โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตพลังงานโลก! น้ำมัน-ก๊าซพุ่ง เร่งวิกฤตโลกร้อนหนักกว่าเดิม

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 23 มี.ค. เวลา 04.00 น.
“ดร.สนธิ” เตือน “วิกฤตน้ำมัน” และก๊าซทำให้หลายประเทศกลับไปใช้พลังงานสกปรก เช่น ถ่านหิน เพิ่มมลพิษและก๊าซเรือนกระจก การขุดเจาะและใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้น ยังเสี่ยงทำลายระบบนิเวศและเร่งโลกร้อน

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันและก๊าซแพงกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยเฉพาะเมื่อปัจจัยหลักมาจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้พลังงานฟอสซิลเกิดภาวะขาดแคลนและราคาพุ่งสูง วิกฤตครั้งนี้จึงมีทั้งด้านลบที่เร่งให้เกิดมลพิษในระยะสั้น และด้านบวกที่กลายเป็นแรงผลักดันให้โลกหันไปสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว

ในด้านผลกระทบเชิงลบ หลายประเทศจำเป็นต้องหันกลับไปใช้แหล่งพลังงานที่ก่อมลพิษสูงเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานระยะสั้น หนึ่งในนั้นคือการกลับมาใช้ถ่านหิน โดยประเทศในยุโรปและเอเชีย เช่น เยอรมนี จีน และอินเดีย มีการเปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินอีกครั้ง หรือเลื่อนแผนปิดโรงไฟฟ้าออกไปเพื่อชดเชยการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) และมลพิษทางอากาศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน การผลิตและการขนส่งเชื้อเพลิงฟอสซิลก็เพิ่มขึ้นตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการขุดเจาะน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของก๊าซมีเทน (CH₄) ก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพในการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า นอกจากนี้ ในประเทศที่มีรายได้น้อย การเข้าถึงพลังงานที่ยากขึ้นยังทำให้ประชาชนหันไปใช้ไม้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า และกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม วิกฤตพลังงานครั้งนี้ก็มีอีกด้านที่อาจเป็นโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืน เมื่อราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น พลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมจึงมีความคุ้มค่ามากขึ้นในเชิงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในยุโรปที่มีการประเมินว่าวิกฤตครั้งนี้อาจช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวให้เร็วขึ้นถึง 5–10 ปี

นอกจากนี้ วิกฤตดังกล่าวยังช่วยกระตุ้นให้เกิดความตระหนักด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในระดับภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน ผ่านมาตรการประหยัดพลังงานและการลงทุนในเทคโนโลยีที่ลดการใช้พลังงาน เพื่อลดต้นทุนและความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่ผันผวน

ในเชิงนโยบายระยะยาว สหภาพยุโรปได้ผลักดันแผน REPowerEU เพื่อเร่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ได้ถึง 42.5–45% ภายในปี 2030 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าท่ามกลางวิกฤต ยังมีโอกาสในการปรับตัวสู่อนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น

ท้ายที่สุด วิกฤตน้ำมันและก๊าซในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาด้านพลังงาน แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กำหนดทิศทางของสิ่งแวดล้อมโลก ว่าจะถอยหลังสู่การพึ่งพาฟอสซิล หรือก้าวไปข้างหน้าสู่พลังงานสะอาดอย่างแท้จริง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...