โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โครงการคนละครึ่งยังจำเป็นในวันที่คนไทยส่วนใหญ่ ‘รายได้ติดลบ’ ลุกลามถึงฝั่งร้านอาหารเร่งลดโอที – หยุดจ้างงานใหม่

THE STANDARD

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
โครงการคนละครึ่งยังจำเป็นในวันที่คนไทยส่วนใหญ่ ‘รายได้ติดลบ’ ลุกลามถึงฝั่งร้านอาหารเร่งลดโอที – หยุดจ้างงานใหม่

นโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ ยังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจฐานราก ท่ามกลางแรงกดดันค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นไม่หยุด ‘ฐนิวรรณ กุลมงคล’ นายกสมาคมภัตตาคารไทย ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า มาตรการดังกล่าวรัฐบาลให้วงเงินรวม 4,000 บาทต่อคนในระยะเวลา 4 เดือน หรือเฉลี่ยเดือนละ 1,000 บาท ยังคงมีความจำเป็นในช่วงเวลานี้

ประเด็นสำคัญ

  • สมาคมภัตตาคารไทยถก LINE MAN ปรับค่าธรรมเนียม ชี้ลด GP ยังยาก
  • VAT 7-10 % สะเทือนร้านเล็ก แนะรัฐยกเครื่องภาษี ดึงผู้ประกอบการเข้าระบบ
ภาพกราฟิกสื่อถึงคนไทยรายได้ติดลบ แบกรับค่าครองชีพสูง กระทบร้านอาหารต้องลดโอที-หยุดจ้างงานใหม่ มีภาพ ฐนิวรรณ กุลมงคล และโลโก้ WEALTH IN DEPTH 1

ฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย

เนื่องจากปัจจุบัน ผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ประจำระดับ 1-2 หมื่นบาทต่อเดือน กำลังเผชิญภาวะ ‘รายได้ติดลบ’ จากรายจ่ายที่สูงกว่ารายรับ อันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันและต้นทุนต่างๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ทั้งค่าเดินทางและค่าครองชีพโดยรวมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นหลายครัวเรือนเริ่มมีภาระขาดดุลเฉลี่ยราว 3,000–5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงด้านหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น และทำให้กำลังซื้อในระบบลดลงเป็นลูกโซ่

ผลกระทบดังกล่าว ลุกลามไปยังภาคธุรกิจร้านอาหารและบริการอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการร้านอาหารจำนวนมากจำเป็นต้องปรับตัวด้วยแนวทาง Lean เพื่อลดต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นการชะลอการจ้างงานใหม่ หรือปรับลดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา (OT) ซึ่งเดิมถือเป็นรายได้เสริมของแรงงาน ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคยิ่งหดตัวลงอีก

อย่างไรก็ตาม มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐในรูปแบบเงินช่วยเหลือรายเดือน แม้จะไม่ใช่วงเงินขนาดใหญ่ แต่มีบทบาทสำคัญในการช่วยพยุงกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SME) ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงครึ่งหนึ่งของประเทศ หากขาดมาตรการรองรับ กลุ่มนี้อาจต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ และเสี่ยงต่อปัญหาสังคมในระยะยาว

ฐนิวรรณยังชี้ว่า แนวคิดนโยบายของภาครัฐกำลังเปลี่ยนผ่านจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคแบบโครงการคนละครึ่งในช่วงโควิด ไปสู่ลักษณะของรัฐสวัสดิการ ที่มุ่งช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนโดยตรงมากขึ้น

สมาคมภัตตาคารไทยถก LINE MAN ปรับค่าธรรมเนียม ชี้ลด GP ยังยาก

ในอีกด้านหนึ่ง สมาคมภัตตาคารไทยได้หารือกับแพลตฟอร์มเดลิเวอรีรายใหญ่ อย่าง LINE MAN เพื่อปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยพบว่าไรเดอร์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุด เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนค่าน้ำมันและค่าเดินทางโดยตรง และหากไรเดอร์ไม่สามารถดำเนินอาชีพต่อได้ ย่อมกระทบต่อทั้งระบบแพลตฟอร์ม

ภาพกราฟิกสื่อถึงคนไทยรายได้ติดลบ แบกรับค่าครองชีพสูง กระทบร้านอาหารต้องลดโอที-หยุดจ้างงานใหม่ มีภาพ ฐนิวรรณ กุลมงคล และโลโก้ WEALTH IN DEPTH 2

ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มย้ำบทบาทของตนในฐานะ Marketplace โดยแนะนำให้ผู้ประกอบการปรับวิธีคิดด้านต้นทุน เช่น ไม่นำค่าใช้จ่ายของหน้าร้านทั้งหมด อาทิ ค่าเช่าหรือพนักงานเสิร์ฟ มาคำนวณรวมในราคาบนแพลตฟอร์ม เพื่อให้สามารถรับมือกับค่าธรรมเนียม GP ที่อยู่ในระดับสูงได้

สำหรับข้อเรียกร้องให้ลดค่าธรรมเนียม GP นั้น มองว่าเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากแต่ละแพลตฟอร์มมีโครงสร้างต้นทุนและกลยุทธ์ราคาที่แตกต่างกัน และในปัจจุบันหลายรายได้ปรับเข้าสู่โมเดลธุรกิจที่เน้นความยั่งยืนมากขึ้น ไม่ได้อุดหนุนราคาด้วยการขาดทุนเหมือนในอดีต ดังนั้น หากต้องการให้เกิดการลดค่าธรรมเนียมอย่างเป็นรูปธรรม ภาครัฐอาจต้องเข้ามามีบทบาทในการช่วยอุดหนุนต้นทุน

VAT 7-10 % สะเทือนร้านเล็ก แนะรัฐยกเครื่องภาษี ดึงผู้ประกอบการเข้าระบบ

ในมิติของโครงสร้างภาษี ฐนิวรรณสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำของระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ผู้มีรายได้ต่างระดับต้องจ่ายในอัตราเดียวกันเมื่อบริโภคสินค้า ทั้งที่ภาระต่อรายได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งอาหารซึ่งมีต้นทุนสูง ยังถูกจัดเก็บภาษีในอัตราเดียวกับสินค้าบางประเภท เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

อีกทั้งปัจจุบันยังมีผู้ประกอบการร้านอาหารรายเล็กราว 5-7 แสนราย ที่ยังไม่พร้อมเข้าสู่ระบบ VAT 7% และอาจได้รับผลกระทบมากขึ้นหากมีการปรับขึ้นอัตราภาษีในอนาคต ส่งผลให้บางส่วนเลือกอยู่นอกระบบ ขณะที่ภาครัฐยังขาดข้อมูลเชิงลึกของผู้ประกอบการกลุ่มนี้

ด้วยเหตุนี้ สมาคมฯ จึงอยู่ระหว่างจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านโครงสร้างภาษีอย่างเป็นระบบ เพื่อเสนอต่อรัฐบาล โดยมองว่าการออกแบบระบบภาษีที่เหมาะสมจะช่วยดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น แม้จะจัดเก็บในอัตราที่ไม่สูง แต่ย่อมดีกว่าการไม่สามารถจัดเก็บได้เลย

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยเฉพาะรายย่อย ร้านอาหารตามสั่ง และร้านอาหารชุมชน ตอนนี้รับแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือ ต้นทุนเพิ่ม แต่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายได้เต็มที่ เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังเปราะบาง หลายร้านจึงต้องลดกำไร ลดขนาด ตามด้วยปรับเมนู หรือชะลอการลงทุนเพื่อประคองธุรกิจ

ภาพกราฟิกสื่อถึงคนไทยรายได้ติดลบ แบกรับค่าครองชีพสูง กระทบร้านอาหารต้องลดโอที-หยุดจ้างงานใหม่ มีภาพ ฐนิวรรณ กุลมงคล และโลโก้ WEALTH IN DEPTH 3

หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ร้านอาหารขนาดเล็กจำนวนมากอาจเผชิญปัญหาสภาพคล่อง และเสี่ยงปิดกิจการ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการจ้างงาน เกษตรกร ผู้ค้าส่ง โลจิสติกส์ และเศรษฐกิจฐานรากโดยรวม

ในภาพใหญ่ ธุรกิจอาหารไม่ได้เป็นเพียงภาคบริการ แต่เป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและการจ้างงานอย่างกว้างขวาง ดังนั้น หากต้นทุนยังสูง โดยไม่มีมาตรการรองรับ ย่อมกระทบทั้งผู้ประกอบการและประชาชนในวงกว้าง

สมาคมภัตตาคารไทยจึงเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ทั้งการลดต้นทุนขนส่งสินค้าอาหาร การเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงการกระตุ้นกำลังซื้อ เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนถูกผลักไปสู่ประชาชนมากเกินไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...