โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘ศิริกัญญา’ บอกเคยเตือนแล้วปมรัฐบาลใช้งบกลางจนไม่มีใช้ช่วงวิกฤต

The Reporters

อัพเดต 09 เม.ย. เวลา 11.18 น. • เผยแพร่ 09 เม.ย. เวลา 11.18 น.

'ศิริกัญญา' บอกเคยเตือนแล้วปมรัฐบาลใช้งบกลาง 1 ใน 3 จนไม่มีใช้ช่วงวิกฤต มองนโยบายรัฐบาลเหมือน GPS ที่ไร้เป้าหมาย หวั่นหนี้สาธารณะพุ่ง หลังมีข่าวลือจ่อออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านข้ามหัวสภาฯ

วันนี้ (9 เม.ย. 69) ในการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่ 1 วาระด่วน การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลคือสัญญาประชาคมจะขับเคลื่อนประเทศไปที่จุดหมายใด ใช้ระยะเวลาเท่าไร เปรียบง่าย ๆ เหมือน GPS นำทาง ซึ่งนโยบายนี้ยังเป็น GPS แบบเดิมแบบเบลอ ๆ มองใกล้ไม่ชัด มองไกลไม่เห็น ที่มองใกล้ไม่ชัดเพราะนโยบายระยะสั้น นโยบายเร่งด่วนไม่ได้เขียน และที่มองไกลไม่เห็น เพราะอ่านจนจบแล้ว ไม่เห็นเป้าหมายปลายทาง จะเดินหน้าไปสู่อะไร

นโยบายเร่งด่วน เหมือนเขียนปน ๆ รวม ๆ กันมา ไม่รู้ว่า 1 ปีหรือ 2 ปี ปัจจุบันด้วยสถานการณ์ตะวันออกกลาง เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง ปัญหาเรื่องซัพพลายช็อกจะอยู่กับเราไปยาว ๆ ทำให้คาดการณ์ GDP ของทุกสำนักที่ประเมินออกมาไม่เกิน 1.5% ส่วนเงินเฟ้อน่าจะพุ่งเกิน 3% ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะโตต่ำ โดยวิธีทางแก้ที่จะนำพาประเทศออกจากวิกฤตนี้ก็จะยากขึ้น เพราะจะกระตุ้นมากก็ไม่ได้ ของจะแพงขึ้นไปอีก และสินค้ามีทีท่าว่าจะขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง จึงเกิดคำถามว่ารัฐบาลจะเยียวยาประชาชนอย่างไร เพราะยังไม่เห็นนโยบายอะไรนอกจากโครงการคนละครึ่ง ซึ่งอยู่ในโหมดของทักษะดิจิทัล ไม่ได้อยู่ในเศรษฐกิจ

เมื่อวานนี้มีข่าวออกมาว่ารัฐบาลนี้จะมีมาตรการอะไรออกมาบ้าง ในขณะที่น้ำมันขึ้นแล้ว 2 สัปดาห์ แต่มาตรการเพิ่งออกเมื่อวาน ไม่รู้ว่านายกฯ สั่งวันนี้หรือไม่ ถึงได้ออกมาตรการมาเมื่อวาน ซึ่งน่าแปลกใจว่าอย่างน้อย ๆ น่าจะใส่ในคำนโยบายไว้บ้างให้ประชาชนอุ่นใจ แม้จะมีอยู่ก็จริง แต่บรรทัดเดียว ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไร แทนที่จะได้มาถกกันว่าระยะเร่งด่วน ประชาชนจะได้รับความช่วยเหลือเพียงพอหรือไม่ มีอะไรที่ต้องทำเพิ่มเติมบ้าง

สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะเริ่มได้ในเดือน พ.ค. นี้ แต่ผู้ได้รับผลประโยชน์ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการคนละครึ่งพลัส จะเหลือเพียงแค่ 9 ล้านคนจาก 13.4 ล้านคน คำถามคือถ้าต้องคัดกรองผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่สามารถทำได้เสร็จภายในเดือน พ.ค. หรือไม่ เพราะรอบที่แล้วมีความเจ็บปวดมาก ประชาชนต้องไปอำเภอหลายครั้ง ต้องพาลูกเมียไปเพื่อยืนยัน และมอบการอนุญาตเข้าถึงข้อมูล สิ่งที่เรายังไม่รู้อีกอย่างคือระยะเวลาโครงการยังไม่ชัดเจน แต่ที่ชัดเจนแล้วคือเงินที่นำมาใช้คือการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณและงบกลาง ซึ่งถ้าจะออก พ.ร.บ. โอนงบฯ 2569 ในช่วงเดือน เม.ย. - พ.ค. จริงหรือ มันจะคล้าย ๆ กับการเกลี่ยก่อนกู้ ตกลงจะกู้จริง ๆ แล้วหรือไม่ เพราะมีข่าวลือว่ารัฐบาลจะมีแผนออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ข้ามหัวสภาไปเลย โดยใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยวิธีการนี้สะท้อนปัญหาวิกฤติการคลังที่รัฐบาลเผชิญอยู่ ถึงจะไม่มีวิกฤตพลังงาน ก็มีความเสี่ยงทางด้านการคลังที่ค่อนข้างวิกฤตอยู่แล้ว

ส่วนฝั่งรายจ่ายก็กำลังมีปัญหา เพราะงบกลางก็ถูกใช้ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านบาท สมัยแรก ๆ ของรัฐบาลอนุทิน 1 ส่วนเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินก็เหลืออีกไม่มาก เท่าที่ได้ไปสืบทราบมาเหลืออยู่ประมาณ 25,000 ล้านบาท ซึ่งตอนแถลงนโยบายเดือน ก.ย. 2568 ตนเคยพูดถึงโครงการคนละครึ่งที่ต้องใช้เงิน 44,000 ล้านบาท บวกกับเงินที่ต้องเติมในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 20,000 ล้านบาท ใช้เงินในส่วนของงบกลาง ซึ่งต้องสำรองไว้ในยามฉุกเฉินจำเป็นจริง ๆ ใช้ไปเยอะมาก แค่เดือนแรก ๆ ใช้ไป 1 ใน 3 ของเงินสำรองนี้ ตนเองเคยเตือนไว้แล้วว่าหากเกิดวิกฤตจริง ๆ จะยุ่ง แล้วก็ยุ่งจริง ๆ ตอนนี้รัฐบาลต้องหาเงินเพิ่มในการโอนงบ

นางสาวศิริกัญญา ย้ำว่า ที่จะทำแบบนี้ ทำเพื่อแก้ไขปัญหาทางการคลังที่เป็นฐานะของท่านเองหรือแก้ไขปัญหาให้ประชาชนกันแน่ ตนมองว่าหากออกช่วงไตรมาส 3 จะเสียมากกว่าได้ เพราะงบประมาณถูกใช้จ่ายไปมากแล้วเกิน 60% เมื่อท่านเขียนเกณฑ์แบบหลวม ๆ เหมือนตอนที่ท่านบอกให้ประหยัดพลังงาน และออกเกณฑ์ว่าห้ามข้าราชการดูงานต่างประเทศ แต่มีติ่งไว้ว่าให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าหน่วย รับรองว่าก็ไม่เหลืองบให้โอนอยู่ดี อีกทั้งขั้นตอนการโอนงบประมาณไม่ได้เร็ว และจะทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณหยุดชะงักในไตรมาส 3 แทนที่จะมีเงินจากรัฐบาลทำให้เศรษฐกิจยังพอเติบโตไปได้ ก็จะหยุดชะงักไปเลย แต่ความไม่เร็ว ก็ไม่ใช่เหตุผลที่ท่านจะออกเป็น พ.ร.ก.

สำหรับการลดภาษีสรรพสามิตที่รัฐบาลเสียงแข็งว่าไม่สามารถลดได้ ทั้งที่การลดแม้จะ 2 บาท จะสามารถชะลอการขึ้นราคาสินค้าได้ ซึ่งกรณีที่ไม่มีการปรับลดการเก็บภาษีสรรพสามิต ตนคาดว่าสถานการณ์การคลังจะวิกฤตกว่าที่รับรู้ ซึ่งเมื่อไม่ลดภาษี ขออย่าเก็บเพิ่มได้หรือไม่ ส่วนแนวทางการลดราคาน้ำมันขอความชัดเจนว่าจะเก็บภาษีลาภลอยหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะหนี้เบ่งบานที่ขอบอกว่าไม่เอาแล้ว ไม่ไหวแล้ว

ส่วนเงินสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินและจำเป็นที่ถูกผลาญไปหมด 4 เดือนแรกทำให้รายการที่ตั้งใจตั้งงบไม่พอจะสร้างปัญหาใหญ่ เช่น งบชำระดอกเบี้ย บำนาญข้าราชการ ขาด 5.1 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าจะมีล่าช้าหรือตกเบิกแน่นอน กองทุนประชารัฐ ที่ใช้เติมเงินบัตรสวัสดิการงบ 69 ตั้งไว้ 3.5 หมื่นล้านบาท ดังนั้นหากคิดจะกู้แสดงว่ากู้เพื่อใช้รายจ่ายประจำของงบประมาณ และหากรัฐบาลตั้งใจออก พ.ร.ก. เพื่อต้องการพยุงเศรษฐกิจและออกจากวิกฤตให้ได้ มีข่าวว่าจะมียอดเงินกู้จำนวน 5 แสนล้านบาท ตนต้องตั้งคำถามถึงการหาวิธีคืนเงิน เกรงว่าจะมีการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เช่น ภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และภาษี VAT

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...