัฐฯ เริ่มชะลอการเดินทาง หากยืดครบ 3 เดือน ตัวเลขอาจเพิ่มเป็น 9.8 แสนคน หรือรายได้หายกว่า 64,000 ล้านบาท

อีกแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันเลยก็คือ ‘เม็ดพลาสติก’เริ่มตึง เพราะแนฟทานำเข้าได้ยากขึ้น โรงงานบางแห่งต้องลดกำลังผลิต และแรงกดดันนี้จะไหลไปถึงสินค้าใกล้ตัว ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ไปจนถึงอาหารทันที

[ ระยะถัดไป จากของแพงสู่ของเริ่มไม่พอ ]

เมื่อสถานการณ์ยืดเยื้อ ความเสี่ยงจะเปลี่ยนจาก ‘แพงขึ้น’ ไปสู่ ‘เริ่มขาด’ โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า วัตถุดิบสำคัญอย่างเอทิลีนและโพรพิลีน อาจหายไปจากระบบราว 1.2 ล้านตัน หรือ 13.8% ของกำลังการผลิต

ผลกระทบจะลามไปทั้งบรรจุภัณฑ์ ก่อสร้าง อิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีสต็อกจำกัดจะโดนก่อน

ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตอยู่ในภาวะ ‘ต้นทุนขึ้น แต่กำไรไม่ขึ้น’เพราะต้นทุนแนฟทาขึ้นแรงกว่าราคาขาย ขณะที่ดีมานด์โลกยังไม่ฟื้น สุดท้าย ต้นทุนจะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคในรูปของ ‘ของแพงขึ้น’

[ ระยะสุดท้าย ดีเซลพุ่ง ค่าไฟตาม ]

Krungthai COMPASSประเมินว่า ราคาดีเซลมีโอกาสขยับจากประมาณ 32 บาท/ลิตร ไปแตะ 41 บาท/ลิตรในเดือนเมษายน และอาจขึ้นต่อถึง 45 บาท/ลิตรในเดือนพฤษภาคม หากไม่มีมาตรการพยุง

ตัวเลขนี้ไม่ได้กระทบแค่คนเติมน้ำมัน แต่กระทบทั้งระบบทันที เพราะดีเซลคือเชื้อเพลิงของรถบรรทุก รถโดยสาร เรือขนส่ง และธุรกิจจำนวนมาก

เมื่อดีเซลแพงขึ้น ต้นทุนขนส่งจะขยับทันที และราคาสินค้าจะค่อยๆ ปรับขึ้นเป็นทอดๆ เพราะ ‘ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น’ จะถูกบวกเข้าไปในสินค้าทุกชิ้น

แต่แรงกดดันไม่ได้หยุดแค่น้ำมัน เพราะค่าไฟมีโอกาสขยับขึ้นไปแตะประมาณ 4.14 บาท/หน่วย ในช่วงปลายปี จากต้นทุนก๊าซและ LNG ที่สูงขึ้น

และเพราะเกือบทุกธุรกิจต้องใช้ไฟนั่นหมายความว่า ธุรกิจจะไม่ได้เจอแค่ต้นทุนรอบเดียวแต่เป็นแรงกดดันซ้ำ ทั้งน้ำมันและค่าไฟ สุดท้าย ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นก็มีแนวโน้มถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคอีกทอดหนึ่ง

[ ปลายทาง เงินเฟ้อและอาหารบนโต๊ะ ]

เมื่อพลังงาน ขนส่ง และการผลิตแพงขึ้นต่อเนื่อง สิ่งที่ตามมาคือ ‘เงินเฟ้อ’ ราคาสินค้าจะค่อยๆ ขยับขึ้น ขณะที่รายได้ไม่ได้เพิ่มตาม ทำให้กำลังซื้ออ่อนลง หรือพูดง่ายๆ คือ ใช้เงินเท่าเดิม แต่ซื้อของได้น้อยลง

ขณะเดียวกัน แรงกดดันกำลังไหลไปที่ ‘ภาคเกษตร’ ไทยนำเข้าปุ๋ยถึง 95% และกว่า 34% มาจากตะวันออกกลาง หากการขนส่งยังติดขัด ปุ๋ยมีโอกาสตึงตั้งแต่ปลายปี

เมื่อปุ๋ยแพงหรือขาด ผลผลิตลด ต้นทุนสูง ราคาอาหารแพงขึ้น และสุดท้ายทั้งหมดจะย้อนกลับมาที่ค่าครองชีพของผู้บริโภคอย่างเรา

[ แล้วไทยรับมือได้แค่ไหน? ]

ภาครัฐอาจใช้กองทุนน้ำมันหรือการตรึงค่าไฟ เพื่อชะลอแรงกระแทกในระยะสั้น แต่คำถามคือจะยื้อได้นานแค่ไหน เพราะยิ่งยืดเยื้อ ภาระก็ยิ่งสูง และต้นทุนบางส่วนก็ยังต้องไหลกลับมาที่ระบบเศรษฐกิจ

ถ้าช่องแคบฮอร์มุซปิดนาน 3 เดือน สิ่งที่ไทยต้องเจอจะไม่ใช่แค่น้ำมันแพง แต่เป็นแรงกระแทกที่ค่อยๆ ลามจากพลังงาน ไปสู่ขนส่ง การผลิต ค่าไฟ และสุดท้ายถึงเกษตรและเงินเฟ้อ

ช่วงแรกอาจเป็นแค่สัญญาณ แต่ถ้ายืดเยื้อ มันจะเปลี่ยนจากของแพงเป็นของเริ่มตึงและกำลังซื้อที่อ่อนลง เพราะพลังงานคือ ‘ต้นทุนของทุกอย่าง’ ในชีวิตเรา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...