โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตตะวันออกกลาง : กระทบอย่างไร? กับนโยบาย “ข้อริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ของจีน ( ตอนจบ )

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 01 เม.ย. เวลา 03.44 น.
มุมมองและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบาย “ข้อริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ( ตอนจบ) โดย ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน

คุยกันต่อเลยดีกว่า นอกจากการปรับโครงสร้างของโครงการภายใต้ BRI แล้ว ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในวงการมีความคิดเห็นอย่างไรครับ …

ทั้งนี้ ภายหลังทศวรรษแรกของการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างปี 2017-2022 คนท้องถิ่นในประเทศเหล่านี้ต่างมีข้อห่วงใยเกี่ยวกับวิศวกรรมการก่อสร้าง คุณภาพของเนื้องาน และอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความปลอดภัย และผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ซึ่งทำให้จีนเริ่มหันมาคิดทบทวนเกี่ยวกับการดำเนินโครงการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคหลังวิกฤตโควิด-19

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเริ่มสังเกตเห็นว่า จีนกำลังเปลี่ยนจากการผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน “ขนาดใหญ่” (Mega) ที่มีต้นทุนสูงไปสู่โมเดล “BRI 2.0” ที่มุ่งเน้นโครงการ “ขนาดเล็กและงดงาม” (Small and Beautiful” โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนและไฮเทค และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิตัลที่โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในกลุ่มโลกใต้มีความต้องการสูงและจีนมีความโดดเด่นอย่างมากในระยะหลัง

Ammar Malik นักวิทยาศาสตร์วิจัยอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินแห่ง AidData ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยของ William & Mary มหาวิทยาลัยด้านการวิจัยชั้นนำในมลรัฐเวอร์จิเนียที่เก่าแก่เป็นอันดับที่ 2 ของสหรัฐฯ มีมุมมองว่า แนวคิดภายใต้นโยบาย BRI คือการพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างจีนกับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านกลุ่มโลกใต้

BRI เป็น “แนวคิด” ในการพัฒนาเชิงนโยบาย จึงไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานเดียว ไม่ใช่วงเงินงบประมาณของรัฐบาลจีน BRI เป็นเสมือน “ร่มใหญ่” ที่หน่วยงานหลายแห่งกำลังส่งมอบโครงการในหลายประเทศในหลายภาคส่วนทั่วโลก

ผลงานวิจัย “การรับรู้เกี่ยวกับการพัฒนาในต่างประเทศของจีนปี 2022-2023” ของ AidData ที่ Malik มีส่วนร่วมในการวิจัยอยู่ด้วย ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้นำภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมรวม 1,650 คนจาก 129 ประเทศ และพบข้อมูลที่น่าสนใจหลายประการ

ด้วยความพร้อมด้านวิศวกรรมการก่อสร้าง ประสบการณ์ และเงินทุน เราจึงเห็นจีนลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดในโลกในชั่วกระพริบตา โดยในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้กลายเป็น “ผู้ปล่อยสินเชื่อ” ที่สำคัญแห่งแรกสำหรับประเทศกำลังพัฒนา และได้สร้างระบบนิเวศขนาดใหญ่ของรัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงินที่มีความพร้อมสรรพในการก่อสร้างทั่วโลก

ด้วยเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยและการดำเนินงานที่รวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ นโยบายดังกล่าวจึงนำไปสู่การสนับสนุนเงินทุนผ่านโครงการมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ได้มุ่งสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยากลำบากยิ่งในระยะแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการขนส่ง พลังงาน และเหมืองแร่

และต่อมาการดำเนินโครงการได้ขยายเข้าสู่โครงการพัฒนาในรูปแบบอื่นๆ ในระยะหลัง อาทิ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ระบบการศึกษา ทุนการศึกษา และสถาบันขงจื๊อ

จีนนับว่ามีความพร้อมในการขยายอิทธิพลในเวทีโลกผ่านการพัฒนาการมีส่วนร่วมที่ยั่งยืนในระยะยาวกับการเมืองและภาคเอกชนชั้นนำในประเทศกำลังพัฒนา

นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เรายังเห็นจีนลงทุนก่อสร้างสถาบันการศึกษาให้กับนักศึกษาต่างชาติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และมีแนวโน้มที่จะขยายการมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การ “เอาชนะ” ทัศนคติและความคิดเห็นของสาธารณะชนที่มีต่อจีนและ “ปูทาง” ไปสู่การเป็นมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในโลกในระยะยาว

Min Ye ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยบอสตัน (Boston University) ผู้แต่งหนังสือ “The Belt Road and Beyond: State-Mobilized Globalization in China: 1998-2018” มีมุมมองที่แตกต่างจากผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ

โดยเห็นว่า BRI ไม่ได้เกิดจากการวางแผนอย่สางเบ็ดเสร็จของรัฐบาลกลางจีน แต่เกิดจาก “การระดมพลของรัฐ” (State-Mobilized) ซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่างนโยบายของรัฐบาลท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และธุรกิจเอกชน

ด้วยแนวคิดและลักษณะความร่วมมือระหว่างประเทศเต็มรูปแบบ BRI จึงเป็นยุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์ที่กลายเป็น “กลไกหลัก” ในการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกธุรกิจจีนและชาติอื่นในเวทีโลก กอปรกับความต้องการในโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการพัฒนาอย่างมากมายและหลากหลายทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในกลุ่มโลกใต้ ทำให้ BRI มิได้เป็นเพียงข้อริเริ่มของจีน แต่ได้ยกระดับเป็นข้อริเริ่มระดับโลกในปัจจุบัน

ในประเด็นเมกะโปรเจ็ก Min Ye เห็นว่า จีนจะยังคงก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่อาจไม่ใช่โครงการใหญ่เหมือนเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones) ขนาดใหญ่อย่างท่าเรือกวาดาร์ (Gwadar Port) ทางตอนใต้ของปากีสถาน

ขณะเดียวกัน ประเทศในกลุ่มโลกใต้ยังคงต้องการโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าอยู่อีกมาก แต่อาจปรับเปลี่ยนรูปแบบและเทคโนโลยีไป อาทิ โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากถ่านหินที่อาจไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ดี หญิงเก่งด้านการเมืองเอเซียและนโยบายต่างประเทศของจีนดังกล่าว ประเมินว่า BRI ยังจะไม่อาจช่วยให้จีนสามารถ “ครอบงำ” โลกได้อย่างที่สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรเคยทำมาในอดีต เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะเศรษฐกิจจีนยังคงมุ่งเน้นภายในประเทศอย่างมาก ระดับของการยึดมั่นของจีนใน BRI จะมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพร้อมของจีนและประโยชน์ที่จีนจะได้รับ

Hong Zhang ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณะ ได้ประเมิน “ภาพใหญ่” ของที่มาที่ไปในช่วงที่ผ่านมาและทิศทางในอนาคต โดยให้ความเห็นว่า การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ส่งผลให้การพัฒนาของโลกหยุดชะงักไปราว 3 ปี ทำให้จีนตระหนักถึงความท้าทายครั้งใหญ่ที่โลกจะต้องเผชิญในยุคหลังโควิด จึงเร่งสร้างความชัดเจนของดำเนินนโยบาย BRI อย่างทะเยอทะยาน เพื่อขยาย “ขอบเขต” ของจีนในเวทีโลกและเขียน “บทใหม่” ของระเบียบสังคมโลก

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญก็มีข้อสังเกตว่า โดยที่จีนอาจมิได้ประเมินความพร้อมของตนเองและผลกระทบในเวทีโลก BRI จึงอาจกลายเป็น “ปัจจัยเสริม” ที่ขยายความขัดแย้งกับสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ดังเช่นที่เจ้าหน้าที่บางคนของชาติเหล่านี้ออกโรงเตือนว่า จีนเป็น “ภัยคุกคาม” และ “ไม่ใช่” โรงงานส่งออกสินค้าราคาถูกอีกต่อไป

แน่นอนว่าผู้คนบนโลกคงมีความคิดเห็นแปลกแยกกันในอภิมหายุทธศาสตร์เช่นนี้ บ้างก็บวก บ้างก็ลบ หรือมีแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงในมิติที่แตกต่างกัน

แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ผมก็เชื่อมั่นว่าท่านผู้อ่านคงเห็นด้วยกับผมว่า BRI จะเป็นนโยบายหลักของจีนที่ใช้ในการเชื่อมกับโลกไปอีกนาน จีนจะไม่ปล่อยให้ BRI ล้มเหลวเพราะนั่นอาจหมายถึง การสูญเสียโอกาสในการขยายอิทธิพลทางการเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคมและวัฒนธรรมครี้งใหญ่ในเวทีโลก

เราจึงน่าจะเห็น BRI เป็น “ซอฟท์พาวเวอร์” ของจีนที่ “ใหญ่และทรงพลัง” ในเชิงขนาดทางเศรษฐกิจ กรอบความร่วมมือ และความซับซ้อน “ความยาว” ในเชิงระยะเวลาการดำเนินโยบาย และคาดว่าจะขยับสู่ “คุณภาพสูง” ในอนาคต ซึ่งจะเป็นหนึ่งใน “กลไกหลัก” ที่จะช่วยสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาของประเทศในกลุ่มโลกใต้ และผลักดันให้จีนก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจโลกอย่างแน่นอน …

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...