เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซียไซรัส ประเมินแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index มีแนวโน้มแกว่งตัว Sideways to Sideways Up ได้ต่อเนื่องหลังวานนี้ทะลุผ่านแนวต้าน 1,430 จุดได้เป็นครั้งแรก ตั้งแต่ปรับลงแรงหลังสงคราม ทำให้ภาพเทคนิคระยะสั้นเป็นบวกมากขึ้น
ขณะที่บรรยากาศการลงทุนยังค่อนข้างผ่อนคลาย แม้สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจะยังมีการโจมตีกันอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันดิบยังค่อนไปในทางทรงตัว ล่าสุด Brent ยืนที่ US$103 ต่อบาร์เรล ซึ่งสะท้อนว่าตลาดอ่อนไหวต่อประเด็นดังกล่าวน้อยลง รวมถึงอาจเริ่มให้น้ำหนักต่อโอกาสที่สงครามมีโอกาสคลี่คลายในช่วง 3 สัปดาห์ข้างหน้า หากอ้างอิงข้อมูลจากสหรัฐฯ และอิสราเอล
อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามคืนนี้คือการประชุม Fed ซึ่งแน่นอนว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ย แต่โฟกัสจะอยู่ที่ถ้อยแถลงและมุมมองของประธาน Fed ต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงคราม รวมถึงติดตามประมาณการเศรษฐกิจใหม่และ Dot Plot ส่วนวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมของ BoJ ECB BoE สำหรับไทยล่าสุดวันนี้เริ่มขยับราคาน้ำมันขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเพดานน้ำมันดีเซลจะอยู่ที่ 33 บาท ซึ่งเรามองว่าเป็นระดับที่ไม่สูงมาก คาดว่าจะช่วยลดผลกระทบต่อเงินเฟ้อและค่าครองชีพให้ไม่เร่งตัวขึ้นมาก ส่วนวันพรุ่งนี้จะมีการโหวตเลือกนายกฯ และคาดจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จภายในปลาย มี.ค.- ต้น เม.ย. เป็น Sentiment บวกจากความคาดหวังนโยบายเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและยาวที่จะทยอยออกมาในระยะถัดไป
กลยุทธ์ : เน้นลงทุนในหุ้นที่มีกระทบจำกัดต่อความเสี่ยงราคาน้ำมันและเงินเฟ้อจากผลของสงคราม
หุ้นเด่นเดือน มี.ค. : BDMS, CPALL, CPF, MTC, NSL
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : GULF
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 67.50 บาท
• เรามองว่า GULF เป็นหนึ่งในหุ้นที่ถูกกระทบจำกัดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับขึ้น เนื่องจากโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็น IPP สามารถส่งผ่านต้นทุนได้ รวมถึงมีส่วนแบ่งกำไรจากบ.ร่วมอย่าง ADVANC เป็นอีกฐานกำไรหลัก
• ระยะสั้นกำไร 1Q26 คาดยังแข็งแกร่งต่อเนื่องจากกำลังการผลิตโซลาร์ใหม่ที่ COD ปลายปี 2025 ขณะที่กำไร ADVANC ยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง คาดกำไรปี 2026 +28% y-y หากสงครามคลี่คลายเราคาดว่า GULF ยังเป็นเป้าหมายในการซื้อของกระแสเงินทุนต่างชาติ ระยะยาวได้แรงหนุนจาก Theme Infra-Tech
• แนวรับ 56//55.25 บาท แนวต้าน 58//59.25-60 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดตลาดยังมีความผันผวน แต่มีสัญญาณซื้อจากนักลงทุนให้เห็นบ้างแล้ว คาดว่า ถ้าวันนี้ ตลาดยังมองในเรื่องการเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซอยู่ ตลาดจะบวกต่อได้ ส่วนของไทย ต้องรอดูว่าศาลฯ จะรับคำร้องเรื่องบัตรเลือกตั้งหรือไม่ รวมทั้งจะสั่งให้ชะลอการตั้งรัฐบาลหรือไม่ด้วย
ปัจจัยในประเทศ
- เรื่องสำคัญของวันนี้ ประเด็นบัตรเลือกตั้ง: วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับคำร้อง ปมบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับและขัดต่อรัฐธรรมนูญ หากมีการรับคำร้องและ ให้ชะลอการตั้งรัฐบาล อาจมีผลต่อตลาดหุ้นได้
- มาตรการรับมือราคาพลังงาน: รัฐบาลเตรียมคุมราคาดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร แม้สถานะกองทุนน้ำมันจะติดลบสะสมมากกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท รวมถึงมีแผนกู้เงินแสนล้านและเจรจาซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพื่อลดภาระค่าครองชีพแต่ต้องรอรัฐบาลใหม่ลงนามอนุมัติกู้เงิน พร้อมเตรียมตรึงค่าไฟฟ้างวดใหม่ พ.ค.-ส.ค. 69 ตามเป้าหมายเดิมที่ 3.88 บาทต่อหน่วย พร้อมเร่งใช้ B10 และขยับเพิ่มส่วนต่างราคาแก๊สโซฮอล์ E10 (95/91) และแก๊สโซฮอล์ E20 เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ 3 บาทต่อลิตร …. ผลกระทบเกิดกับหุ้นโรงไฟฟ้า และหุ้นปั๊มน้ำมัน
- ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 32.33 บาท/ดอลลาร์ (เปิดตลาดช่วงเช้าที่ 32.40 บาท/ดอลลาร์) ปัจจัยหลักที่นักลงทุนจับตาคือ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่ และผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางประเทศหลักที่จะทยอยออกมาในสัปดาห์นี้ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด), ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ), ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB)
- กระแส Fund Flow: นักลงทุนต่างชาติ ในตลาดหุ้นซื้อสุทธิ 2,441 ล้านบาท (รวมตลาด SET และ MAI)
ในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ 1,892 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศ
- สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน : การโจมตียังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดรนและขีปนาวุธของอิหร่านโจมตีแหล่งน้ำมันหลายแห่งของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ทำให้มีการระงับการขนส่งน้ำมัน กดดันราคาน้ำมันดิบยืนสูงต่อเนื่อง ติดตามการรวบรวมพันธมิตรของโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงการขอความร่วมมือจากจีน เพื่อให้ช่วยเปิดเส้นทางขนส่งช่องแคบฮอร์มุซ ด้านอิหร่านตั้งเงื่อนไขการผ่านเส้นทางเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยส่วนใหญ่จะพิจารณาจากการเลือกข้างทางการเมือง ระหว่างนี้อาจได้เห็นหลายประเทศเข้าพยายามเจรจากับอิหร่านได้
- การประชุม FOMC : ผลการประชุม FOMC ตามเวลาประเทศไทยจะรู้ช่วงเช้าพรุ่งนี้ (19) โดยตลาดมองว่าเป็นไปได้สูงที่จะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ดังเดิม จากสงครามอิหร่าน ที่ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงาน ซึ่งเป็นตัวกดดันเงินเฟ้อได้
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
- JN – Exports; (คาดการณ์: 2.98%, ครั้งก่อน: 16.80%)
- US – PPI Final Demand; (คาดการณ์: 0.29%, ครั้งก่อน: 0.50%)
- US – FOMC Rate Decision; (คาดการณ์กรอบบน: 3.72%, คาดการณ์กรอบล่าง: 3.47%)
- TH – การประชุมศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569
Technical : BCH, KAMART
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,420 – 1,430 แนวต้าน 1,440 – 1,450 คาดได้หนุนจากกำไรของกลุ่มพลังงาน & ปิโตรเคมีในงวด Q1/69 มีโอกาสสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ และรอผลการประชุม ธ.กลางหลัก ๆ แนะนำทยอยซื้อ ADVANC,TRUE,KBANK,SCB,KTB,GULF เป็นกลุ่ม Value Stock / เก็งกำไร PTTGC,IVL ได้ประโยชน์จากสเปรดผลิตภัณฑ์ปรับสูงขึ้น
TFG* (ซื้อเมื่ออ่อนตัว / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 5.85 บาท) ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้โตต่อเนื่อง 10-15% จากการขยายกำลังการผลิตในเวียดนาม และธุรกิจไก่ในประเทศ พร้อมตั้งงบประมาณไว้ที่ 4 พันล้านบาท ทั้งการขยายสาขา Thai Foods Fresh Market (2.35 พันล้านบาท) จาก 615 สาขาในปี 68 เป็น 850 สาขา ภายในสิ้นปี 69 ซึ่งช่องทางค้าปลีกมี margin ที่สูง รองรับการเนื้อสัตว์ภายในกลุ่มที่ปัจจุบันไม่มีการขายหมูเป็นแล้ว คาดสัดส่วนรายได้ของร้าน retail เพิ่มเป็น 50% จาก 38% ในส่วนต่างประเทศมีแผนรุกตลาดเวียดนามขยายฐานลูกค้า โดยบริษัทจะเริ่มก่อสร้างโรงอาหารสัตว์ และขยายธุรกิจไก่ เพิ่มเติมจากธุรกิจสุกรที่มีอยู่แล้ว ขณะเดียวกันแนวโน้มวัตถุดิบในปี 69 ทำสัญญาล็อกราคาวัตถุดิบไว้แล้วประมาณ 60-70% ช่วยบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุน คาด GPM ในปี 69 ลดลงจากฐานที่สูงของปีก่อนตามราคาเนื้อสัตว์ แต่ยังอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 15% และมีเสถียรภาพมากขึ้นจากธุรกิจ retail ทั้งนี้ในปี 69-70 อิงจาก consensus ตลาดคาดกำไรสุทธิ 6.2 พันล้านบาท -16%YoY และ 6.7 พันล้านบาท +8%YoY
TMAN* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 16.73 บาท) กำไรสุทธิปี68 อยู่ที่ 523 ลบ. +16%YoY โดยหักตัดรายการพิเศษบวก(ค่าสินไหมทดแทนจากอัคคีภัย) กำไรจะ +6% หนุนด้วยรายได้ +13%YoY โตได้เด่นผ่านลูกค้ากลุ่มโรงพยาบาล และลูกค้ากลุ่มค้าปลีก ส่วนการดำเนินงานในช่วง 1Q69 คาดว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดีตามสภาพอากาศที่มีฝุ่นมากและรับรู้รายได้จากธุรกิจ DBU ใหม่ ด้าน TMAN* เอง ตั้งเป้าหมายรายได้ปี69 +10-15%/เป้ารายได้ปี72 ที่ 4,000 ลบ. ปัจจุบัน ตลาดคาดกำไรสุทธิของ TMAN* ปี69 และ70 จะอยู่ที่ 515 ลบ.(-2%YoY/แต่หากตัดรายการพิเศษในปี68 ออกจะ +8%YoY) และ 569 ลบ.(+10%YoY)