นายกฯ นำทีมแถลงหลังร่วมประชุมอาเซียน
ชี้ไทยไม่เสียอะไรเลย มีแต่โอกาส-ได้รับความเชื่อมั่นจากสมาชิก ลั่นไทยพร้อมหนุนความมั่นคงอาหารอาเซียน เผยไทย-กัมพูชายึดแถลงการณ์ร่วมหยุดยิง ยันไม่มีคุยเรื่องปักปันเขตแดน-การเปิดด่านฯ
วันนี้ (9 พ.ค. 69) เวลา 14.20 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวภายหลังร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ โดยนายกรัฐมนตรีระบุถึงภาพรวมในการพูดคุยกับผู้นำของแต่ละประเทศ โดยประเทศไทยย้ำเจตนารมณ์ในการแก้ไขความขัดแย้ง และแนวทางสร้างสันติภาพโดยยึดกติกาสากลและประโยชน์ของชาติ พร้อมเสนอความร่วมมือเชิงรุกกับภาคีสมาชิกท่ามกลางความผันผวนของโลกโดยยึดประเด็นการผลักดันอาเซียนให้มีความเข้มแข็ง มีเอกภาพ และมีบทบาทมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ และในที่ประชุมสิ่งที่ทุกประเทศพูดถึงมากกว่าเรื่องน้ำมันและพลังงานคือเรื่องอาหาร
ในส่วนของประเทศไทยได้สร้างความมั่นใจต่อประเทศอาเซียนว่าไทยพร้อมใช้ศักยภาพในฐานะผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก โดยจะให้การสนับสนุนด้านความมั่นคงอาหารในภูมิภาค และไม่ว่าประเทศใดในโลกจะมีปัญหาเรื่องสงคราม พลังงาน แต่ในภูมิภาคอาเซียนประเทศไทยพร้อมเป็นฐานในการสนับสนุนเรื่องอาหารให้กับมวลหมู่ภาคีสมาชิก ตนเคยบอกมาตลอดว่าน้ำมันกินไม่ได้ ถ้าเราต้องเลือกในวันที่มีวิกฤตระหว่างน้ำมันกับอาหาร ประเทศไทยมีความมั่นคงเรื่องอาหารมากกว่า น้ำมันมีเงินก็ยังซื้อได้หาได้ แต่ถ้าเราไม่มีความเข้มแข็งด้านอาหาร ความลำบากอื่น ๆ ก็จะเกิดขึ้น ตนได้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองในเชิงเห็นด้วยและเชิงความพร้อมที่จะแสวงหาการสนับสนุนซึ่งกันและกันของประเทศสมาชิกแทบทุกประเทศ
อย่างไรก็ตามการร่วมประชุมครั้งนี้ประเทศไทยไม่ได้เสียอะไรเลย มีแต่โอกาสและความเชื่อมั่นจากภาคีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มมูลค่าของการค้าการลงทุน และการสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคอาเซียน
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการพบปะกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาว่านายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ต้องการสร้างบรรยากาศที่ดีในที่ประชุมอาเซียน จึงจัดให้มีการพบปะกันระหว่างไทย-กัมพูชา ในรายละเอียดการพูดคุยเชื่อว่าประชาชนรับทราบแล้วจากการแถลงของตน ยืนยันว่าทุกอย่างยังเป็นไปตามการลงนาม Joint Statement (แถลงการณ์ร่วมหยุดยิง) เมื่อปี 2568 และที่หารือกันไม่ได้มีการพูดคุยถึงการปักปันเขตแดนและการเปิดด่านพรมแดน และให้ยึดถือตามกรอบ JBC และ GBC ในรูปแบบคณะกรรมการร่วมต่อไป ซึ่งนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคสรับทราบว่าเรายังพูดคุยกันได้ในการรักษาบรรยากาศที่ดีของการประชุมที่ผ่านมา
นอกจากนี้การเดินทางไปร่วมประชุมครั้งนี้ตนยังพบกับประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งยังให้ความเชื่อมั่นกับประเทศไทย และนัดหมายกันว่าโอกาสต่อไปที่ท่านจะมาเยือนประเทศไทย ตนได้เรียนเชิญให้มาพบตนที่ทำเนียบรัฐบาล โดยจะหารือร่วมกันถึงการสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของไทย