“พิชาย” ตอกแรง รัฐบาลเผชิญวิกฤตศรัทธา ความเชื่อมั่นดิ่ง ผลงานเศรษฐกิจ–พลังงานยังไร้รูปธรรม จี้ยกเครื่อง ครม.ทั้งคณะ
"พิชาย" ชี้ “ความเชื่อมั่นรัฐบาลทรุด” ผลงานเศรษฐกิจ–พลังงานไม่เป็นรูปธรรม แนะยกเครื่อง ครม.ใหม่ทั้งระบบ เปิดทางคนนอก–ทลายโครงสร้างผูกขาดฉุดประเทศ
วันที่ 11 เมษายน 2569 รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ให้สัมภาษณ์กับ The Room 44 ถึงสถานการณ์ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาล ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานที่กำลังทวีความรุนแรง
รศ.ดร.พิชาย ระบุว่า ผลสำรวจที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่ำต่อทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล เป็นภาพสะท้อนของ “ความคาดหวังสูง แต่ผลงานไม่เป็นรูปธรรม” โดยเฉพาะรัฐมนตรีหลัก 3 ราย ที่แม้เข้ามาพร้อมความหวัง แต่กลับไม่สามารถสร้างผลงานที่จับต้องได้ ในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถูกวิจารณ์ว่าไม่มีบทบาทชัดเจนในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน ขณะที่ประชาชนคาดหวังมาตรการลดภาษีสรรพสามิต แต่รัฐบาลกลับเลือกใช้กองทุนน้ำมัน ส่งผลให้เกิดการมองว่าภาระถูกผลักไปยังประชาชน
ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ แม้มีประสบการณ์จากภาคเอกชน แต่การแก้ปัญหาราคาสินค้า โดยเฉพาะกรณีมะพร้าวน้ำหอม ยังถูกมองว่าเป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้า ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้
ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ถูกตั้งคำถามถึงบทบาทที่จำกัด และการไม่แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในสถานการณ์ระหว่างประเทศ
“ทั้ง 3 คน มาพร้อมความหวัง แต่จบลงด้วยความผิดหวัง” รศ.ดร.พิชาย กล่าว พร้อมชี้ว่าผลโพลสะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ยังวิจารณ์นโยบายพลังงานของรัฐบาลในช่วงต้นวิกฤตว่า มีความผิดพลาดจากการอุดหนุนราคาน้ำมันอย่างเต็มที่ผ่านกองทุน ส่งผลให้เกิดการกักตุนและภาวะขาดแคลน พร้อมเสนอว่าควรปล่อยให้ราคาปรับขึ้นบางส่วน และเจรจากับโรงกลั่นเพื่อลดค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติ
ในด้านนโยบาย รศ.ดร.พิชาย มองว่าการแถลงนโยบายของรัฐบาลเต็มไปด้วย “ภาษาสวย” เช่น การส่งเสริมเอสเอ็มอี เศรษฐกิจดิจิทัล และการใช้ AI แต่ขาดแนวทางปฏิบัติจริง และไม่แตะต้องปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจที่มีลักษณะผูกขาด ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อผู้ประกอบการรายย่อย มองว่าช่องว่างระหว่าง “วิกฤตที่รุนแรง” กับ “ความเชื่อมั่นที่ต่ำ” เป็นปัญหาหลักของรัฐบาล ส่งผลให้การบริหารประเทศทำได้ยาก เนื่องจากทุกการตัดสินใจถูกตั้งคำถาม และขาดแรงสนับสนุนจากสังคม ในมุมของภาวะผู้นำ ยังมีข้อวิจารณ์ว่านายกรัฐมนตรีสื่อสารไม่ตรงประเด็น และไม่สามารถสร้างความมั่นใจ โดยมักอ้างผลงานในอดีตที่ประชาชนจำนวนมากไม่ยอมรับ
สำหรับนโยบายปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน รศ.ดร.พิชายมองว่าเป็นเพียงแนวคิดเชิงอุดมคติ เนื่องจากต้องเผชิญกับกลุ่มผลประโยชน์ขนาดใหญ่ และต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่เข้มแข็ง ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลใดสามารถทำได้จริง
อย่างไรก็ตาม เขาเสนอ “ทางออกในระบบ” เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น โดยแนะให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ ยกเลิกระบบโควตาทางการเมือง และคัดเลือกบุคคลตามความสามารถ รวมถึงเปิดทางให้บุคคลจากภายนอกเข้ามามีบทบาท อีกแนวทางหนึ่งคือการจัดตั้งรัฐบาลแบบ “ฉันทามติ” โดยรวมพรรคการเมืองหลัก เช่น เพื่อไทย ภูมิใจไทย และพรรคประชาชน เข้าร่วม เพื่อสร้างเสถียรภาพในช่วงวิกฤต
พร้อมเสนอให้กระบวนการคัดเลือกรัฐมนตรีเปิดกว้าง ให้แต่ละพรรคเสนอรายชื่อ และใช้เสียงจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องหรือสังคมร่วมพิจารณา เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมจริง
ท้ายที่สุด รศ.ดร.พิชาย ย้ำว่า การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมี “ความเสียสละทางการเมือง” และการลดบทบาทของกลุ่มอำนาจเดิม เพื่อประโยชน์ของประเทศโดยรวม ซึ่งยังเป็นความท้าทายสำคัญของการเมืองไทยในปัจจุบัน