จาก Bromance สู่ Womance ผู้หญิงกับมิตรภาพชวนจิ้น ที่ดันฟินกว่าเลิฟไลน์
แม้ไม่เคยนับตัวเองเป็นสาววาย เราทุกคนไม่ว่าชาย หญิง หรือเควียร์ ต่างเคยตกหลุมรักโบรแมนซ์ (Bromance) แฟนนิยายชุดเพชรพระอุมาชื่นชอบเคมีระหว่างรพินทร์กับแงซาย ชาวคริสต์ที่ศึกษาพันธสัญญาเดิมประทับใจมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างดาวิดผู้ล้มยักษ์กับโยนาธาน นักวรรณคดีวิจารณ์ทั่วโลกยังไม่อาจมูฟออนจากดีเบตเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอคิลลิสกับเปโตรคลัส
และทั้งหมดนั่นก็เป็นเพราะเรื่องราวเกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างชายหนุ่มที่ได้รับการนำเสนอและถ่ายทอดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านทุกน้ำเสียง ทุกช่องทาง และทุกรูปแบบที่เป็นไปได้ ขอเพียงได้ชื่อว่าเป็นพระเอก ไม่ว่าเรื่องที่ว่านั้นจะเป็นการ์ตูนโชเน็นหรือเซเน็น ละครหลังข่าวหรือหนังรางวัลออสการ์ วรรณคดีไทยหรือปกรณัมกรีก พระเอกย่อมต้องมีสหายคู่ใจ
ส่วนนางเอกน่ะหรือ จะมีบทกับเพื่อนฝูงไปทำไมมากมาย ความรักกับพระเอกต่างหากที่สำคัญกับหล่อนที่สุด
จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้
“เราได้เปลี่ยนผ่านจากยุค ‘Bromance’ มาสู่ยุคแห่ง ‘Womance’ เป็นที่เรียบร้อย ตัวละครหญิงไม่ใช่สิ่งที่ผู้เล่าใส่เข้ามาเพื่อเติมเต็มความรักให้กับตัวละครชายอีกต่อไป ผู้หญิงคือตัวแทนของวิธีเล่าเรื่องแห่งอนาคต” มิน ยงจุน (Min Yong Jun) คอลัมนิสต์ผู้ช่ำชองวัฒนธรรมป็อป วิเคราะห์เอาไว้ในบทความตีพิมพ์กับ CJENM ของเขา
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ข้อสังเกตนี้มาจากนักเขียนชาวเกาหลี ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ‘Female Narrive’ (여성 서사) ซึ่งมิได้หมายความถึงเรื่องเล่าของผู้หญิงเพียงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงเรื่องราวที่ถ่ายทอดประสบการณ์ ความปรารถนา และมุมมองของผู้หญิง ได้กลายมาเป็นคำศัพท์ที่ปรากฏตามสื่อออนไลน์กระแสหลักรูปแบบต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ปข่าว เพจรีวิว และบทความต่างๆ
ที่ตามมาติดๆ กันคือคลื่นลูกไม่เล็กของซีรีส์แนววูแมนซ์ (Womance) ซึ่งมุ่งเล่าถึงเส้นทางชีวิตของหญิงสาวและมิตรภาพที่พวกเธอมีต่อกัน
ที่มา: Mine(2021)
ไม่ว่ากระแสต่อต้านสตรีนิยมในประเทศจะรุนแรงเพียงใด แต่นักเล่าเรื่องชั้นเยี่ยมของเกาหลีใต้ก็ยืนหยัดที่จะยกหยิบเรื่องราวเกี่ยวกับความปรารถนาและความสามารถกระทำการ (Agency) ของผู้หญิงมาเล่า เหตุผลนั้นชัดเจน เพราะเรื่องของพวกเธอถูกมองข้ามมานาน มันจึงเป็นเหมือนกับบลูโอเชียนที่ยังไม่ถูกสำรวจในโลกแห่งการเล่าเรื่องนั่นเอง
แน่นอน ทำนองเดียวกับโบรแมนซ์ เมื่อมีมิตรภาพแน่นแฟ้น ย่อมต้องมีการจิ้น
สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รอง จาก Mine(2021)
นาฮีโดกับโกยูริม จาก Twenty Five Twenty One(2022)
โมมีกับชุนแอ จาก Mask Girl(2023)
จองนยอนกับยองซอ จาก Jeongnyeon: The Star is Born(2024)
ฮีรันและจูแอ จาก Aeme(2025)
ซาราห์และมีจอง จาก The Art of Sarah (2026)
และอีกมากมาย
ที่มา: Twenty Five Twenty One(2022)
รสขมอมหวานชวนเสพติดของการชิปคู่ Non-Canon
อ้างอิงจาก Urban Dictionary แคนอน (Canon) หมายถึงเป็นจริงในเรื่องราวหรือจักรวาลนั้นๆ ตัวละครคู่ที่ถูกเรียกว่า คู่แคนอน จึงหมายถึงคู่ที่ได้ลงเอยรักกันจริงๆ ตามเนื้อเรื่อง ส่วนคู่ที่ไม่แคนอน (Non-Canon) จึงหมายถึงคู่ที่ไม่ได้ลงเอยกันและ/หรือไม่ได้มีความรู้สึกเชิงโรแมนติกต่อกันเลยตามเนื้อเรื่อง
อาจกล่าวได้ว่า ในวัฒนธรรมแฟนด้อม การชิปคู่ไม่แคนอนนั้นเป็นพื้นที่ที่มีความเควียร์สูงมากมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะหากพิจารณาตามจริง ตัวละครเควียร์เพิ่งจะสามารถรักชอบกันอย่างเปิดเผยบนหน้ากระดาษ (หรือบนจอ) ได้เมื่อไม่นานมานี้เท่านั้นเอง
แต่ในเมื่อปัจจุบันเรามีสื่อแนว Girls’ Love หรือ Boys’ Love ที่ไม่ว่าอย่างไรคู่เอกก็แคนอนแน่ๆ ให้เสพแล้ว จะยังมีเหตุผลอะไรที่ทำให้ผู้ชมยังคงชื่นชอบคู่ไม่แคนอนอยู่ละ
นั่นก็เพราะแฮปปี้เอนดิงมิใช่ปัจจัยเดียว และยังมิใช่ปัจจัยสำคัญในการชิปแต่อย่างใด ไลรา เฮล (Lyra Hale) นักเขียนเควียร์ชาวนิวยอร์กเชื้อละติน เขียนถึงประสบการณ์อันมีเอกลักษณ์ในการชิปของเธอว่า
“เรามองเห็นตัวเองในตัวละคร และก็เพราะใช้ชีวิตเป็นเควียร์เองอยู่แล้ว ความรู้สึกอยากชิปเกิดจึงขึ้นกับเราผ่านกระบวนการคิดประมาณว่า ‘ตัวละครคู่นี้มีความเป็นไปได้นะ คู่นี้ดูสปาร์กกันได้ คู่นี้ดูเป็นคนแบบที่ฉันพอจินตนาการว่า ตัวเองจะรู้สึกชอบออก’ และยิ่งคุณมาห้ามเราไม่ให้ชอบอะไร เราก็ยิ่งอยากชิปมากขึ้นเท่านั้น
“หากมีใครมาบอกว่า ความเชื่อมโยงระหว่างตัวละคร 2 คนนั้นเกิดจากการที่เราคิดไปเอง เราคงเจ็บอยู่บ้าง หลายครั้งเรารู้สึกซื่อบื้อที่ดันไปมองเห็นสายสัมพันธ์บางอย่างที่อาจไม่มีอยู่จริง แต่นี่คือความรู้สึกที่เควียร์คุ้นเคยดี เรามองเห็นอะไรที่คนอื่นไม่เห็น เพราะเราไม่ได้มองโลกผ่านเลนส์รักต่างเพศ (Heteronormative) ที่ครอบงำสังคมไว้”
นอกจากฟินกว่า แล้วยังดู ‘เทสต์ดี’ กว่า?
ในวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ โลกภาษาอังกฤษจะมีคำว่า ไฮบราว (High Brow) และโลว์บราว (Low Brow) อยู่ อาจไม่ได้ใช้แบ่งแยกความเป็นสื่อ ‘ชั้นสูง’ หรือ ‘ชั้นต่ำ’ อย่างเถรตรงและเหยียดหยามโจ่งแจ้ง แต่แน่นอนว่าเมื่อแบ่งเอาไว้แล้ว ย่อมมีคำหนึ่งที่ถูกยกไว้เหนือกว่าอีกคำ
ไฮบราวมักใช้พูดถึงงานที่มีชั้นเชิง มีความเป็นศิลปะ อาศัยการตีความ หากมีรางวัลการันตีด้วยก็จะดี พูดง่ายๆ คืองานกลุ่มอาร์ตๆ ที่รู้สึก ‘เทสต์ดี มีการศึกษา’ เมื่อได้อ้างอิงนั่นละ ในขณะที่โลว์บราวถูกนำมาใช้พูดถึงงานที่มีความแมส เบาสมอง ย่อยง่าย เสี่ยงต่อการโดนพวกเทสต์ดีมองว่า ‘เกร่อ’
หากอ่านบทความมาถึงตรงนี้ได้ หลายคนคงพอเดาถูกว่า หากเทียบสื่อที่ถูกจัดให้อยู่แนวอื่นๆ ซึ่ง ‘จริงจัง’ กว่า โดยมีโบรแมนซ์/ วูแมนซ์ เป็นองค์ประกอบรอง สื่อแนวโรแมนซ์ที่หมุนรอบความรักของตัวละครโดยตรง มักโดนมองว่าใช้สมองน้อยกว่า จึงจัดเป็นสื่อโลว์บราว
คมอีกฝั่งหนึ่งของดาบกระแสวูแมนซ์แห่งทศวรรษ 2020 จึงคือมุมมองที่ว่า โรแมนซ์ตื้นเขินและมีคุณค่าน้อยกว่า ต่างจากแนวอื่นๆ ที่มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง ที่น่าสนใจก็คือ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สัดส่วนสื่อแนวโรแมนซ์นั้นถูกเขียนขึ้นโดยผู้หญิงเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูง ทั้งยังเป็นแนวที่สังคมจับยัดลงกล่อง ‘แนวผู้หญิง’ มาช้านาน
หรือนี่จะเป็นปฏิทรรศน์ (Paradox) แห่ง Female Narrative ที่เราหลายคนมองข้ามไป เรื่องเล่าของผู้หญิงถูกผลักดันให้สามารถจับจองพื้นที่มากขึ้นได้ผ่านความนิยมใหม่ ทว่าในขณะเดียวกัน วิธีการเล่าเรื่องแบบเดิมที่ถูกแทนค่าให้เป็นของผู้หญิงกลับถูกลดทอนคุณค่าลงยิ่งกว่าเดิม
แม้ผู้หญิงจะได้รับสิทธิให้เป็นตัวเอกของเรื่องแล้ว แต่วิธีการที่พวกเธอใช้เล่าเรื่องเหล่านั้นก็ยังคงถูกจัดลำดับชั้น และน่าเสียดายที่พวกเราส่วนมากถูกเสี้ยมสอนให้เชื่อว่า เรื่องรักที่ถูกเล่าตีแผ่ออกมาอย่างตรงไปตรงมา มีคุณค่าไม่สู้เรื่องราวที่ความรักความสัมพันธ์ถูกเบียดบังให้คลุมเครือ ซ้ำร้ายยังไม่มีชื่อเรียก
อ้างอิง
Women Desire, Too
https://www.cjenm.com/en/1stlook/female-centric-kcontents-in-2022/
Queerly Not Straight: Why Queer Non-Canon Ships Are So Popular
https://fangirlish.com/2019/07/02/queerly-not-straight-why-queer-non-canon-ships-are-so-popular/
Bromance vs. Romance https://www.huffpost.com/entry/womance-vs-bromance_b_5576710
If there’s bromance, there’s womance in K-drama https://www.thediarist.ph/if-theres-bromance-theres-womance-in-k-drama/