12 หุ้นแกร่งเหนือตลาด! หลังน้ำมันปรับขึ้น 6 บาท หนุนกลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพ-น้ำมันปาล์ม วิ่งคึก โบรกฯ แนะ “เก็งกำไรตามรอบ” พร้อมระวังแรงเทขาย
12 หุ้นกลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพ-น้ำมันปาล์ม กอดคอกันวิ่งคึกสวนทางดัชนีตลาดหุ้นไทยติดลบ 14.99 จุด หลัง กบน. มีมติปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีก 6 บาท/ลิตร เพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันฯ หนุนความน่าสนใจเชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มขึ้น ท่ามกลางราคาน้ำมันดิบโลกทรงตัวสูงจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง ฟากโบรกฯ แนะ "เก็งกำไรตามรอบ" เมื่อเห็นสัญญาณราคา Commodity ขยับขึ้น และระวังแรงเทขายหากมีแผนสกัดราคา
โดยราคาหุ้น บริษัท ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TAE ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ระดับ 1.27 บาท เพิ่มขึ้น 0.16 บาท หรือ +14.41% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 47.03 ล้านบา
ขณะที่ราคาหุ้น บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ระดับ 0.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.07 บาท หรือ +9.59% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 70.47 ล้านบาท
ส่วนราคาหุ้น บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ BBGIปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ระดับ 4.16 บาท เพิ่มขึ้น 0.28 บาท หรือ +7.22% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 21.46 ล้านบาท
เช่นเดียวกับราคาหุ้น บริษัท ไบโอ กรีน เอ็นเนอร์ยี่ เทค จำกัด (มหาชน) หรือ BIOTEC ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ระดับ 0.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.02 บาท หรือ +7.14% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 20.36ล้านบาท
อีกทั้ง ราคาหุ้น บริษัท เอไอ เอนเนอร์จี จำกัด (มหาชน) หรือ AIE ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ระดับ 1.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาท หรือ +6.84% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 10.56ล้านบาท
รวมถึงราคาหุ้น บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ระดับ 5.05 บาท เพิ่มขึ้น 0.23 บาท หรือ +4.77% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 69.90ล้านบาท
สำหรับราคาหุ้น บริษัท เอเชียนน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) หรือ APOปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ระดับ 2.34 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือ +4.46% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 5.08ล้านบาท
นอกจากนี้ ราคาหุ้น บริษัท วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ VPO ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ระดับ 0.71 บาท เพิ่มขึ้น 0.03 บาท หรือ +4.41% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 52.19ล้านบาท
รวมทั้งราคาหุ้น บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) หรือ UVANปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ระดับ 16.10 บาท เพิ่มขึ้น 0.60 บาท หรือ +3.87% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 19.51ล้านบาท
ด้านราคาหุ้น บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ระดับ 2.64 บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาท หรือ +3.13% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 23.45ล้านบาท
รวมทั้งราคาหุ้น บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGCปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ระดับ 4.04 บาท เพิ่มขึ้น 0.12 บาท หรือ +3.06% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 0.29ล้านบาท
และราคาหุ้น บริษัท ชุมพรอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) หรือ CPIปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ระดับ 3.52 บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาท หรือ 2.33% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 2.58ล้านบาท
ทั้งนี้ ราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นภายหลัง กบน. มีมติให้ปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกทุกชนิด 6 บาท/ลิตร มีผลใน วันนี้ (26 มี.ค.69) เพื่อลดภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมันฯ ที่เผชิญปัญหาสภาพคล่องหนัก โดยชดเชยถึง 2,592 ลบ./วัน
ซึ่งสวนทางกับดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ที่ปรับตัวลดลง 14.99 จุด หรือ -1.03%มาปิดที่ระดับ 1,442.92จุด ด้วยมูลค่าซื้อขาย 65,310.89ล้านบาท
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก "น้ำมันปาล์ม" และ "เอทานอล" ขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นในภาคพลังงานของไทย ในฐานะวัตถุดิบหลักสำหรับการผลิตไบโอดีเซลและแก๊สโซฮอล์ พลังงานทางเลือกเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ประเทศรับมือกับวิกฤตราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดความเสี่ยงของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องแบกรับภาระการอุดหนุนราคาพลังงานมูลค่ามหาศาล โดยในช่วงวันที่ 9-15 มี.ค. 2569 การจ่ายเงินสนับสนุนเฉลี่ย 1,700 ลบ./วัน และฐานะกองทุนน้ำมันฯ ติดลบ 1.26 หมื่นลบ.
นอกจากนี้ ภาครัฐมีการเตรียมมาตรการรับมือเพิ่มเติมโดยจะพิจารณาปรับสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น จากเดิม B5 ได้เพิ่มสัดส่วนเป็น B7 และมีแผนจะเพิ่มขึ้นเป็น B10 หรือ B20 ในระยะต่อไป และการสนับสนุนการใช้ E20 เป็นต้น
โดยสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่อแววยืดเยื้อและยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในระยะเวลาอันใกล้ ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่กดดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เมื่อต้นทุนพลังงานจากฟอสซิลมีราคาแพง ความน่าสนใจและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจึงเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ปัจจัยนี้ทำหน้าที่เป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ผลักดันให้ความต้องการใช้ (Demand) ทั้งน้ำมันปาล์มเพื่อผลิตไบโอดีเซล และเอทานอลเพื่อผลิตแก๊สโซฮอล์ ขยายตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือ หากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อลากยาวไปพร้อมๆ กับการที่ไทยและภูมิภาคต้องเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" (El Nino) ซึ่ง สทนช. คาดจะเริ่มต้นตั้งแต่ช่วง พ.ค. 2569 เป็นต้นไป เข้ามาซ้ำเติม ภาวะภัยแล้งและปริมาณน้ำฝนที่ทิ้งช่วงจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตร ทำให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันและอ้อย (วัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอล) ออกสู่ตลาดลดลงอย่างหนัก เมื่อความต้องการใช้พลังงานทดแทนพุ่งสูงขึ้น แต่ฝั่งอุปทาน (Supply) กลับหดตัวลงจากภัยแล้ง สถานการณ์นี้จะกลายเป็นความเสี่ยงขาขึ้น (Upside Risk) สำคัญที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) และเอทานอลปรับตัวสูงขึ้นแรงกว่าปกติ
ภายใต้ภาวะราคาวัตถุดิบสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและปรากฏการณ์เอลนีโญ กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดคือ ผู้ประกอบการกลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) โรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ รวมถึงผู้ผลิตน้ำตาลและมันสำปะหลังที่มีธุรกิจเอทานอลครบวงจร โดยเฉพาะกลุ่มที่มี "สต็อกต้นทุนต่ำ" และ "มีพื้นที่ปลูกเป็นของตนเอง" จะได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญจากการขยายตัวของส่วนต่างราคา (Margin) ผ่านการรับรู้กำไรจากมูลค่าสต็อก (Inventory Gain) และมีต้นทุนวัตถุดิบที่คงที่กว่าคู่แข่งที่ต้องจัดหาใหม่ทั้งหมด
สำหรับหุ้นที่คาดจะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้ ได้แก่
กลุ่มผู้ผลิตไบโอดีเซลและเอทานอล (BBGI, GGC, UBE): ได้ประโยชน์จากภาครัฐจะเน้นอุดหนุนราคาขายปลีกและลดราคา E20 เพื่อจูงใจการใช้ ซึ่งจะช่วยหนุนปริมาณการขายเอทานอลให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวสูง
กลุ่มผู้ผลิตปาล์มน้ำมันครบวงจร (UVAN, VPO, CPI): โดยเฉพาะผู้ที่มีสัดส่วนพื้นที่ปลูกเองสูงจะสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ ทำให้ได้รับประโยชน์เต็มที่จากราคา CPO ขาขึ้น ส่งผลให้ Margin กว้างขึ้นชัดเจน
กลุ่มผู้ผลิตน้ำตาลและเอทานอล (KSL, KTIS, BRR): ได้อานิสงส์จากราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่พุ่งสูงจากปัญหาภัยแล้งควบคู่ไปกับราคาขายเอทานอลที่ปรับขึ้นตามทิศทางราคาสินค้าเกษตรอ้างอิงและกลไกตลาด
อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่ต้องจับตา คือ สินค้ากลุ่มนี้มีผลกระทบต่อค่าครองชีพโดยตรง จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกภาครัฐแทรกแซง อาทิ การสั่งลดสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ, การประกาศเป็นสินค้าควบคุมราคา (น้ำตาล/น้ำมันขวด) หรือการจำกัดการส่งออก เพื่อคุมเงินเฟ้อในประเทศ
ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนที่เหมาะสมสำหรับหุ้นกลุ่มนี้จึงควรเน้น "เก็งกำไรตามรอบ (Trading)" เมื่อเห็นสัญญาณราคา Commodity ขยับขึ้น และให้ระวังแรงเทขายหากมีข่าวหน่วยงานรัฐ (กบง./กกร.) มีแผนออกมาตรการสกัดราคา