โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“ดูดซับข้าวเปลือก 1 ล้านตัน” สะเทือนตลาด แย่งซื้อ ดันราคาพุ่ง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 02 เม.ย. เวลา 21.51 น. • เผยแพร่ 03 เม.ย. เวลา 02.37 น.

วันที่ 1 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการด่วนให้กรมการค้าภายในเร่งเครื่องโครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569 ตั้งเป้าดูดซับปริมาณ 1 ล้านตันทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรจากความผันผวนของต้นทุนการผลิตและราคาตกต่ำ ผ่านกลไกองค์การคลังสินค้า (อคส.) โดยจะมีการเปิดจุดรับซื้อผ่านโรงสีและสหกรณ์การเกษตรในราคาที่สูงกว่าตลาด 300 บาทต่อตัน นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และสุโขทัย หวังดูดซับผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังล็อตใหญ่ที่กำลังทะลักสู่ตลาดในช่วงนี้

ท่ามกลางแรงกดดันด้านราคา“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล” นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เพื่อประเมินทิศทางตลาดข้าว ผลสะเทือนต่อกลไกซื้อขาย และบทบาทโรงสีในเกมพยุงราคาครั้งสำคัญนี้

ปลุกตลาดตื่น “แค่มีนโยบาย ราคาก็ขยับ”

นายบรรจง กล่าวว่า โดยปกติประเทศไทยจะมีการบริโภคข้าวและการส่งออกรวมกันคิดเป็นปริมาณข้าวเปลือก (ก่อนสีแปรรูปเป็นข้าวสาร) ประมาณ 29 ล้านตัน แต่ในปีนี้คาดการณ์ว่าความต้องการจะเหลือเพียงประมาณ 28 ล้านตันเท่านั้น ในขณะที่ผลผลิตข้าวเปลือกของไทยจะมีมากกว่า 34 ล้านตัน จึงทำให้มีส่วนเกินอยู่ในระบบถึง 20% เมื่อมีส่วนเกินมากขนาดนี้จึงส่งผลให้ราคาตกต่ำ ซึ่งในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่าราคาตกที่สุด โดยราคาข้าวต้นกับราคาปลายข้าวกลายเป็นราคาเดียวกัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติ

“แต่พอมีข่าวว่านโยบายนี้เริ่มขับเคลื่อนและจะเริ่มดำเนินการในอีกประมาณ 2-3 วันข้างหน้า แค่นโยบายจะออกมา ราคาข้าวสาร 5% ก็ขยับขึ้นทันทีตันละประมาณ 300-400 บาท จากเดิมราคา 10,600 บาท ก็ปรับขึ้นเป็น 11,000 บาท และราคาข้าวเปลือกก็ดีขึ้นตามไปด้วย”

นอกจากนโยบายรัฐแล้ว ยังมีเรื่องการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ทำได้ยากขึ้น เช่น ข้าวสาลีนำเข้าได้น้อยลง ข้าวโพดจากเมียนมาที่ติดปัญหาเรื่องน้ำมันแพง รวมถึงปัญหาเอนไซม์สำหรับการย่อยต่าง ๆ ในประเทศมีไม่เพียงพอ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ราคาปลายข้าวพุ่งสูงขึ้นชัดเจนถึง 10,060 บาทต่อตัน

นายบรรจง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยบอกหลายครั้งแล้วว่า ถ้าเรานำเข้าส่วนผสมอาหารสัตว์ได้น้อยลง ราคาข้าวและปลายข้าวในประเทศก็จะวิ่งสูงขึ้น เนื่องจากปัญหาค่าระวางเรือ สงคราม และวิกฤตน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้าน จะทำให้ราคาผลพลอยได้อย่างรำข้าว ปลายข้าว และข้าว 5% จะอยู่ในจุดที่ดีขึ้น หากราคารำข้าวและปลายข้าวขึ้นไปถึง 11 บาท จะส่งผลให้ชาวนาได้ราคาข้าวเปลือกเพิ่มขึ้นทันที 500-600 บาทต่อตัน

ดันใช้วัตถุดิบไทย ฝ่าวิกฤตโลก

อย่างไรก็ดีทางสมาคมรอจังหวะที่จะเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เพื่อขยายความเรื่องนี้ เนื่องจากมองว่าภาวะสงครามทำให้เราต้องให้ความสำคัญกับพืชผลที่ผลิตได้ในประเทศ และควรใช้วัตถุดิบในเมืองไทยให้มากที่สุด ซึ่งต้องไปสำรวจว่ามีการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านหรือผ่านข้อตกลง FTA และ WTO มากเกินไปหรือไม่ และจะใช้มาตรการปกป้อง (Safeguard) อย่างไร

“แม้สงครามจะมีด้านที่เลวร้าย แต่เกษตรกรที่เดือดร้อนจากราคาข้าวต่ำมานานก็มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากบ้าง โดยเฉพาะชาวนาในรอบนี้ที่ต้องเผชิญกับค่าน้ำมันและค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น ซึ่งในขณะนี้ทางเจ้าของโครงการกำลังพิจารณาว่าจังหวัดไหนที่มีความต้องการและพร้อมก่อนก็เริ่มเลย ในจุดเริ่มต้นต้องการให้เกิดความลื่นไหลและไม่ต้องการให้เกิดความหวาดระแวง เพราะในอดีตเคยมีเรื่องเก่าๆ ที่ค้างคาใจอยู่”

นายบรรจง กล่าวว่าทางสมาคมโรงสีขอยืนยันว่าเรื่องในอดีต เช่น ปัญหาการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) นั้น โรงสีไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง อยากให้เรื่องเก่า ๆ เมื่อ 10 กว่าปีก่อนจบลงเร็วๆ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าโรงสีคือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการรับซื้อข้าวจากชาวนามาแปรรูปเพื่อส่งออก ทุกวันนี้ชาวนา 18 ล้านคนมีรายได้รวม 300,000 ล้านบาท ตกคนละหมื่นกว่าบาทต่อปี ซึ่งถือว่าอยู่ยาก ส่วนโรงสีเองก็ได้ค่าสีข้าวเพียงตันละ 400-500 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือกำไร (Margin) บางมาก ดังนั้นนโยบายที่ออกมาต้องช่วยชาวนาได้จริง และการดูดซับข้าว 1 ล้านตันนี้จะช่วยเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง

ใช้เงินโรงสีเดินระบบ-จี้รัฐโอนตรงชาวนา

ในระยะแรก โครงการกำหนดให้โรงสีรับซื้อในพื้นที่ ไม่เปิดให้ซื้อข้ามเขต แต่ยังยืดหยุ่นให้ชาวนาเลือกขายตามความสะดวก โดยต้องมีใบรับรองเกษตรกรเพื่อรักษาสิทธิของตนเอง ซึ่งโครงการนี้ยืนยันความโปร่งใส ด้วยการกำกับดูแลจาก อคส. และหน่วยงานรัฐที่สำคัญ โรงสีใช้เงินทุนของตัวเองในการรับซื้อ ไม่ใช่เงินกู้จากรัฐบาล ขณะที่รัฐเตรียมสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรตันละ 300 บาท และค่าบริหารจัดการให้โรงสีอีก 200 บาท ใช้งบรวมเพียงไม่กี่ร้อยล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สมาคมเสนอให้รัฐ “โอนเงิน 300 บาทตรงถึงชาวนา” เพื่อลดข้อครหา และปล่อยให้การซื้อขายเป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงข้อกำหนดในสัญญาเพื่อให้การทำงานราบรื่นและไม่เกิดปัญหาทางสังคมในอนาคต

“นี่คือโครงการนำร่องที่ต้องแข่งกับเวลา ภายใน 3-4 เดือนก่อนผลผลิตจะออกมาหมด หากล่าช้าชาวนาจะเสียโอกาส แต่สัญญาณวันนี้ชัดเจนแล้วราคาข้าวขยับขึ้น 300-500 บาทต่อตัน ทำให้ราคาข้าวเปลือกเจ้า ณ วันที่ 1 เมษายน 2569 ราคาเฉลี่ย 7,200-7,700 บาทต่อตัน เป็นกลิ่นไอของขาขึ้นที่หายไปนานกว่า 2 ปี” นายบรรจง กล่าว

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,189 วันที่ 5 - 8 เมษายน พ.ศ. 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...