โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เพราะอิสระที่แท้จริงคือการไม่มีหนี้เกินตัว’ เปิดวิธีผ่อน 0% ยังไงให้ ‘วิน-วิน’ ได้ทั้งของและสุขภาพการเงินที่ดี

THE STANDARD

อัพเดต 09 พ.ค. เวลา 05.28 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. เวลา 05.28 น. • thestandard.co
‘เพราะอิสระที่แท้จริงคือการไม่มีหนี้เกินตัว’ เปิดวิธีผ่อน 0% ยังไงให้ ‘วิน-วิน’ ได้ทั้งของและสุขภาพการเงินที่ดี

เวลาเห็นป้าย ‘ผ่อน 0% นาน 10 เดือน’ ใจมันจะหวิวๆ เหมือนต้องมนตร์สะกดทุกทีใช่ไหมล่ะ? รู้ตัวอีกทีก็ช้อปไปแล้ว ได้ของสมใจพร้อมภาระหนี้อีก 10 เดือน

ประเด็นสำคัญ

  • How-to ผ่อน 0% ยังไงให้รอด ปลอดภัย ไม่พังเละเทะ
  • พลาดตกหลุมพราง 0% ไปแล้ว แก้เกมยังไงดี?

ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด กระเป๋าแบรนด์เนมใบแรกเพื่อเป็นรางวัลชีวิต หรือทริปหนีงานไปฮีลใจที่ญี่ปุ่น พอมีคำว่า 0% โผล่มาปุ๊บ ความรู้สึกผิดในการใช้เงินก้อนใหญ่ก็หายวับไปในพริบตา หลายคนเลยคิดไปเองว่า ‘ผ่อน 0% ก็เท่ากับได้ของมาใช้ฟรีก่อน จ่ายทีหลังแบบชิลๆ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม’

แต่เดี๋ยวก่อน โลกทุนนิยมไม่ได้ใจดีขนาดนั้น เอาจริงๆ แล้วโปรโมชั่น 0% มันคือเครื่องมือการตลาดชั้นยอดที่ออกแบบมาเพื่อลดความลังเลในการตัดสินใจซื้อของเรา และถ้าเราวางแผนการเงินไม่ดีพอ หรือเผลอทำผิดเงื่อนไขแม้แต่นิดเดียว จากของที่คิดว่าได้มาฟรีๆ อาจจะกลายเป็น ‘กับดักหนี้’ ที่ตามมาหลอกหลอนเราพร้อมดอกเบี้ยแบบจุกๆ ได้เลย

เบื้องหลังคำว่า 0% มันมีหลุมพรางอะไรซ่อนอยู่บ้าง แล้วเราจะเอาตัวรอดจากเกมการเงินนี้ยังไง ให้ได้ทั้งของและสุขภาพการเงินที่ดี

1. ผิดนัดชำระแค่ครั้งเดียว เตรียมเจอกับดอกเบี้ยย้อนหลัง

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า โปรโมชั่นผ่อน 0% มันมีเงื่อนไขตัวเล็กๆ ซ่อนอยู่เสมอ ซึ่งใจความสำคัญคือ ‘ต้องจ่ายให้ตรงเวลา และจ่ายให้ครบตามยอดขั้นต่ำที่กำหนดทุกงวด’

สมมติว่าเราผ่อนคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท แบบ 0% นาน 10 เดือน ตกเดือนละ 3,000 บาท เราจ่ายตรงเวลามาตลอด 5 เดือนแรก แต่พอเข้าเดือนที่ 6 ดันหมุนเงินไม่ทัน ลืมจ่าย หรือจ่ายช้าไปแค่ไม่กี่วัน

สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ความน่าสะพรึงของดอกเบี้ยปรับ ทันทีที่เราผิดนัดชำระ โปรโมชั่น 0% จะถูกยกเลิกทันที และสถาบันการเงินมีสิทธิ์ที่จะคิดดอกเบี้ยคุณในอัตราสูงสุดเต็มจำนวน (สำหรับบัตรเครดิตปกติคือ 16% ต่อปี หรือถ้าเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลอาจพุ่งไปถึง 25% ต่อปี)

ที่พีคกว่านั้นคือ บางบัตรไม่ได้คิดดอกเบี้ยเฉพาะยอดที่เหลือนะ แต่เขาอาจจะคำนวณดอกเบี้ย ‘ย้อนหลังกลับไปตั้งแต่วันแรกที่เรารูดซื้อสินค้า’ ช็อตฟีลสุดๆ กลายเป็นว่าของชิ้นนี้แพงกว่าราคาเต็มไปโดยปริยาย

2. เครดิตบูโรช้ำ เพราะเอะอะก็ ‘รูดผ่อน’

‘เดือนละพันสองพันเอง เอามาเถอะ’ ประโยคคลาสสิกที่ทำให้หลายคนพังมานักต่อนัก การผ่อน 0% มันทำให้เราเสพติดการสร้างหนี้ได้ง่ายมาก พอเห็นว่ายอดผ่อนต่อเดือนมันน้อย เราก็จะเริ่มผ่อนหลายๆ อย่างพร้อมกัน

ผ่อนโทรศัพท์ 1,500 บาท/เดือน + ผ่อนสกินแคร์ 800 บาท/เดือน + ผ่อนตั๋วเครื่องบิน 2,000 บาท/เดือน + ผ่อนคอร์สฟิตเนส 1,500 บาท/เดือน รวมๆ กันแล้ว สิ้นเดือนยอดเรียกเก็บโผล่มาเป็นหมื่น

การทำแบบนี้บ่อยๆ ไม่ใช่แค่ทำให้ช็อตตอนสิ้นเดือน แต่มันส่งผลเสียโดยตรงต่อ ‘ประวัติเครดิตบูโร’ ของเราด้วย เวลาที่เราไปขอสินเชื่อใหญ่ๆ อย่างซื้อบ้านหรือซื้อรถ ธนาคารจะดูสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio – DSR) ของเรา

ถ้าธนาคารเห็นว่าเรามีภาระผ่อนหยุมหยิมเต็มไปหมด และวงเงินบัตรเครดิตถูกใช้ไปจนเกือบเต็มเพดาน เขาจะมองว่าเรามีความเสี่ยงสูง และอาจจะปฏิเสธการให้สินเชื่อ หรือให้ในวงเงินที่น้อยลงเพราะเครดิตเราดูไม่สวยงามแล้ว

คิดง่ายๆ ถ้าเราหนี้สินพะรุงพะรัง ดูแล้วเสี่ยงที่จะจ่ายหนี้ไม่ไหว เจ้าหนี้ที่ไหนเขาจะอยากเสี่ยงปล่อยกู้ให้เราเพิ่มล่ะ?

3. กับดัก ‘ใช้เงินเกินตัว’ รูดแหลกเพราะผ่อนนาน

นี่คือผลกระทบทางจิตวิทยาที่น่ากลัวที่สุดของการผ่อน 0% เวลาเจอโปรโมชั่นผ่อนยาวๆ พอคำนวณยอดผ่อนต่อเดือนน้อยไม่กี่บาท เราก็ยิ่งรู้สึกว่า ‘สบายกระเป๋า จ่ายแค่นี้เอง’

และสิ่งที่ตามมาก็คือ เราจะเกิดอาการ Lifestyle Inflation หรือการยกระดับการใช้ชีวิตที่เกินกว่ารายได้จริงของเราไปมาก

ลองถามตัวเองดูตรงๆ ว่า ถ้าวันนี้ไม่มีโปรผ่อน และต้องควักเงินสดก้อนเต็มๆ 30,000 บาท เพื่อซื้อสมาร์ทโฟนตัวท็อป เราจะยังซื้อมันอยู่ไหม? คำตอบของคนส่วนใหญ่คือ ‘ไม่ล่ะ ขอเก็บเงินก่อน’ หรือ ‘ใช้เครื่องเก่าไปก่อนก็ได้’

แต่พอป้ายหน้าร้านเขียนว่า ‘ผ่อน 0% นาน 12 เดือน จ่ายแค่เดือนละ 2,500 บาท’ สมองเราจะถูกหลอกให้โฟกัสแค่ตัวเลขจิ๋วๆ หลักพัน และมองข้ามก้อนหนี้หลักหมื่นไปซะสนิท

ผลคือเราตัดสินใจซื้อของฟุ่มเฟือยได้ง่ายขึ้นแบบไม่คิดชีวิต พอเห็นว่าจ่ายต่อเดือนน้อย เราก็เริ่มซื้อนู่นซื้อนี่เพิ่ม เอ้า! รูดกระเป๋าใบนั้นด้วย รูดทริปเที่ยวด้วย สรุปสิ้นเดือนบิลมาทีแทบลมจับ เพราะยอดจิ๋วๆ มารวมกันมันก็กลายเป็นก้อนใหญ่ที่ดูดเงินเดือนไปจนเกลี้ยง

และที่เสียหายกว่านั้น เมื่อ ‘นิสัยใช้เงินเกินตัว’ มาเจอกับ ‘โปรผ่อนนานๆ’ เพราะการแบกหนี้ระยะยาวจะทำให้สภาพคล่องเราตึงมือ พอวันนึงแจ็กพอตแตกมีเรื่องฉุกเฉินต้องใช้เงินด่วนจนหมุนไม่ทัน หลายคนเลยต้องยอมกด ‘จ่ายขั้นต่ำ’ เพื่อเอาตัวรอด และจังหวะนี้นี่แหละ คือการเปิดประตูรับ ‘ดอกเบี้ยมหาโหด’ เข้ามาสูบเลือดสูบเนื้อเราแบบเต็มๆ

How-to ผ่อน 0% ยังไงให้รอด ปลอดภัย ไม่พังเละเทะ

ถึงตรงนี้อย่าเพิ่งแพนิกจนไม่กล้าใช้บัตรเครดิตนะ บัตรเครดิตและโปรผ่อน 0% ไม่ใช่ผู้ร้าย ถ้าเราใช้เป็น มันคือเครื่องมือบริหารสภาพคล่องที่ยอดเยี่ยมมาก ช่วยให้เราเก็บเงินสดไว้ลงทุนหรือสำรองฉุกเฉินได้ ถ้าเรารู้วิธีผ่อนแบบถูกต้อง เราก็จะคุมเกมได้ การเงินไม่พังแน่นอน

1. ตั้งกฎเหล็ก DSR ไม่เกิน 30% ห้ามผ่อนจนล้นตัว

ก่อนจะหยิบบัตรมารูดมาผ่อนอะไร ให้รวมยอดหนี้ที่ต้องจ่ายต่อเดือนทั้งหมด (ทั้งหนี้เก่าและหนี้ใหม่ที่กำลังจะสร้าง) ต้องไม่เกิน 20-30% ของรายรับสุทธิ หรือก็คือ ‘สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้’ (Debt Service Ratio – DSR) ไม่ควรสูงเกินไปนั่นเอง

ตัวอย่าง เงินเดือน 25,000 บาท ยอดผ่อนรวม ไม่ควรเกิน 5,000-7,500 บาท/เดือน เพื่อให้เหลือเงินไว้กินใช้และเก็บออม ถ้าเช็คแล้วยอดผ่อนเดือนหน้าทะลุโควตานี้ แปลว่าเรากำลังเสี่ยงที่จะช็อต ให้เบรกตัวเองทันที

2. ตั้ง Auto-Pay ตัดบัญชี ‘เต็มจำนวน’ เท่านั้น

ความขี้ลืมคือศัตรูตัวฉกาจของการผ่อน 0% ลืมจ่ายแค่วันเดียว ดอกเบี้ยปรับย้อนหลังเด้งใส่ทันที วิธีแก้ที่แน่นอนที่สุดคือ ไปตั้งค่าผูกบัญชีออมทรัพย์ให้ตัดยอดบัตรเครดิตแบบ ‘อัตโนมัติ’ และต้องติ๊กเลือก ‘จ่ายเต็มจำนวนเท่านั้น’ (ห้ามเลือกจ่ายขั้นต่ำเด็ดขาด)

พอเงินเดือนออกปุ๊บ ให้โอนเงินมาพักไว้ในบัญชีนี้เลยเพื่อรอตัดยอด เท่านี้ก็ปิดประตูตายเรื่องการลืมจ่ายหรือจ่ายช้าได้ 100% (อย่าลืมเช็คให้ชัวร์ว่าบัญชีนั้นมีเงินเผื่อไว้เพียงพอในวันตัดรอบบิลด้วยนะ)

3. ทริก ‘มีเงินสด 100% ค่อยผ่อน 0%’

ทริกนี้อาจจะฟังดูขัดแย้ง แต่ได้ผลจริง หลายคนคิดว่าการผ่อนคือการซื้อของตอนที่ไม่มีเงิน แต่คนรวยเขาใช้โปร 0% ตอนที่เขามีเงินสดครบแล้ว

สมมติเรามีเงิน 30,000 บาท จะซื้อคอมพิวเตอร์ แทนที่จะจ่ายเงินสดตู้มเดียวหายไปเลย ให้เราเอาเงินก้อนนี้ไปฝากไว้ใน ‘บัญชีเงินฝากดิจิทัล’ ที่ให้ดอกเบี้ยสูงๆ (เช่น 1.5% ต่อปี) แล้วใช้บัตรเครดิตรูดผ่อน 0% นาน 10 เดือนแทน จากนั้นก็ค่อยๆ ถอนเงินจากบัญชีนั้นมาจ่ายบัตรรายเดือน

ผลลัพธ์คือ เราได้ของมาใช้ ได้สภาพคล่อง แถมตอนจบยังได้ ‘ดอกเบี้ยเงินฝาก’ งอกเงยมาฟรีๆ อีกต่างหาก และปิดความเสี่ยงที่จะไม่มีเงินจ่ายหนี้ นี่แหละการใช้เงินทำงานที่แท้ทรู

4. กฎผ่อนจบทีละชิ้น

อย่าปล่อยให้ตัวเองมีบิลผ่อน 0% ซ้อนทับกันเป็นหางว่าวเด็ดขาด ให้ตั้งกฎกับตัวเองว่า ‘ถ้าหนี้ก้อนเก่ายังผ่อนไม่จบ จะไม่สร้างหนี้ก้อนใหม่’ ผ่อนโทรศัพท์ให้ครบ 10 เดือนก่อน แล้วค่อยไปรูดผ่อนกระเป๋าใบใหม่ การมีเป้าหมายให้โฟกัสทีละอย่าง จะช่วยให้เราไม่เผลอทำ Lifestyle Inflation และทำให้เครดิตบูโรของเราดูสวยงาม คลีนๆ ไม่ดูเป็นคนบ้าหนี้ในสายตาธนาคารด้วย

5. รู้จักวันตัดรอบบิล

เพื่อยืดเวลาจ่ายเงิน คนใช้บัตรเป็นต้องรู้ ‘วันสรุปยอดบัญชี’ และ ‘วันครบกำหนดชำระ’ ของตัวเอง ถ้าเรากะจังหวะรูดซื้อของ ‘หลังวันสรุปยอดบัญชี 1 วัน’ เราจะได้ระยะเวลาปลอดหนี้ฟรีๆ ยืดออกไปอีกเกือบ 45-50 วัน กว่าจะต้องจ่ายค่างวดงวดแรก ถือเป็นการยืดระยะเวลาให้เรามีเวลาหมุนเงินในกระเป๋าได้นานขึ้นแบบชิลๆ

6. ผ่อนเฉพาะของจำเป็น หรือของที่สร้างรายได้

เปลี่ยนมายด์เซตใหม่ ลองใช้ 0% กับสิ่งที่ช่วยต่อยอดให้เราได้ เช่น คอมพิวเตอร์สเปกดีๆ เพื่อรับงานฟรีแลนซ์เสริม หรือคอร์สเรียนอัปสกิลตัวเอง แทนที่จะเอาไปผ่อนสินค้าแฟชั่นที่ราคาตกทันทีที่ซื้อ

พลาดตกหลุมพราง 0% ไปแล้ว แก้เกมยังไงดี?

ถ้าเผลอพลาดจนโดนดอกเบี้ยจุกๆ ไปแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ตั้งสติ แล้วหยุดรูดซื้อเพิ่มทันที จากนั้นกลับมาเช็กเงินในกระเป๋าตัวเองก่อนว่า พอจะมีเงินเหลือมาโปะหนี้ให้ได้มากที่สุดไหม ยิ่งโปะเยอะดอกเบี้ยยิ่งลดไว แต่ถ้าลองโปะแล้วหนี้ยังบานอยู่ ก็พิจารณาวิธี ‘การรวมหนี้’ เพื่อหาแหล่งสินเชื่อที่ดอกเบี้ยถูกกว่ามาปิดยอดซะ พลาดแล้วอย่าล้มนาน รีบตั้งหลักอุดรอยรั่วให้ไวที่สุด

สุดท้ายโปรดจำให้ขึ้นใจเลยว่า ‘บัตรเครดิตเป็นทาสที่ดี แต่เป็นเจ้านายที่เลวร้ายมาก’ ผ่อน 0% เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ถ้ารู้จักใช้ แต่ถ้าใช้ไม่คิด มันคือหลุมพรางชั้นดี

หวังว่าทุกคนจะสนุกกับการชอปปิงแบบมีสติ และไม่ตกเป็นเหยื่อของดอกเบี้ยบัตรเครดิตกันนะ

ภาพ: phiab / Shutterstock

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...