วิกฤตการเมืองเกาหลีใต้ : เมื่อประชาธิปไตย ค่าเงิน เศรษฐกิจสั่นสะเทือน เพราะ ยุน ซอกยอล
เปิดประเด็น วิกฤตการเมืองเกาหลีใต้ เมื่อ ยุน ซอกยอล ประกาศกฎอัยการศึก จนนำไปสู่ความโกลาหลครั้งใหญ่ ที่กระจายไปไกลกว่าการเมือง
เกาหลีใต้ กำลังเผชิญกับวิกฤตการเมืองที่วุ่นวายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของประเทศ นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 โดยสาเหตุเกิดขึ้นหลังจากการที่ ยุน ซอกยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ประกาศกฎอัยการศึกอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งสร้างความตกตะลึงไปทั่วประเทศ และทั่วโลก จนนำไปสู่สถานการณ์ทางการเมืองที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก
วิกฤตการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบไปไกลเกินกว่าการเมือง ตลาดการเงินสั่นสะเทือน และค่าเงินวอนของเกาหลีอ่อนค่าลง อีกทั้งความไม่พอใจของประชาชน ความท้าทายของสถาบัน และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ได้ก่อให้เกิดบรรยากาศที่ไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลต่อทั้งการปกครองในประเทศและสถานะของเกาหลีใต้ในระดับโลก
วิกฤตการณ์ดังกล่าวตอกย้ำถึงความยืดหยุ่นของกรอบประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ในการเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และทั้งประเทศกำลังเฝ้ารอว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร โดยที่ยังหาคำตอบไม่ได้
เบื้องหลังและที่มาที่ไป : ยุน ซอกยอลและเรื่องอื้อฉาว
รัฐบาลของ ยุน ซอก ยอล เผชิญกับความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับนางคิม คอนฮี ภริยาของเขา โดยข้อกล่าวหาเรื่องการจัดการหุ้นและการติดสินบนเริ่มปรากฏขึ้นในช่วงต้นปี 2567 ซึ่งบั่นทอนความไว้วางใจของประชาชน นางคิมถูกกล่าวหาว่าแสวงหากำไรอย่างผิดกฎหมายผ่านการซื้อขายข้อมูลภายในและรับผลประโยชน์ทางการเงินจากนิติบุคคลทางธุรกิจ ในช่วงที่นายยุนดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด นอกจากนี้ยังมีประเด็นร้อนแรงที่นางคิมได้รับสินบนเป็นกระเป๋าดิออร์ (Dior)
ปัญหาเหล่านี้นำไปสู่กระแสวิจารณ์อย่างหนักในหมู่สาธารณชน และพรรคฝ่ายค้านเรียกร้องให้มีการสอบสวนเรื่องทั้งหมดอย่างละเอียด แต่อย่างไรก็ตาม พรรคพลังประชาชน (PPP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของ ยุน ซอกยอล แสดงท่าทีไม่เต็มใจที่อำนวยความสะดวกในการสืบสวน ท่ามกลางความกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยภายในกลางปี 2567 คะแนนนิยมของ ยุน ซอกยอล ร่วงลงสู่ระดับต่ำกว่า 30% ซึ่งต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยประชาชนมองว่าเขาล้มเหลวในการแก้ไขข้อกล่าวหาการทุจริตภายในรัฐบาล ขณะที่นักวิจารณ์กล่าวหาว่าเขาให้ความสำคัญกับความภักดีมากกว่าความโปร่งใส
ยุนได้ออกมาขอโทษต่อสาธารณะสำหรับเรื่องอื้อฉาวเหล่านี้ในวันที่ 7 พ.ย. 2567 โดยแสดงความรับผิดชอบ แต่เขาก็ได้ปฏิเสธว่า คิม คอนฮี ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงใด ๆ ในกิจการของรัฐ แต่คำขอโทษดังกล่าวก็ไม่เพียงพอที่จะสามารถกอบกู้ชื่อเสียงที่เสียหายย่อยยับของเขากลับคืนมาได้ และก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องให้เขาลาออกจากตำแหน่ง
ยุน ซอกยอล ปาระเบิดด้วย กฎอัยการศึก
ยุน ซอก ยอล สร้างความตกตะลึงให้กับประเทศด้วยการประกาศกฎอัยการศึก ในกลางดึกวันที่ 3 ธ.ค. 2567 โดยอ้างว่ามีภัยคุกคามจาก "กองกำลังต่อต้านรัฐ" ที่สมคบคิดกับเกาหลีเหนือ และพยายามโค่นล้มประชาธิปไตยของประเทศ โดยกฎอัยการศึกส่งผลให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติถูกระงับความเคลื่อนไหว สื่อถูกควบคุม และกองทัพมีอำนาจในการรักษาความสงบ ยุน ซอกยอล ยืนยันว่าการประกาศดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตยของเกาหลีใต้ แต่พรรคฝ่ายค้านและกลุ่มพลเรือนมองว่าเป็นความพยายามในการรวมอำนาจซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ
สมัชชาแห่งชาติได้เรียกประชุมฉุกเฉินในทันที และในช่วงเข้ามืดของวันที่ 4 ธ.ค. สมาชิกสภาได้แหวกฝ่าวงล้อมของทหารและปืนกำแพงเข้าสภา และลงคะแนนมติเป็นเอกฉันท์เพื่อยกเลิกกฎดังกล่าว โดยสมาชิกสภานิติบัญญัติจากทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน ต่างออกมาประณามการกระทำของ ยุน ซอกยอล ว่าเป็นการละเมิดบรรทัดฐานประชาธิปไตย และถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นความพยายามก่อรัฐประหาร ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เขาห่างเหินจากประชาชน และทำให้ความตึงเครียดทางการเมืองทั่วประเทศทวีความรุนแรงขึ้น
ประชาชนเดือดดาล ฝ่ายค้านลุกฮือต่อต้าน
ปฏิกิริยาของประชาชนเกิดขึ้นในทันทีหลังการประกาศกฎอัยการศึกและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้คนจำนวนมากออกมาประท้วงตามเมืองใหญ่ ๆ หลายแห่ง รวมทั้งกรุงโซลและปูซาน นอกจากกลุ่มพลเมืองแล้ว สถาบันการศึกษา และองค์กรศาสนาก็เข้าร่วมการประท้วงด้วย โดยผู้คนนับหมื่นเรียกร้องให้ ยุน ซอกยอล ลาออกโดยทันที พวกเขากล่าวว่า การประกาศกฎอัยการศึกเป็นการโจมตีประชาธิปไตยที่เกาหลีใต้สร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีการจุดกระแสบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวเหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้น ด้วยการติดแฮชแท็ก #DemocracyUnderAttack จนติดเทรนด์ทั่วโลก
พรรคประชาธิปไตย (DPK) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้เริ่มกระบวนการถอดถอนยูนโทษฐานใช้อำนาจประธานาธิบดีในทางมิชอบและละเมิดรัฐธรรมนูญ โดยนาย อี แจมยอง แกนนำฝ่ายค้าน ได้ออกมาประณามการกระทำของ ยุน ซอกยอล โดยระบุว่าเขาไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งผู้นำอีกต่อไป โดยเรื่องอื้อฉาวดังกล่าวได้ทำให้ฝ่ายค้านที่เดิมทีแตกแยกกัน ต่างมีจุดยืนร่วมกัน พรรคการเมืองเล็ก ๆ ต่างก็แสดงการสนับสนุนการถอดถอน
ผลกระทบต่อตลาด เศรษฐกิจ และเงินวอน
ความวุ่นวายทางการเมืองส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเงินวอนของเกาหลีใต้ร่วงลงสู่ระดับ 1,444 วอนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบ 25 เดือน และในวันที่ 19 ธ.ค. ภายหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณเข้มงวดทางการเงิน เงินวอนที่สั่นคลอนอยู่แล้วเป็นทุนเดิมจากปัญหาการเมือง ก็ร่วงลงแตะระดับ 1,453.0 วอนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 15 ปี
ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทรุดตัวลงแตะระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนพ.ย. 2565 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงเหลือ 88.4 ในเดือนธ.ค. 2567 จากระดับ 100.7 ในเดือนพ.ย. 2567 ขณะนี้รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณาปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีปัจจุบันและปีหน้าลง เพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ
ชเว ซังมก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เน้นย้ำว่า สถานการณ์ทางการเมืองกำลังทำให้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอ่อนแอลง ซึ่งอาจทำให้การคาดการณ์การเติบโตในปีหน้าต่ำกว่าอัตราการเติบโตที่เป็นไปได้ของประเทศ นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลมีแผนที่จะผ่อนปรนกฎระเบียบแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อปรับปรุงสภาพคล่อง โดยอนุญาตให้บริษัทต่าง ๆ กู้ยืมเงินในสกุลเงินต่างประเทศเพื่อสนับสนุนการลงทุนได้มากขึ้น
รัฐสภาถอดถอน ศาลรัฐธรรมนูญเคลื่อนไหว
ในวันที่ 14 ธันวาคม 2567 สมัชชาแห่งชาติลงมติด้วยคะแนนเสียง 204 ต่อ 85 เสียงให้ถอดถอนยุน ซอกยอล ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี หลังจากการการลงมติล้มเหลวในครั้งแรก เนื่องจากพรรคของนายยุนไม่ร่วมด้วย โดยผลลัพธ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจในระดับต่าง ๆ ทั่วทั้งกลุ่มการเมืองของเกาหลีใต้ และสภามีมติให้ ฮัน ด็อกซู นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ขึ้นเป็นรักษาการประธานาธิบดีโดยอัตโนมัติ โดยได้รับมอบหมายให้นำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตทางการเมือง แต่สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่หนักกว่าเดิม เนื่องจากในวันที่ 24 ธ.ค. 2567 ฝ่ายค้านประกาศจะถอดถอน ฮัน ด็อกซู ด้วย และทำให้ตำแหน่งผู้นำอยู่ในวิกฤต
ขณะนี้ ยุน ซอกยอล กำลังตกอยู่ภายใต้การสืบสวนข้อหากบฏ และศาลรัฐธรรมนูญได้เริ่มกระบวนการพิจารณาการถอดถอนแล้ว โดยมีเวลาสูงสุด 180 วันในการทบทวนคำตัดสินของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งหากศาลลงมติให้ถอดถอน ก็จะเป็นการถอดถอนประธานาธิบดีเป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่การถอดถอน พัค กึนฮเย เมื่อปี 2559 และเกาหลีใต้จะต้องจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีภายใน 60 วัน
อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้
ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณาชะตากรรมของ ยุน ซอกยอล อยู่นั้น รักษาการประธานาธิบดีก็ถูกเสนอให้ถอดถอนตามไปอีก ซึ่งหากถอดถอนจริง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็จะต้องขึ้นมาดำรงตำแหน่งชั่วคราว ซึ่งยิ่งสุมไฟวิกฤตให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก
หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ถอดถอนแล้วละก็ การเลือกตั้งประธานาธิบดีก็จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่อาจส่งผลต่อนโยบายในประเทศและต่างประเทศ โดยพรรคฝ่ายค้านมีแนวโน้มที่จะเน้นย้ำถึงการฟื้นฟูค่านิยมประชาธิปไตย ในขณะที่พรรครัฐบาลก็กำลังดิ้นรนเพื่อฟื้นตัวจากความแตกแยกภายในและความไม่พอใจของประชาชน แต่ในทางกลับกัน
หากศาลปฏิเสธคำร้องถอดถอน ยุน ซอกยอล อาจกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้อีกครั้ง แม้ว่าความชอบธรรมทางการเมืองของเขาจะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงชนิดที่กู่ไม่กลับก็ตาม และนั่นจะเป็นบททดสอบสำคัญต่อความแข็งแกร่งของสถาบันของเกาหลีใต้ ในขณะที่กรอบประชาธิปไตยของประเทศถูกทดสอบด้วยวิกฤตการณ์ทางการเมืองเลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
อ้างอิง : reuters.com , reuters.com , reuters.com , reuters.com , reuters.com , scmp.com , bloomberg.com