ซีอีโอ BlackRock เสนอให้ “ระบบประกันสังคมสหรัฐ” ลงทุนในหุ้น หลังเสี่ยงเงินกองทุนหมดในปี 2032
ซีอีโอ BlackRock เสนอให้ “ระบบประกันสังคมสหรัฐ” ลงทุนในหุ้น หลังมีการคาดการณ์ว่ากองทุนเกษียณของสหรัฐอาจเผชิญภาวะเงินหมดในปี 2032 หากไม่มีการปฏิรูป
วันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ประชาชนอเมริกันมากกว่า 70 ล้านคน รวมถึงผู้เกษียณอายุ ผู้พิการ และครอบครัวผู้มีรายได้น้อย พึ่งพาเงิน Social Security เป็นรายได้รายเดือน โดยโครงการนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในโครงการลดความยากจนที่มีประสิทธิภาพที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ
Larry Fink ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BlackRock ระบุในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นประจำปีว่า Social Security ช่วยให้ชาวอเมริกันประมาณ 29 ล้านคนหลุดพ้นจากความยากจนในแต่ละปี โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐ อย่างไรก็ตาม แม้โครงการนี้จะประสบความสำเร็จอย่างมาก
แต่ Fink มองว่า ระบบ Social Security ยังสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ โดยเขาระบุว่า Social Security ให้ความมั่นคงทางรายได้ แต่ไม่ได้ช่วยให้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่สามารถสร้างความมั่งคั่งที่เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของประเทศได้
ปัจจุบันระบบ Social Security ของสหรัฐเป็นระบบแบบ Pay-as-you-go คือ ใช้เงินภาษีเงินเดือนของคนทำงานในปัจจุบันไปจ่ายให้ผู้เกษียณ โดยนายจ้างและลูกจ้างจะจ่ายฝ่ายละ 6.2% ขณะที่ผู้ประกอบอาชีพอิสระจ่าย 12.4% ของรายได้ โดยคำนวณจากรายได้สูงสุดไม่เกิน 184,500 ดอลลาร์ต่อปีในปี 2569 เงินที่ยังไม่ถูกนำไปจ่ายผลประโยชน์จะถูกนำไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
ในปี 2568 กองทุน Social Security ได้ผลตอบแทนประมาณ 2.6% ต่อปี ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้นประมาณ 16% และพอร์ตลงทุนแบบ 60% หุ้น 40% พันธบัตร ให้ผลตอบแทนเกือบ 15% ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ Fink ตั้งคำถามว่า เหตุใดเงิน Social Security จึงไม่สามารถเติบโตไปพร้อมเศรษฐกิจเหมือนกองทุนบำนาญระยะยาวอื่น ๆ
Fink เสนอว่าอาจให้เงิน Social Security บางส่วนลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์อื่น ๆ แบบกองทุนบำนาญระยะยาว เพื่อเพิ่มผลตอบแทนและช่วยแก้ปัญหาการขาดดุลในอนาคต โดยเขาเน้นว่าแนวคิดนี้ไม่ใช่การแปรรูป Social Security แต่เป็นการเพิ่มการกระจายการลงทุน หรือ Diversification คล้ายกับกองทุนเกษียณของรัฐบาลสหรัฐที่เปิดให้เลือกลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่า การนำเงิน Social Security ไปลงทุนในตลาดทุน อาจทำให้กองทุนมีความเสี่ยงสูงขึ้น ตัวแทนสภาคองเกรส John Larson ระบุว่า Social Security ไม่เคยพลาดการจ่ายเงินแม้แต่ครั้งเดียว แม้ในช่วงตลาดหุ้นตกหนัก เช่น วิกฤตการเงินปี 2008 ที่ทำให้เงินในกองทุน 401(k) ของประชาชนลดลงอย่างมาก ดังนั้น หากนำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้น อาจทำให้ระบบที่เป็นหลักประกันรายได้กลายเป็นระบบที่มีความเสี่ยง
ขณะเดียวกัน นักการเมืองสหรัฐบางส่วนเสนอแนวคิดตั้งกองทุนลงทุนใหม่มูลค่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปลงทุนในหุ้นและพันธบัตร แล้วใช้ผลตอบแทนมาช่วยแก้ปัญหาการขาดดุลของ Social Security
โดยกองทุนใหม่นี้จะไม่แทนที่กองทุนเดิม แต่เป็นกองทุนเสริม อย่างไรก็ตาม Alicia Munnell จาก Center for Retirement Research ที่ Boston College มองว่า แผนดังกล่าวเป็นการดำเนินการทางการเงินขนาดใหญ่และมีความเสี่ยง แต่ผลตอบแทนอาจไม่คุ้มค่า เนื่องจากผลตอบแทนอาจถูกหักลบด้วยต้นทุนการกู้เงิน และอาจทำให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงการแก้ปัญหาโครงสร้างจริงของระบบ Social Security
ปัญหาสำคัญคือ กองทุน Social Security สำหรับผู้เกษียณอาจหมดลงในปี 2575 ตามการคาดการณ์ล่าสุด หากไม่มีการปฏิรูปก่อนหน้านั้น รัฐบาลอาจต้องเผชิญทางเลือกที่ยาก เช่น การลดเงินบำนาญ เพิ่มภาษี หรือเพิ่มอายุเกษียณ โดย Fink เตือนว่า ปัญหาที่เราไม่พูดถึง คือปัญหาที่ควรกังวลที่สุด และต้นทุนของการรอคอยก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะนี้ สภาคองเกรสสหรัฐเตรียมหารืออนาคตของ Social Security ในการประชุมวุฒิสภาเร็ว ๆ นี้
อ้างอิง : www.cnbc.com