Moody’s เตรียมจัดเรตติ้ง “สเตเบิลคอยน์” รับดีมานด์นักลงทุน ดันตลาดคริปโทฯ สู่กระแสหลัก
Moody’s เตรียมจัดเรตติ้ง “สเตเบิลคอยน์” หวังอุดช่องว่างความเชื่อมั่นนักลงทุน ท่ามกลางตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโตเร็วในเอเชีย แม้เตือนยังมีความเสี่ยงด้านเครดิตและกฎระเบียบ
วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.22 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า Moody's Ratings เตรียมออกการประเมินความน่าเชื่อถือ (เครดิตเรตติ้ง) สำหรับสเตเบิลคอยน์ (stablecoin) โดยใช้วิธีการของตนเอง เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางการขยายตัวของสินทรัพย์ดิจิทัลในเอเชียและทั่วโลก โดย Fabian Astic ผู้บริหารฝ่ายเศรษฐกิจดิจิทัลของบริษัท ระบุว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนการที่เทคโนโลยีการเงินดิจิทัลเริ่มเข้าสู่กระแสหลัก แม้ยังไม่เปิดเผยช่วงเวลาการเริ่มให้เรตติ้งอย่างเป็นทางการ
Astic อธิบายว่า ที่ผ่านมาเกิดช่องว่างระหว่างอุปสงค์และอุปทาน เนื่องจากผู้ออกสเตเบิลคอยน์พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ผู้ลงทุนยังระมัดระวังจากความไม่ชัดเจนด้านความเสี่ยงของคริปโต ทำให้ Moody’s เปลี่ยนบทบาทจากการติดตามมาเป็นมีส่วนร่วมเชิงรุกกับตลาดมากขึ้น โดยพยายามปรับบริการให้สอดรับกับเทคโนโลยีใหม่ เช่น บล็อกเชนและ AI
สเตเบิลคอยน์ ซึ่งมักผูกมูลค่ากับสกุลเงินอย่างดอลลาร์สหรัฐ ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อยกว่าคริปโตทั่วไป ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดราว 300,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปีก่อน และอาจขยายตัวถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์ในอนาคต
แม้สหรัฐฯ ยังเป็นตลาดหลัก แต่การผลักดันของ Moody’s เกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศในเอเชียเริ่มกำหนดกฎเกณฑ์รองรับ เช่น ญี่ปุ่นที่ออกกฎหมายตั้งแต่ปี 2566 และมีบริษัทฟินเทคอย่าง JPYC ออกสเตเบิลคอยน์สกุลเยนแล้ว ขณะที่เกาหลีใต้ ฮ่องกง และสิงคโปร์ ก็อยู่ระหว่างพัฒนากรอบกำกับดูแล แม้ยังเผชิญปัญหาความไม่สอดคล้องกันระหว่างระบบ
อย่างไรก็ตาม Astic เตือนว่า สเตเบิลคอยน์อาจไม่มั่นคงอย่างที่ชื่อเรียก เพราะต่างจากเงินของธนาคารกลาง สินทรัพย์ประเภทนี้ยังมีความเสี่ยงด้านเครดิต ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ออกในการไถ่ถอนมูลค่าได้จริง
เพื่อลดความไม่แน่นอน Moody’s ได้เผยแพร่วิธีการประเมินเรตติ้งในเดือนมีนาคม โดยพิจารณาคุณภาพสินทรัพย์สำรอง ความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด สภาพคล่อง ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ คู่สัญญา กฎหมาย และความปลอดภัยของเทคโนโลยีบล็อกเชน
ในเอเชีย สเตเบิลคอยน์มีศักยภาพใช้งานสูง โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาการโอนเงินระหว่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ รวมถึงภาคธุรกิจขนาดกลางและเล็กที่สามารถใช้เพื่อเร่งการชำระเงินและลดต้นทุน
นอกจากนี้ สเตเบิลคอยน์ยังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในอนาคตของตลาดการเงินดิจิทัล โดยเฉพาะเมื่อกระแสโทเคนไนเซชันของสินทรัพย์เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์ทั่วโลกได้ถึง 250 ล้านล้านดอลลาร์ ผ่านการแปลงเป็นโทเคนบนบล็อกเชน
อย่างไรก็ดี อุปสรรคสำคัญยังคงอยู่ ทั้งความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ การกระจายตัวของตลาด และการขาดความเชื่อมโยงระหว่างระบบ ซึ่งทำให้การใช้งานยังไม่สามารถขยายตัวได้เต็มที่ โดย Moody’s มองว่าการให้เครดิตเรตติ้งจะช่วยสร้าง “ความเชื่อมั่น” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของสเตเบิลคอยน์ในระยะยาว
อ้างอิง : asia.nikkei.com