โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากภาษีตอบโต้ของทรัมป์กลายเป็นTrade Act of 1974 (2)

ไทยโพสต์

อัพเดต 09 พ.ค. เวลา 19.41 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. เวลา 17.01 น.

ทรัมป์กำลังหาแนวทางอื่นๆ ที่คล้าย IEEPA เพราะให้อำนาจประธานาธิบดีเต็มที่ จะขึ้นภาษีเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ถ้าอยากรู้ว่าทำไมจึงชอบวิธีนี้ ต้องคิดให้ไกลกว่าเรื่องภาษี

กำแพงภาษีทรัมป์ 2.0 ถ้ามองผิวเผินคือตัวเลขภาษีสินค้านำเข้า แต่ความจริงแล้วเป็นมากกว่าการขึ้นภาษี เรื่องภาษีเป็นเพียงตัวจุดประเด็นนำประเทศต่างๆ เข้าเจรจาต่อรอง รัฐบาลสหรัฐต้องการเรื่องอื่นๆ มากกว่าภาษี บทความนี้นำเสนอข้อเรียกร้องของทรัมป์เรื่องนำเข้าสินค้า 3 หมวดที่สหรัฐอยากให้ซื้อ ได้แก่ พลังงาน อาวุธ และสินค้าเกษตรบางรายการ โดยมองว่าเป็นการปรับสมดุลการค้า แก้ปัญหาสหรัฐขาดดุล แต่เรื่องนี้เป็นมากกว่าการซื้อขายสินค้าธรรมดา

ภาพ: ทรัมป์ 2.0 กระชับความเป็นอภิมหาอำนาจด้วยการเจรจาต่อรอง

เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์

ยุทธศาสตร์ควบคุมโลกด้วยพลังงานฟอสซิล

ทรัมป์ 2.0 เน้นการขุดเจาะน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอย่างเต็มที่ (Drill, Baby, Drill) เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การพึ่งพาน้ำมันด้วยตัวเองหรือต้องการส่งออก แต่เป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้สหรัฐเป็นผู้ควบคุมราคาพลังงานโลก และใช้พลังงานเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง (Energy Leverage) กับประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

ยกตัวอย่าง สหรัฐพยายามควบคุมพลังงานทั้งระบบของยุโรป

เมษายน 2025 มีข้อมูลว่าทรัมป์ต้องการให้ยุโรปซื้อ LNG สหรัฐถึงปีละ 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แลกกับการระงับการขึ้นภาษีสินค้ายุโรป ปี 2024 ยุโรปนำเข้าพลังงานทุกประเภทรวม 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

วิเคราะห์: เป้าหมายของทรัมป์ 2.0 ไม่ใช่แค่ลดการขาดดุลการค้าเท่านั้น การซื้อใช้พลังงานสหรัฐถึง 350,000 ล้านดอลลาร์ เท่ากับว่าระบบพลังงานของยุโรปผูกติดกับสหรัฐ เรื่องนี้ผิดหลักความมั่นคงทางพลังงานอย่างร้ายแรง ตามหลักความมั่นคงพลังงานจะต้องพยายามกระจายซื้อจากหลายแหล่งหลายประเทศ แต่รัฐบาลทรัมป์ยืนกรานแนวทางของตน

เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า แต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐมีเป้าหมายต้องการควบคุมระบบพลังงานโลก เพราะพลังงานเปรียบเสมือนเส้นเลือดทางเศรษฐกิจสังคม หากขาดเลือดทั้งร่างกายจะปั่นป่วน ถึงขั้นเสียชีวิตได้

เพียงแค่ควบคุมราคาให้ได้ในระดับหนึ่งก็สามารถควบคุมการเติบโตทางเศรษฐกิจ

หากยุโรปยอมตามข้อเสนอสหรัฐ เท่ากับยอมอยู่ใต้อิทธิพลสหรัฐอีกนาน

การที่ทรัมป์ 2.0 ยกประเด็นนี้ เพราะสงครามยูเครนกำลังเข้าสู่ภาวะสงบศึกชั่วคราว ฝ่ายรัสเซียตั้งเงื่อนไขว่าต้องยกเลิกการคว่ำบาตรหรือคลายการคว่ำบาตร การส่งออกพลังงานรัสเซียคือหนึ่งในหัวข้อสำคัญ

บัดนี้รัฐบาลสหรัฐจึงนำกำแพงภาษีเพื่อกดดันให้ยุโรปซื้อใช้พลังงานของตนต่อไป แม้ LNG จากสหรัฐแพงกว่าของรัสเซียราว 2 เท่า ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจยุโรปถ้วนหน้า เพราะพลังงานเป็นต้นทุนของสินค้าบริการทุกชนิด และกระทบต่อประชาชนโดยตรงที่คนเมืองหนาวต้องใช้พลังงานทำความร้อนในฤดูหนาว

เป้าหมายการล้มรัฐบาลนิโกลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) สามารถตีความว่าเพื่อน้ำมัน แต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐหวังครองน้ำมันเวเนซุเอลาที่มีแหล่งน้ำมันสำรองมากที่สุดของโลก รัฐบาลสหรัฐทุกชุดพยายามเล่นงานรัฐบาลเวเนซุเอลา เช่นเดียวกับสงครามอิหร่าน 2026 ที่อิหร่านเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกที่ยังไม่ใช่พวกสหรัฐ จึงหวังว่าอิหร่านจะได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นมิตรกับตน

สังเกตว่า กรณีเวเนซุเอลากับอิหร่านมีจุดตรงกันเรื่องน้ำมันและต้องการให้ได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นมิตรกับสหรัฐ ไม่ต่างจากพวกรัฐอาหรับ

อาวุธสหรัฐที่ต่างชาติซื้อใช้:

แต่ไหนแต่ไรประเทศผู้ผลิตอาวุธจะขายอาวุธของตนให้กับพันธมิตรหุ้นส่วนเท่านั้น ไม่ขายให้กับฝ่ายตรงข้ามเด็ดขาด การซื้อขายอาวุธเครื่องกระสุนมีความสำคัญไม่เพียงด้านการทหาร ยังสัมพันธ์กับการจัดระเบียบโลก การสร้างขั้วและกระชับอำนาจในขั้วของตน อาวุธที่ซื้อใช้จากมหาอำนาจใดหากขาดกระสุน อะไหล่บำรุงจะกลายเป็นแค่เศษเหล็ก เป็นจุดอ่อนสำคัญของประเทศที่ใช้อาวุธจากมหาอำนาจนั้น

ยิ่งอียูใช้อาวุธสหรัฐมากเพียงไรเท่ากับยิ่งอยู่ใต้อำนาจควบคุมของสหรัฐมากขึ้นเท่านั้น

มาตรการข่มขู่ด้วยภาษีได้ผลดีในหลายประเทศ

ยกตัวอย่าง เมษายน 2025 รัฐบาลเวียดนามประกาศว่าจะนำเข้าสินค้าอเมริกามากขึ้นรวมทั้งอาวุธสงคราม LNG แลกกับการผ่อนผันภาษีทรัมป์ ปรับสมดุลการค้า ทั้งนี้เป็นผลจากการพูดคุยเบื้องต้นกับรัฐบาลทรัมป์ หลังสหรัฐชี้ประเด็นการส่งออกสินค้าจีนที่ผ่านเวียดนาม การทุ่มตลาดสินค้าบางตัว การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

ข้อตกลงกรกฎาคม 2025 รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐมากขึ้น รับปากว่าจะนำเข้าข้าวสหรัฐมากขึ้น 75% ซื้อสินค้าเกษตรรวม 8,000 ล้านดอลลาร์ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ปุ๋ย เอทานอลที่ได้จากพืชผลเกษตร น้ำมันอากาศยาน เครื่องบินโดยสาร Boeing 100 ลำ

สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐต้องการไม่ใช่แค่แก้ปัญหาขาดดุล แต่ต้องการมากกว่านั้น ขึ้นกับการเจรจาต่อรอง ที่น่าตกใจคือประชาชนไม่ทราบ ไม่เข้าถึงข้อตกลงเหล่านั้นทั้งหมด

ภาษีใหม่Trade Act of 1974:

รัฐบาลทรัมป์ 2.0 หันมาใช้กฎหมาย Trade Act of 1974 เป็นหัวใจนโยบายการค้าต่างประเทศของปี 2026 หลังจากที่ศาลสูงสุดตีความทรัมป์ละเมิดกฎหมาย IEEPA มีมาตราสำคัญ คือ

1) มาตรา 122 (Section 122) เป็นมาตราที่รัฐบาลทรัมป์นำมาใช้ทันทีหลังแพ้คดี มาตรานี้ให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีนำเข้าไม่เกิน 15% หรือกำหนดโควตา เพื่อแก้ปัญหา “การขาดดุลชำระเงิน” แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามใช้เกิน 150 วัน (เว้นแต่จะได้รับการขยายเวลาจากสภาคองเกรส)

ปัจจุบันทรัมป์ใช้มาตรานี้เก็บภาษี 10% ทั่วโลก เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายในช่วงที่รอการสอบสวนมาตราอื่นๆ ให้เสร็จสิ้น

2) มาตรา 301 (Section 301) เป็นมาตรการที่มุ่งตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยให้อำนาจ USTR (ผู้แทนการค้าสหรัฐ) สอบสวนและตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ “ละเมิดข้อตกลงการค้า” หรือมีนโยบายที่ “ไม่สมเหตุสมผลและเป็นภาระต่อการค้าของสหรัฐ”

มีนาคม 2026 USTR ได้เริ่มการสอบสวนไทยและอีกหลายประเทศ ในข้อหา “กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง” (Structural Excess Capacity) หากผิดจริงทรัมป์สามารถประกาศขึ้นภาษีตอบโต้เฉพาะรายสินค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านศาลอีก

3) มาตรา 201 (Section 201) มาตรานี้มุ่งช่วยเหลืออุตสาหกรรมสหรัฐที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้า “โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าคู่ค้าทำผิด” เป็นการให้เวลาอุตสาหกรรมในบ้านได้ปรับตัว (เช่น กรณีภาษีแผงโซลาร์เซลล์ หรือเครื่องซักผ้าในอดีต)

มีลักษณะเป็นมาตรการชั่วคราวแต่เข้มข้น เพื่อสกัดกั้นสินค้าจากทุกแหล่งทั่วโลกพร้อมกัน

4) GSP (Generalized System of Preferences) เป็นการให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่ประเทศกำลังพัฒนา (ซึ่งไทยเคยได้ประโยชน์มหาศาล) ประธานาธิบดีสามารถ “ระงับหรือยกเลิก” สิทธินี้ได้หากประเทศนั้นไม่เปิดตลาดให้สหรัฐอย่างเพียงพอ หรือมีปัญหาเรื่องสิทธิแรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยโดนกดดันมาอย่างต่อเนื่อง

การกลับมาใช้กฎหมายฉบับปี 1974 จึงเป็นการเปลี่ยนโหมดจาก “สงครามฉุกเฉิน” มาเป็น “สงครามการค้าเชิงโครงสร้าง” ที่มีระเบียบแบบแผนและมีผลผูกพันในระยะยาวมากกว่าเดิม

ทรัมป์ไม่สามารถขึ้นภาษีง่ายๆ:

แม้ตอนนี้รัฐบาลทรัมป์อาศัยกฎหมาย 1974 Trade Act อย่างถูกกฎหมาย ผลคือการขึ้นภาษีต้องมีเหตุผลประกอบ ไม่ง่ายเหมือนสงครามการค้าปี 2025 ที่ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีตามใจชอบ ดังที่ทรัมป์เคยกล่าวว่า “ภาษีเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลง ขึ้นหรือลง ขึ้นกับความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน”

อีกทั้งมาตราต่างๆ มีบัญญัติชัดเจนว่าขึ้นได้เท่าไหร่ มีกำหนดเวลาใช้ ทรัมป์จะขู่ขึ้นทีละ 100% ไม่ได้อีกต่อไป

ประเด็นที่น่าติดตามคือ ทรัมป์ยังสามารถสร้างประโยชน์แอบแฝงที่มาพร้อมกับ 1974 Trade Act ได้มากน้อยแค่ไหน ดังที่มีผู้วิเคราะห์ว่าทรัมป์ใช้ภาษีเพื่อนำประเทศต่างๆ เข้ามาเจรจาต่อรองในเรื่องอื่นๆ ที่อาจไม่ใช่การค้า ไม่ใช่เศรษฐกิจ เช่น ให้ซื้ออาวุธสหรัฐมากขึ้น ให้ถอยห่างจากจีน รัสเซีย ฯลฯ ที่รวมการค้าระหว่างประเทศเข้ากับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศจึงไม่ใช่การค้าเสรี ที่ยึดถือกลไกตลาดเสรี แต่สัมพันธ์โดยตรงกับการเมืองระหว่างประเทศ สงครามเย็นใหม่ การจัดระเบียบโลกใหม่

ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่า ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่า สิ่งที่ทรัมป์ 2.0 กำลังทำคือกระชับความเป็นอภิมหาอำนาจด้วยการเจรจาต่อรอง ตามแนวทางสัจนิยม (realism) ตั้งข้อสังเกตว่า อัตราภาษีตอบโต้ หรืออัตราภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ที่ตั้งกับหลายสิบประเทศเป็นการคำนวณอย่างหยาบๆ ไม่สมเหตุสมผล ดังนั้นเป้าหมายจึงไม่น่าจะอยู่ที่ภาษีเท่านั้น การนำประเทศต่างๆ เข้ามาเจรจาเป็นเรื่องที่กล่าวถึงมากตั้งแต่ก่อนขึ้นภาษี ถึงกับพูดว่ารัฐบาลทรัมป์จะงดขึ้นภาษีหากคุยกันรู้เรื่อง ถ้าเป็นเช่นนี้ หมายความว่าสหรัฐได้ประโยชน์บางอย่างที่เท่าเทียมหรือมากกว่าภาษีที่ขึ้นใช่หรือไม่

เรื่องนี้มีหลักฐานชัดเจน เช่น หลายประเทศเพิ่มสั่งซื้อสินค้า 3 หมวดที่สหรัฐอยากให้ซื้อ ได้แก่ พลังงาน อาวุธ และสินค้าเกษตรบางรายการ

เมื่อเรื่องถึงศาล รัฐบาลทรัมป์ก็หาวิธีการใหม่ ใช้กฎหมาย Trade Act of 1974 แทน แต่เนื่องจากมีข้อจำกัด ปลายเมษายน 2026 มีข่าวว่ารัฐบาลกำลังหาแนวทางอื่นๆ เพิ่มเติม นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าทรัมป์ต้องการแบบ IEEPA เพราะให้อำนาจประธานาธิบดีเต็มที่ จะขึ้นภาษีเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ถ้าอยากรู้ว่าทำไมจึงชอบวิธีนี้ ต้องวิเคราะห์ให้ไกลว่าเรื่องภาษี

ผลโพลของ AP-NORC ที่นำเสนอเมื่อ 22 เมษายน 2026 ชี้ว่า คะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ร่วงหนัก กระทั่งกองเชียร์รีพับลิกันยังแผ่ว เนื่องจากไม่สามารถทำตามที่หาเสียง เงินเฟ้อยังสูง และตอนนี้คือผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

ไม่ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะพูดอย่างไร อธิบายอย่างไร ผลโพลหลายสำนักชี้ตรงกันว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ปลื้มนโยบายเศรษฐกิจ ไม่เห็นด้วยกับสงครามอิหร่าน 2026 ทรัมป์สามารถเลือกยืนหยัดนโยบายของตนต่อไป แต่ท้ายที่สุดจะส่งผลต่อเลือกตั้งกลางเทอมในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่จะแปลผลว่าคนอเมริกันต้องการอะไรจากนักการเมือง ผู้ปกครอง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...