โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิกฤตการเมืองเกาหลีใต้ : เมื่อประชาธิปไตย ค่าเงิน เศรษฐกิจสั่นสะเทือน เพราะ ยุน ซอกยอล

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 ธ.ค. 2567 เวลา 11.04 น. • เผยแพร่ 30 ธ.ค. 2567 เวลา 04.00 น.

เปิดประเด็น วิกฤตการเมืองเกาหลีใต้ เมื่อ ยุน ซอกยอล ประกาศกฎอัยการศึก จนนำไปสู่ความโกลาหลครั้งใหญ่ ที่กระจายไปไกลกว่าการเมือง

เกาหลีใต้ กำลังเผชิญกับวิกฤตการเมืองที่วุ่นวายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของประเทศ นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 โดยสาเหตุเกิดขึ้นหลังจากการที่ ยุน ซอกยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ประกาศกฎอัยการศึกอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งสร้างความตกตะลึงไปทั่วประเทศ และทั่วโลก จนนำไปสู่สถานการณ์ทางการเมืองที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก

วิกฤตการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบไปไกลเกินกว่าการเมือง ตลาดการเงินสั่นสะเทือน และค่าเงินวอนของเกาหลีอ่อนค่าลง อีกทั้งความไม่พอใจของประชาชน ความท้าทายของสถาบัน และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ได้ก่อให้เกิดบรรยากาศที่ไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลต่อทั้งการปกครองในประเทศและสถานะของเกาหลีใต้ในระดับโลก

วิกฤตการณ์ดังกล่าวตอกย้ำถึงความยืดหยุ่นของกรอบประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ในการเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และทั้งประเทศกำลังเฝ้ารอว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร โดยที่ยังหาคำตอบไม่ได้

เบื้องหลังและที่มาที่ไป : ยุน ซอกยอลและเรื่องอื้อฉาว

รัฐบาลของ ยุน ซอก ยอล เผชิญกับความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับนางคิม คอนฮี ภริยาของเขา โดยข้อกล่าวหาเรื่องการจัดการหุ้นและการติดสินบนเริ่มปรากฏขึ้นในช่วงต้นปี 2567 ซึ่งบั่นทอนความไว้วางใจของประชาชน นางคิมถูกกล่าวหาว่าแสวงหากำไรอย่างผิดกฎหมายผ่านการซื้อขายข้อมูลภายในและรับผลประโยชน์ทางการเงินจากนิติบุคคลทางธุรกิจ ในช่วงที่นายยุนดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด นอกจากนี้ยังมีประเด็นร้อนแรงที่นางคิมได้รับสินบนเป็นกระเป๋าดิออร์ (Dior)

ปัญหาเหล่านี้นำไปสู่กระแสวิจารณ์อย่างหนักในหมู่สาธารณชน และพรรคฝ่ายค้านเรียกร้องให้มีการสอบสวนเรื่องทั้งหมดอย่างละเอียด แต่อย่างไรก็ตาม พรรคพลังประชาชน (PPP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของ ยุน ซอกยอล แสดงท่าทีไม่เต็มใจที่อำนวยความสะดวกในการสืบสวน ท่ามกลางความกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยภายในกลางปี 2567 คะแนนนิยมของ ยุน ซอกยอล ร่วงลงสู่ระดับต่ำกว่า 30% ซึ่งต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยประชาชนมองว่าเขาล้มเหลวในการแก้ไขข้อกล่าวหาการทุจริตภายในรัฐบาล ขณะที่นักวิจารณ์กล่าวหาว่าเขาให้ความสำคัญกับความภักดีมากกว่าความโปร่งใส

ยุนได้ออกมาขอโทษต่อสาธารณะสำหรับเรื่องอื้อฉาวเหล่านี้ในวันที่ 7 พ.ย. 2567 โดยแสดงความรับผิดชอบ แต่เขาก็ได้ปฏิเสธว่า คิม คอนฮี ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงใด ๆ ในกิจการของรัฐ แต่คำขอโทษดังกล่าวก็ไม่เพียงพอที่จะสามารถกอบกู้ชื่อเสียงที่เสียหายย่อยยับของเขากลับคืนมาได้ และก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องให้เขาลาออกจากตำแหน่ง

ยุน ซอกยอล ปาระเบิดด้วย กฎอัยการศึก

ยุน ซอก ยอล สร้างความตกตะลึงให้กับประเทศด้วยการประกาศกฎอัยการศึก ในกลางดึกวันที่ 3 ธ.ค. 2567 โดยอ้างว่ามีภัยคุกคามจาก "กองกำลังต่อต้านรัฐ" ที่สมคบคิดกับเกาหลีเหนือ และพยายามโค่นล้มประชาธิปไตยของประเทศ โดยกฎอัยการศึกส่งผลให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติถูกระงับความเคลื่อนไหว สื่อถูกควบคุม และกองทัพมีอำนาจในการรักษาความสงบ ยุน ซอกยอล ยืนยันว่าการประกาศดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตยของเกาหลีใต้ แต่พรรคฝ่ายค้านและกลุ่มพลเรือนมองว่าเป็นความพยายามในการรวมอำนาจซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ

สมัชชาแห่งชาติได้เรียกประชุมฉุกเฉินในทันที และในช่วงเข้ามืดของวันที่ 4 ธ.ค. สมาชิกสภาได้แหวกฝ่าวงล้อมของทหารและปืนกำแพงเข้าสภา และลงคะแนนมติเป็นเอกฉันท์เพื่อยกเลิกกฎดังกล่าว โดยสมาชิกสภานิติบัญญัติจากทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน ต่างออกมาประณามการกระทำของ ยุน ซอกยอล ว่าเป็นการละเมิดบรรทัดฐานประชาธิปไตย และถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นความพยายามก่อรัฐประหาร ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เขาห่างเหินจากประชาชน และทำให้ความตึงเครียดทางการเมืองทั่วประเทศทวีความรุนแรงขึ้น

ประชาชนเดือดดาล ฝ่ายค้านลุกฮือต่อต้าน

ปฏิกิริยาของประชาชนเกิดขึ้นในทันทีหลังการประกาศกฎอัยการศึกและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้คนจำนวนมากออกมาประท้วงตามเมืองใหญ่ ๆ หลายแห่ง รวมทั้งกรุงโซลและปูซาน นอกจากกลุ่มพลเมืองแล้ว สถาบันการศึกษา และองค์กรศาสนาก็เข้าร่วมการประท้วงด้วย โดยผู้คนนับหมื่นเรียกร้องให้ ยุน ซอกยอล ลาออกโดยทันที พวกเขากล่าวว่า การประกาศกฎอัยการศึกเป็นการโจมตีประชาธิปไตยที่เกาหลีใต้สร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีการจุดกระแสบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวเหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้น ด้วยการติดแฮชแท็ก #DemocracyUnderAttack จนติดเทรนด์ทั่วโลก

พรรคประชาธิปไตย (DPK) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้เริ่มกระบวนการถอดถอนยูนโทษฐานใช้อำนาจประธานาธิบดีในทางมิชอบและละเมิดรัฐธรรมนูญ โดยนาย อี แจมยอง แกนนำฝ่ายค้าน ได้ออกมาประณามการกระทำของ ยุน ซอกยอล โดยระบุว่าเขาไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งผู้นำอีกต่อไป โดยเรื่องอื้อฉาวดังกล่าวได้ทำให้ฝ่ายค้านที่เดิมทีแตกแยกกัน ต่างมีจุดยืนร่วมกัน พรรคการเมืองเล็ก ๆ ต่างก็แสดงการสนับสนุนการถอดถอน

ผลกระทบต่อตลาด เศรษฐกิจ และเงินวอน

ความวุ่นวายทางการเมืองส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเงินวอนของเกาหลีใต้ร่วงลงสู่ระดับ 1,444 วอนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบ 25 เดือน และในวันที่ 19 ธ.ค. ภายหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณเข้มงวดทางการเงิน เงินวอนที่สั่นคลอนอยู่แล้วเป็นทุนเดิมจากปัญหาการเมือง ก็ร่วงลงแตะระดับ 1,453.0 วอนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 15 ปี

ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทรุดตัวลงแตะระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนพ.ย. 2565 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงเหลือ 88.4 ในเดือนธ.ค. 2567 จากระดับ 100.7 ในเดือนพ.ย. 2567 ขณะนี้รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณาปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีปัจจุบันและปีหน้าลง เพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ

ชเว ซังมก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เน้นย้ำว่า สถานการณ์ทางการเมืองกำลังทำให้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอ่อนแอลง ซึ่งอาจทำให้การคาดการณ์การเติบโตในปีหน้าต่ำกว่าอัตราการเติบโตที่เป็นไปได้ของประเทศ นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลมีแผนที่จะผ่อนปรนกฎระเบียบแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อปรับปรุงสภาพคล่อง โดยอนุญาตให้บริษัทต่าง ๆ กู้ยืมเงินในสกุลเงินต่างประเทศเพื่อสนับสนุนการลงทุนได้มากขึ้น

รัฐสภาถอดถอน ศาลรัฐธรรมนูญเคลื่อนไหว

ในวันที่ 14 ธันวาคม 2567 สมัชชาแห่งชาติลงมติด้วยคะแนนเสียง 204 ต่อ 85 เสียงให้ถอดถอนยุน ซอกยอล ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี หลังจากการการลงมติล้มเหลวในครั้งแรก เนื่องจากพรรคของนายยุนไม่ร่วมด้วย โดยผลลัพธ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจในระดับต่าง ๆ ทั่วทั้งกลุ่มการเมืองของเกาหลีใต้ และสภามีมติให้ ฮัน ด็อกซู นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ขึ้นเป็นรักษาการประธานาธิบดีโดยอัตโนมัติ โดยได้รับมอบหมายให้นำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตทางการเมือง แต่สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่หนักกว่าเดิม เนื่องจากในวันที่ 24 ธ.ค. 2567 ฝ่ายค้านประกาศจะถอดถอน ฮัน ด็อกซู ด้วย และทำให้ตำแหน่งผู้นำอยู่ในวิกฤต

ขณะนี้ ยุน ซอกยอล กำลังตกอยู่ภายใต้การสืบสวนข้อหากบฏ และศาลรัฐธรรมนูญได้เริ่มกระบวนการพิจารณาการถอดถอนแล้ว โดยมีเวลาสูงสุด 180 วันในการทบทวนคำตัดสินของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งหากศาลลงมติให้ถอดถอน ก็จะเป็นการถอดถอนประธานาธิบดีเป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่การถอดถอน พัค กึนฮเย เมื่อปี 2559 และเกาหลีใต้จะต้องจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีภายใน 60 วัน

อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้

ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณาชะตากรรมของ ยุน ซอกยอล อยู่นั้น รักษาการประธานาธิบดีก็ถูกเสนอให้ถอดถอนตามไปอีก ซึ่งหากถอดถอนจริง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็จะต้องขึ้นมาดำรงตำแหน่งชั่วคราว ซึ่งยิ่งสุมไฟวิกฤตให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ถอดถอนแล้วละก็ การเลือกตั้งประธานาธิบดีก็จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่อาจส่งผลต่อนโยบายในประเทศและต่างประเทศ โดยพรรคฝ่ายค้านมีแนวโน้มที่จะเน้นย้ำถึงการฟื้นฟูค่านิยมประชาธิปไตย ในขณะที่พรรครัฐบาลก็กำลังดิ้นรนเพื่อฟื้นตัวจากความแตกแยกภายในและความไม่พอใจของประชาชน แต่ในทางกลับกัน

หากศาลปฏิเสธคำร้องถอดถอน ยุน ซอกยอล อาจกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้อีกครั้ง แม้ว่าความชอบธรรมทางการเมืองของเขาจะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงชนิดที่กู่ไม่กลับก็ตาม และนั่นจะเป็นบททดสอบสำคัญต่อความแข็งแกร่งของสถาบันของเกาหลีใต้ ในขณะที่กรอบประชาธิปไตยของประเทศถูกทดสอบด้วยวิกฤตการณ์ทางการเมืองเลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

อ้างอิง : reuters.com , reuters.com , reuters.com , reuters.com , reuters.com , scmp.com , bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...