คัด 3 หุ้นทนทาน พื้นฐานแน่น เสริมแกร่งพอร์ตลงทุน
การเลือกลงทุนในหุ้นที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และสามารถรับมือกับปัจจัยกดดันทั้งภายในและภายนอกได้ดี อาจเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้พอร์ตการลงทุนฝ่าความผันผวนของตลาดในช่วงนี้ได้ โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ได้คัดเลือก 3 หุ้นเด่นที่เน้นความแข็งแกร่งและมีความทนทานต่อความผันผวนของเศรษฐกิจ
โดยหุ้นที่ถูกคัดเลือก ได้แก่ BEM ซึ่งเป็นหุ้น Defensive ที่มีรายได้สม่ำเสมอ, GULF ที่มีโครงสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าภายใต้สัญญาระยะยาว ช่วยลดความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และ BBL ธนาคารขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มได้ประโยชน์ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยยังทรงตัวในระดับสูง
BEM แนวโน้มไตรมาส 2/69-3/69 ฟื้นตัว
จากประเด็นข้างต้น Wealthy Thai สำรวจแนวโน้มการของ BEMจากมุมมองของบล.หยวนต้า (ประเทศไทย)ระบุว่า คาดกำไรปกติไตรมาส 1/69 ที่ 875 ล้านบาท โต 4.5% จากไตรมาสก่อนหน้าและ 0.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการฟื้นตัวจากไตรมาส 4/68 มาจาก SG&A และค่าเสื่อมที่ลดลง แต่การทรงตัวจากไตรมาส 1/68 เป็นไปตาม Ridership และ Traffic ที่อยู่ในระดับสูง
ส่วนแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/69-3/69 ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า เพราะมีเงินปันผลรับจาก CKP และ TTW (คาดรวม 562 ลบ.) ในขณะที่ธุรกิจหลักจะกลับมาเร่งตัวในไตรมาส 3/69 ส่วนแนวโน้มเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดกำไรทรงตัว-ดีขึ้นเล็กน้อย จากการประหยัดค่าใช้จ่ายเป็นหลัก
หากกำไรไตรมาส 1/69 ของ BEM ออกมาใกล้เคียงคาดจะคิดเป็น 22% ของประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 3,973 ล้านบาท โต 5.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยประเมินแนวโน้มกำไรเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้าได้ในอีก 2 ไตรมาสข้างหน้าจากเงินปันผลรับและธุรกิจหลักที่กลับมาเร่งตัวในไตรมาส 3/69 คงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเหมาะสมสิ้นปีนี้ที่ 10.50 บาท
GULF ลุ้นกำไรทำ New high
ขณะที่ GULF บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดกำไรปกติในไตรมาส 2/69 มีโอกาสสูงที่จะทำ New high ได้ต่อจากการรับรู้เงินปันผลจาก KBANK และการรับรู้กำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนโครงการ Pak Beng ในสปป. ลาว ส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้า IPP คาดว่าจะมีการเรียกใช้ไฟเพิ่มขึ้นทั้งจากไตรมาส 1/69 และ 2/68 ตามภาวะอากาศและต้นทุนก๊าซที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการของ GULF โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความคาดหวังกำลังการผลิตใหม่ที่จะได้จาก PDP ฉบับใหม่ เนื่องจากปัจจุบันมีฐานทุนขนาดใหญ่ ณ สิ้นไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 3.8 แสนล้านบาท และ IBD/E ต่ำเพียง 0.91 เท่า จึงมีศักยภาพในการลงทุนได้อีกมาก
โดยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมสิ้นปีนี้ที่ 91 บาท อย่างไรก็ตามด้วยราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้น 10% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา การทยอยสะสมเมื่ออ่อนตัวอาจเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่า
BBL กันชนสูง ราคา Laggard
สุดท้าย BBL บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ธนาคารยังคงเป้าหมายทางการเงินเดิม สินเชื่อเติบโต 2%–3% จากปีก่อน เน้นลูกหนี้รายใหญ่และต่างประเทศ ขณะที่ NPL อยู่ในการบริหารจัดการแม้มีความผันผวนรายไตรมาสจากลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งธนาคารมีการใส่สํารองไว้แล้ว สะท้อนผ่าน Coverage ratio ที่ 318% สูงสุดในกลุ่ม
ด้านการตั้งสํารองในไตรมาส 1/69 ที่ 1.4% หลักๆ เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยมีโอกาสลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หากสถานการณ์คลี่คลายหรือเป็นไปตามสมมติฐานธนาคาร สำหรับส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) แม้ไตรมาส 2/69 ยังเห็นผลกระทบต่อเนื่องจากการลดดอกเบี้ยช่วงเดือนก.พ. ที่ผ่านมา รวมทั้งการช่วยเหลือลูกค้า แต่ยังสอดคล้องกับเป้าทั้งปีนี้
ในมุมมองฝ่ายวิเคราะห์ Coverage ratio ในระดับสูง คาดเป็นกันชนต่อประมาณการด้าน Credit cost ในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน คาดแนวโน้ม NIM ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จากดอกเบี้ยนโยบายทรงตัวและการ repricing เงินฝากประจำ
อย่างไรก็ตาม คงประมาณการกําไรปี 2569 ที่ 42,190 ล้านบาท และเงินปันผลต่อหุ้นที่ 10 บาท (Dividend yield ราว 6%)
ให้คำแนะนํา “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 198 บาท ในมุมกลยุทธ์ (Laggard play) จาก PBV ที่ยังซื้อขาย 0.5 เท่า ถูกกว่าธนาคารอื่นที่ซื้อขายเกิน 0.9 เท่า