โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตำรากฎหมายจากปลายปากกาผู้ประศาสน์การธรรมศาสตร์

The101.world

อัพเดต 22 ม.ค. 2568 เวลา 17.28 น. • เผยแพร่ 22 ม.ค. 2568 เวลา 10.28 น. • The 101 World
ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม) (11 พฤษภาคม พ.ศ. 2443 – 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2526)

ปรีดี พนมยงค์ เป็นที่รู้จักในฐานะ ‘มันสมอง’ ของคณะราษฎร อดีตนายกรัฐมนตรี เสรีไทย รัฐบุรุษอาวุโส และอื่นๆ เหลือจะยกมาประกาศเกียรติคุณทั้งหมด แม้ว่าในทางการเมืองจะมีการกล่าวถึงหลากหลายแง่มุมของปรีดี พนมยงค์ ด้วยกัน แต่บทความฉบับนี้จะมุ่งกล่าวถึงปรีดี พนมยงค์ ในฐานะอาจารย์กฎหมาย และงานเขียนตำรากฎหมายของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำราเกี่ยวกับกฎหมายเอกชน เนื่องในโอกาส 100 ปีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และวาระ 125 ปี ชาตกาลของศาสตราจารย์ท่านนี้

อาจารย์หลวงประดิษฐ์ถึงท่านผู้ประศาสนการ

ปรีดี พนมยงค์ เมื่อสำเร็จเป็นเนติบัณฑิตไทย

ครั้นสำเร็จการศึกษาจากประเทศฝรั่งเศส ปรีดี พนมยงค์ กลับมารับราชการในกระทรวงยุติธรรมช่วงต้นทศวรรษ 2470 และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ‘หลวงประดิษฐ์มนูธรรม’ ใน พ.ศ.2471[1] และได้รับมอบหมายให้เป็นอาจารย์สอนหนังสือ ณ โรงเรียนกฎหมาย

ในชั้นแรก ปรีดี ได้รับมอบหมายเป็นผู้บรรยายในวิชากฎหมายเอกชน เช่น ‘กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน บริษัท และสมาคม’ ซึ่งถือว่าเป็นวิชาในความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของปรีดี พนมยงค์ เนื่องจากสอดคล้องกับหัวข้อดุษฎีนิพนธ์ที่ท่านทำที่ฝรั่งเศส ในหัวข้อ ‘ในกรณีที่หุ้นส่วนคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ฐานะของห้างหุ้นส่วนส่วนบุคคลจะเป็นอย่างไร (ศึกษาตามกฎหมายฝรั่งเศสและกฎหมายเปรียบเทียบ)’ (Du Sort des Sociétés de Personnes en cas de Décès d’un Associé (Étude de droit français et de droit comparé)) ซึ่ง จิตติ ติงศภัทิย์ หนึ่งในลูกศิษย์ของปรีดี ได้บอกเล่าความทรงจำเมื่อครั้งเรียนกฎหมายหุ้นส่วนบริษัทกับ ‘อาจารย์หลวงประดิษฐ์’ ว่ามีการสอนที่อิงตามระบบประมวลกฎหมายมากขึ้น จากแต่ก่อนนี้การสอนกฎหมายหุ้นส่วนบริษัทจะอิงตามกฎหมายอังกฤษ ดังนี้[2]

“…เรื่องหุ้นส่วนบริษัทนี้ก็ต้องเรียนว่าเดิมทีเดียว เราสอนกฎหมายหุ้นส่วนก็สอนแบบอังกฤษ
เมื่อท่านมาเป็นอาจารย์สอนเรื่องหุ้นส่วนบริษัท แนวที่สอนก็เปลี่ยนไป นี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่อยากจะเรียนให้ทราบไว้ มีปัญหาอย่างเช่นว่าทำไมจึงต้องมีนิติบุคคลเกิดขึ้นในกฎหมายซึ่งแต่ก่อนนี้ไม่เคยการสอน แต่ว่าท่านเรียนมาจากฝรั่งเศสเรียนแบบประมวล ท่านมีปัญหาเหล่านี้มาอธิบายให้พวกเราได้ฟัง…”

นอกจากนี้ ท่านยังได้รับมอบหมายเป็นผู้บรรยายวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลอีกวิชาหนึ่ง[3] จึงอาจจะพออนุมานได้ว่า แรกเริ่มแล้ว ปรีดีเป็น ‘นักกฎหมายเอกชน’ ในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับกฎหมายเอกชนนับแต่ศึกษาอยู่ที่ฝรั่งเศสจนมาเป็นผู้บรรยายที่โรงเรียนกฎหมาย

ต่อมา ท่านได้รับการมอบหมายให้สอนกฎหมายปกครองด้วย ซึ่งเป็นวิชาที่สร้างชื่อเสียงให้ท่านเป็นอย่างมาก[4] วิชากฎหมายปกครองนี้เอง ปรีดีได้สอดแทรกเนื้อหาว่าด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญใช้ปกครองรัฐ หรือ Droit Constitutionnel ซึ่งท่านเคยศึกษามาสมัยเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ที่ประเทศฝรั่งเศสในการบรรยายให้นักเรียนโรงเรียนกฎหมายรับฟังเสมอๆ เพื่อเร้าความสนใจและค่อยๆ ปลูกจิตสำนึกเรื่องความจำเป็นที่จะต้องปกครองด้วยการมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด

การสอดแทรกเนื้อหาดังกล่าวส่งผลให้นักเรียนกฎหมายเกิดความตื่นตัวทางการเมือง[5] อีกทั้งยังปลุกจิตสำนึกนักเรียนกฎหมายให้สนใจแนวทางประชาธิปไตยและแนวทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นรากฐานของสังคม ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก เพราะกฎหมายปกครองเป็นสาขาหนึ่งของกฎหมายมหาชน ที่จำต้องอธิบายหลักการแบ่งแยกอำนาจ[6] ซึ่งเป็นสิ่งรัฐที่ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่มีความชัดเจนนัก

‘อาจารย์หลวงประดิษฐ์’ (นั่ง) กับบรรดาศิษยานุศิษย์โรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม ใน พ.ศ.2474 (ภาพจากอนุสรณ์หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ นายศิริ สันตะบุตร หนึ่งในลูกศิษย์ของ ‘อาจารย์หลวงประดิษฐ์’)

สำหรับเรื่องเล่าเกี่ยวกับปรีดีในฐานะอาจารย์โรงเรียนกฎหมาย ปรากฏว่าบรรดาลูกศิษย์ ได้บอกเล่าถึงประสบการณ์การเรียนกฎหมายกับท่านไว้อยู่พอสมควร เช่น คุณหญิงแร่ม พรหโมบล บุณยประสพ เล่าว่า ระหว่างศึกษาวิชากฎหมายได้รับความกรุณาจากอาจารย์ทุกท่าน รวมถึง ‘อาจารย์หลวงประดิษฐ์’ ด้วย โดยคณาจารย์มักเปิดให้นักเรียนกฎหมายที่มีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจในวิชาที่สอน สามารถเดินทางไปถามอาจารย์ที่บ้านได้ ซึ่งคุณหญิงแร่มเล่าว่า ตนมีโอกาสไปบ้าน ‘อาจารย์หลวงประดิษฐ์’ บ่อยครั้ง เนื่องจากสนิทสนมในฐานะที่เคยเรียนโรงเรียนเซนต์โยเซฟ สมัยเดียวกับท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ และเคยไปมาหาสู่กันที่บ้านท่านผู้หญิงพูนศุขตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะสมรส[7] ขณะที่บุญชนะ อัตถากร ก็บอกเล่าว่า ‘อาจารย์หลวงประดิษฐ์’ เป็นที่รักใคร่ของบรรดาข้าราชการ ประกอบกับมีศิษยานุศิษย์ไปมาหาสู่กับท่านเสมอ[8]

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้มีศิษยานุศิษย์จากโรงเรียนกฎหมายขอเข้าไปคารวะ ‘อาจารย์หลวงประดิษฐ์’ และปรารภการกับปรีดีถึงการยกฐานะโรงเรียนกฎหมายเป็นมหาวิทยาลัย เพราะในขณะนั้นผู้สำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิตจะได้รับการยกย่องสูงกว่าข้าราชการอื่น แต่โรงเรียนกฎหมายยังคงมีสถานะเป็นเพียงโรงเรียน ผู้สำเร็จการศึกษาก็ได้เพียงประกาศนียบัตร ซึ่ง ‘อาจารย์หลวงประดิษฐ์’ ก็เห็นพ้องด้วยจึงได้รับเรื่องไว้ ต่อมาโรงเรียนกฎหมายจึงถูกโอนเป็นคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ.2476 และมีการจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ในวันที่ 27 มิถุนายน 2477[9]

เมื่อมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ‘อาจารย์หลวงประดิษฐ์’ ก็เป็นที่รู้จักในฐานะ ‘ผู้ประศาสนการ’ แม้ว่าท่านจะไม่ได้รับงานบรรยายอีกต่อไปหรือมาพบปะนักศึกษาในมหาวิทยาลัยบ่อยครั้งนัก ด้วยอุทิศเวลาให้กับงานบริหารราชการในตำแหน่งต่าง ๆ เป็นหลัก แต่ก็ยังคงมีธรรมเนียมปฏิบัติว่า เมื่อธรรมศาสตร์บัณฑิตจะสำเร็จการศึกษา จะมีการจัดกิจกรรมอบรมนักศึกษาก่อนรับปริญญาบัตร อันเป็นโอกาสให้นักศึกษาและบัณฑิตพบปะ ‘ผู้ประศาสนการ’ ในชั้นของการเปิดและปิดการอบรม[10]

ปรีดี พนมยงค์ (ยืน) ในชุดครุย กำลังให้โอวาทบัณฑิตรุ่นที่ 1 สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง พ.ศ.2478

ตำรากฎหมายจากปลายปากกาของผู้ประศาสน์การ

ตำรากฎหมายที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของปรีดี พนมยงค์ คือตำรากฎหมายปกครอง โดยอาจกล่าวได้ว่า ‘กฎหมายปกครอง’ ของปรีดี พนมยงค์ เป็นตำราเล่มแรก ๆ ของไทยที่มุ่งอธิบายกฎหมายมหาชนในไทย โดยมีการสอดแทรกแนวคิดระบอบรัฐธรรมนูญ และมีเนื้อหาเกี่ยวกับกฎหมายการคลังร่วมด้วย

ตำรากฎหมายปกครองนี้ มีที่มาจากคำบรรยายที่ท่านลงตีพิมพ์ในวารสารนิติสาส์น ซึ่งมีอยู่ 2 เวอร์ชัน ด้วยกัน ได้แก่ ฉบับบรรยายเมื่อก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งปรากฏว่ามีการรวบรวมพิมพ์แจกเนื่องในงานปลงศพ พร้อม พรหโมบล มารดาของแร่ม พรหโมบล ลูกศิษย์คนหนึ่งของปรีดี

อีกฉบับหนึ่ง เป็นฉบับที่เขียนร่วมกับ พระสารสาสน์ประพันธ์ ในลักษณะแบ่งครึ่ง โดยครึ่งแรกเป็นคำบรรยายของปรีดี ขณะที่ครึ่งหลังเป็นของพระสารสาสน์ประพันธ์ ซึ่งเป็นการอธิบายให้สอดคล้องกับระบอบการปกครองใหม่ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ปกคำสอนกฎหมายปกครองของปรีดี พนมยงค์ ที่บรรยายไว้ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง กับปก “คำอธิบายกฎหมายปกครอง” ที่ปรีดี พนมยงค์ เขียนร่วมกับพระสารสาสน์ประพันธ์ (ภาพจากห้องหนังสือหายาก หอสมุดปรีดี พนมยงค์ หอสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

อย่างไรก็ดี นอกจากตำรากฎหมายปกครองแล้ว ปรีดี ยังได้เขียนตำราไว้อีกหลายเล่มซึ่งโดยมากจะเป็นตำรากฎหมายเอกชน เช่น ‘คำอธิบายกฎหมายลักษณะหุ้นส่วน บริษัท และสมาคม’ ซึ่งปรีดีได้บรรยายไว้ระหว่าง 2470-2472[11] โดยมีการจัดพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกใน 2479 เนื่องในงานฌาปนกิจศพนายเสียง พนมยงค์ บิดาของปรีดี เช่นเดียวกับ ‘คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล’ ที่เป็นคำบรรยายของปรีดี ณ โรงเรียนกฎหมายก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ในส่วนของ ‘คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัทและสมาคม’ นั้น แม้ว่าจะเป็นคำอธิบายที่เก่า เพราะภายหลัง กฎหมายหมายหุ้นส่วนบริษัทของไทยมีการปรับปรุงแก้ไขบ่อยครั้ง แต่ตำราเล่มนี้ยังคงมีคุโณปการในแง่ของการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายหุ้นส่วนบริษัทของไทย เพราะนอกจากจะเป็นคำอธิบายกฎหมายหุ้นส่วนบริษัทของไทยแรกมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ยังมีการเกริ่นนำประวัติของบทกฎหมายหุ้นส่วน บริษัท และสมาคม ในยุคก่อนมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย ในรูปแบบของการอ้างถึงพระราชกำหนดกฎหมายเกี่ยวกับหุ้นส่วน บริษัท สมาคม ก่อนการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติห้างหุ้นส่วน ร.ศ. 130 พระราชบัญญัติสมาคม พ.ศ. 2457 เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับช่วงที่ปรีดีรับบรรยายในรายวิชาดังกล่าว เป็นช่วงคาบเกี่ยวกับที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ประกาศใช้ใน พ.ศ. 2471[12] และมีผลบังคับใช้ใน พ.ศ. 2472 ทำให้ต้องมีการอธิบายคาบเกี่ยวกฎหมายเก่าใหม่พอสมควร

ในส่วนของการอธิบายหลักกฎหมาย มีการเรียงลำดับจากห้างหุ้นส่วน บริษัท และสมาคม ซึ่งเรียงตามบทบัญญัติในบรรพ 3 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั่นเอง โดยเป็นการอธิบายโดยสังเขปและยกตัวอย่างประกอบตามธรรมเนียมนิยมของตำรากฎหมายสมัยนั้น

ปก ‘คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัทและสมาคม’ และคำนำบางส่วน

ในส่วน ‘คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล’ เป็นกฎหมายว่าด้วยนิติสัมพันธ์ทางเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศ รวบรวมจากคำบรรยายที่ปรีดี แสดงไว้ใน พ.ศ.2474[13] มีเนื้อหาว่าด้วยกฎหมายสัญชาติและกฎหมายขัดกัน โดยเป็นคำอธิบายที่อาศัยกฎหมายภาคพื้นทวีปยุโรปเป็นรากฐาน ถือเป็นประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์วิวัฒนาการว่าด้วยฐานะของคนต่างด้าวในไทย และการใช้กฎหมายในกรณีที่กฎหมายเอกชนระหว่างประเทศขัดกัน[14]

ทั้งนี้ เค้าโครงการบรรยายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลยังเป็นแนวทางในการวางเค้าโครงการบรรยายวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลในชั้นหลังด้วย[15]

ปก ‘คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล’

ตำราทั้ง 3 เล่มนั้น ภายหลังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รวบรวมพิมพ์พร้อมกับงานเขียนกฎหมายอื่นๆ ของปรีดีในชื่อ ‘ประชุมกฎหมายมหาชนและเอกชนของปรีดี พนมยงค์’

นอกจากนี้ น้อยคนนักที่จะทราบว่า ปรีดี พนมยงค์ ได้เรียบเรียงคำอธิบายเรียงมาตรา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บางส่วนไว้ โดยรวบรวมจากที่ลงพิมพ์ไว้เป็นตอนๆ ในวารสารนิติสาส์น ในนั้นอธิบายถึงมาตรา 522 เรื่องสัญญาให้ ซึ่งได้หยุดเขียนไปเนื่องจากเข้าสู่วงการการเมืองภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง[16]

ในส่วนของวารสารนิติสาส์นนั้นแบ่งเป็น 2 แผนก คือแผนกกฤษฎีกาที่ลงพระราชกำหนดกฎหมายใหม่ และแผนกสามัญที่ลงบทความเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งปรีดีมุ่งให้เป็นหนังสือเกี่ยวกับวิชาการ ไม่ได้มุ่งหมายที่จะสอนลัทธิการเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือเศรษฐกิจของประเทศ[17] การออกตัวเช่นนี้ น่าจะเป็นเพราะในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การสอนเศรษฐศาสตร์เป็นสิ่งต้องห้าม ทั้งการนำเสนอเรื่องราวการปกครองระบอบอื่น อาจหมิ่นเหม่ที่จะถูกมองว่าเป็นการยุยงส่งเสริมให้เปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศได้

ปก นิติสาส์น แผนกสามัญ ที่ปรีดี พนมยงค์ ตีพิมพ์คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นตอนๆ ระหว่าง พ.ศ. 2471-2475

ในชั้นแรก นิติสาส์น แบ่งเป็น 3 ภาค ได้แก่ ภาคประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ภาคนิติศาสตรบัณฑิต ที่รวมบทความทางกฎหมายจากผู้เขียนท่านต่างๆ รวมทั้งปรีดีเอง และภาคเบ็ดเตล็ด เช่น การถามตอบปัญหากฎหมาย[18]

จะเห็นว่า ปรีดี พนมยงค์ ให้ความสำคัญกับการจัดทำคำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์พอสมควร ประกอบกับช่วงที่ปรีดีก่อตั้งวารสารนิติสาส์นนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 และ 2 เพิ่งประกาศใช้ใน พ.ศ.2468 (ตามมาด้วยบรรพ 3 ใน พ.ศ.2472 บรรพ 4 ใน พ.ศ.2474 บรรพ 5 และ 6 ใน พ.ศ.2478 ตามลำดับ) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงเป็นกฎหมายใหม่ที่วงการกฎหมายให้ความสนใจอยู่มาก เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนพอสมควร ดังที่ปรีดีได้นิยามกฎหมายแพ่งว่าเป็นกฎหมายที่ “บัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่สภาพของเอกชนโดยทั่วๆ ไป มีอาทิ สภาพของบุคคล ทรัพย์ หนี้ สัญญา ผัวเมีย มฤดก โดยไม่เลือกว่าบุคคลเหล่านั้นมีอาชีวะอันใด”[19] ทำให้เกิดความต้องการการศึกษากฎหมายดังกล่าวอยู่พอสมควร แต่เวลานั้น ตำราคำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีอยู่อย่างจำกัด มีผู้เขียนคำอธิบายอยู่ไม่กี่ราย และหลายท่านก็เขียนไม่จบ[20]

คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าวนี้เองที่ต่อมามีการรวบรวมจัดพิมพ์เป็นเล่มในส่วนของบรรพ 1 ในพ.ศ.2471[21] และบรรพ 2 ใน พ.ศ.2472[22] ในชื่อ ‘บันทึกข้อความสำคัญประกอบด้วยอุทาหรณ์และคำแนะนำแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์’ ซึ่งปรีดี พนมยงค์ ได้ปรารภในคำนำว่า สืบเนื่องจากสมาชิกหนังสือนิติสาส์นหลายท่านได้ปรารภว่าคำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่นำลงในหนังสือนิติสาส์นนั้น คราวหนึ่งเพียง 4-5 มาตรา ถ้าคอยจนจบจะเป็นเวลานาน ขณะเดียวกัน วงการกฎหมายก็มีความจำเป็นต้องศึกษาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มากขึ้นเช่นเดียวกัน จึงมีการร้องขอให้ท่านผู้เขียนจัดทำฉบับรวมเล่มขึ้นมา[23]

คำอธิบายดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แบบเรียงมาตรา แบบสังเขป ประกอบอุทาหรณ์อันมีลักษณะเป็นการยกตัวอย่างกรณีสมมติขึ้นมา ซึ่งกลวิธีการแต่งตำราชุดนี้ ปรีดี พนมยงค์ ได้ปรารภในหนังสือ ‘นิติสาส์น’ ไว้ว่า[24]

“…การเขียนคำอธิบายเหล่านี้ไม่ใช่เป็นของง่าย ซึ่งจะเสกสรรค์ขึ้นได้ในเวลาเร็ววัน แต่เมื่อความจำเป็นได้บังเกิดแก่ท่านที่สนใจในวิชากฎหมายเป็นส่วนมาก ก็มีวิธีอยู่อย่างหนึ่งที่จะไกล่เกลี่ยความยุ่งยากกับความจำเป็นนั้น พอลงรอยกันได้ชั่วคราวก่อน คือรวบรวมความเห็นต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้าได้แนะนำนักเรียนกฎหมายไปบ้าง หรือบางท่านได้ช่วยเหลือส่งมา แล้วพิมพ์ขึ้นเป็นคราว ๆ ไป…”

หน้าปกของ บันทึกข้อความสำคัญประกอบด้วยอุทาหรณ์และคำแนะนำแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (3 เล่ม) (ได้รับความอนุเคราะห์จากห้องหนังสือหายาก หอสมุดปรีดี พนมยงค์)

เนื่องจากเป็นคำอธิบายอย่างย่อๆ พอเป็นเค้าแห่งแนวทางประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ปรีดีจึงได้ปรารภว่าตำราดังกล่าวเป็นเพียงแต่เค้าแห่งแนวความคิดของเอกชน มิใช่ตำราที่บริบูรณ์ ทั้งแนะนำให้ศึกษาอย่างละเอียดผ่านตำราอาจารย์โรงเรียนกฎหมายเป็นสำคัญ[25] ดังนี้ อาจจะกล่าวได้ว่าตำรากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของปรีดี พนมยงค์ เป็นเสมือนคู่มือในการศึกษาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เบื้องต้นนั่นเอง

ในส่วนของเนื้อหา ผู้เขียนขอยกส่วนที่ปรีดี พนมยงค์ อธิบายมาตรา 4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันว่าด้วยนิติวิธี หรือการใช้และการตีความกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่กำหนดให้ศาลใช้บทกฎหมายมาปรับแก่คดี หากไม่มีบทกฎหมาย ให้ใช้จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ให้อาศัยเทียบเคียงบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีบทกฎหมายเช่นว่านั้นให้เทียบเคียง ให้อาศัยหลักกฎหมายทั่วไป[26] ซึ่งในส่วนของ ‘ลำดับแห่งการใช้กฎหมายสำหรับคดีแพ่ง’ท่านอธิบายไว้ดังนี้[27]

“การที่จะใช้กฎหมายประเภทต่าง ๆ บังคับกรณีย์แพ่ง ศาลต้องถือตามลำดับที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้อย่างเคร่งครัด กล่าวคือ เมื่อกรณีย์แพ่งใดมีบทกฎหมายกล่าวไว้ ศาลจำต้องอ้างบทกฎหมายขึ้นปรับคดี ศาลจะอ้างหลักกฎหมายทั่วไปขึ้นปรับคดีในเมื่อมีกฎหมายแล้วไม่ได้ (ในประเทศฝรั่งเศส ประมวลแพ่ง มาตรา 5 ห้ามมิให้ผู้พิพากษาตัดสินคดีโดยอ้างหลักกฎหมายทั่วไปและโดยออกกฎหมายเอาเอง) ความเห็นจึ่งเกิดขึ้นว่าถ้าศาลแพ่งได้อ้างหลักกฎหมายทั่วไปขึ้นปรับแก่คดีโดยไม่อ้างถึงบทกฎหมายที่มีอยู่สำหรับกรณีย์แห่งนั้นแล้ว ก็ย่อมจะเปิดโอกาสให้คู่คดีประวิงความจนถึงทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา…”

จากคำอธิบายข้างต้น ย่อมสะท้อนถึงเหตุผลของการวางบทนิติวิธีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พอสมควร ทั้งยังสะท้อนหลักการเรื่องศาลต้องตัดสินตามกฎหมาย สะท้อนถึงนิตินโยบายว่าด้วยระบบกฎหมายของที่เอนเอียงไปทางระบบประมวลกฎหมาย และอาจสะท้อนหลักเรื่องความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะประการหนึ่ง

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องหลักกฎหมายทั่วไป ปรีดียังอธิบายในตำรากฎหมายปกครอง สะท้อนให้เห็นถึงการศึกษากฎหมายที่ผู้ศึกษาควรมีความรู้ในศาสตร์อื่นนอกจากกฎหมายด้วย ซึ่งท่านได้อธิบายเรื่องหลักกฎหมายทั่วไปไว้ดังนี้[28]

“หลักกฎหมายทั่วไปนี้ หมายถึงหลักที่มนุษย์ซึ่งรวบรวมกันอยู่เป็นหมู่คณะหรือประเทศจะต้องประพฤติปฏิบัติต่อกัน แต่ปัญหาที่ว่ามนุษย์จะต้องประพฤติต่อกันอย่างไร จึ่งจะรวมกันอยู่ได้เป็นปกติสุขนั้นก็จำต้องอาสัยวิทยาศาสตร์ ซึ่งว่าด้วยความสัมพันธ์ของฝูงชนที่รวบรวมกันอยู่เป็นหมู่คณะ มาเป็นเครื่องช่วยวินิจฉัย วิทยาศาสตร์จำพวกนี้มีสาขาต่าง ๆ เช่น สมาคมวิทยา (sociology) เศรษฐวิทยา ศีลธรรม ศาสนา รัฐประศาสน์ กฎหมาย ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น วิชชาเหล่านี้ย่อมจำเป็นสำหรับวิชชาปกครองเหมือนดั่งที่จำเป็นในการศึกษากฎหมายโดยทั่ว ๆ ไป”

นอกจากนี้ ปรีดียังอธิบายถึงสิทธิมนุษยชนในฐานะหลักกฎหมายทั่วไป อันจะเป็นประโยชน์ในการศึกษากฎหมายปกครองอีกด้วย[29]

ทั้งนี้ นอกเหนือจากตำราคำอธิบายกฎหมายแล้ว ปรีดียังได้แสดงปาฐกถาซึ่งต่อมาจะมีการเรียบเรียงตีพิมพ์เป็นเล่มอีก 2 เรื่อง ได้แก่ ‘ปาฐะเรื่องปัญหาเกี่ยวแก่การลงอาชญาผู้กระทำผิดกฎหมาย’ ซึ่งปรีดี ได้แสดงไว้ ณ สามัคยาจารย์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2471 ตามคำเชิญของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ในขณะนั้น[30]

อีกเรื่องหนึ่งแสดงเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว คือ ‘ปาฐกถาเรื่องพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหาร แห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2476’ ซึ่งปรีดีแสดง ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2476 (นับแบบใหม่ 2477) ตามคำขอของเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร[31] เป็นอาทิ

ทั้งหมดที่กล่าวมาก็เป็นงานเขียนตำรากฎหมายของปรีดี พนมยงค์ สมัยที่ท่านยังมีฐานะ ‘อาจารย์หลวงประดิษฐ์’ จนกระทั่งท่านเข้าสู่วงการทางการเมืองอย่างเต็มตัวและสิ้นบทบาททางการเมืองไปในที่สุด

ส่งท้าย

จะเห็นว่านอกเหนือจากแง่มุมทางการเมืองแล้ว ปรีดี พนมยงค์ มีพื้นฐานความสนใจเป็นนักวิชาการและครูอยู่มาก จากความทุ่มเทในการสอน และความตั้งใจผลิตตำราในสาขาวิชาที่ขาดแคลนตำราหรือยังมีผู้เขียนอธิบายน้อยราย ดังคำกล่าวของสุภา ศิริมานนท์ ที่ว่าปรีดีมีความเป็นครูมากกว่านักการเมือง ท่านมีความเป็นนักวิชาการ ใจกว้าง รับฟังและพิจารณาความคิดเห็นของคนรุ่นหลัง เป็นคนละเอียดพิถีพิถันในเรื่องความถูกต้องทางวิชาการอยู่มาก[32]

แม้ว่าสุดท้าย การอภิวัฒน์สยาม 2475 จะทำให้ท่านต้องร้างราจากวงวิชาการ และต่อมาก็ได้ประสบชะตากรรมทางการเมืองเช่นที่ทราบกัน ทำให้ปรีดีจะเสียโอกาสในการผลิตงานวิชาการทางกฎหมายไปอย่างน่าเสียดาย แต่การอภิวัฒน์และการจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งปฏิเสธมิได้ว่ามีมาจากแนวคิดของปรีดี พนมยงค์ ก็มีคุโณปการต่อวงการกฎหมายไทยยิ่งไปกว่าการเขียนตำรากฎหมาย โดยเฉพาะในแง่ของการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรรูปแบบการเรียนการสอนกฎหมายในไทยอันมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการศึกษากฎหมายในไทยไปตลอดกาล

กิตติกรรมประกาศ: ขอบพระคุณห้องสมุดหายาก หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการให้ความอนุเคราะห์ในการเข้าถึงเอกสารชั้นต้นอันทรงคุณค่านานัปการ อันผู้เขียนได้นำมาประกอบการเขียนงานเขียนชิ้นนี้ (และอาจจะรวมถึงชิ้นต่อๆ ไป)

[1] พระราชทานบรรดาศักดิ์ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 45 (2 ธันวาคม 2471) น. 2755.

[2] ‘การอภิปรายเรื่องปรีดี พนมยงค์: ชีวิต และผลงาน’ (สถาบันปรีดี พนมยงค์, 6 พฤษภาคม 2567) <https://pridi.or.th/th/content/2024/05/1948> สืบค้นวันที่ 30 ธันวาคม 2567.

[3] ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล, ปรีดี พนมยงค์ ชีวประวัติฉบับพกพา (โรงพิมพ์เดือนตุลา 2563) น.35-36.

[4] เดือน บุนนาค, ท่านปรีดี รัฐบุรุษอาวุโส ผู้วางแผนเศรษฐกิจไทยคนแรก (สามัคคีธรรม 2517) น.45.

[5] อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, ‘เมื่อปรีดีเริ่มริสอน “กฎหมายรัฐธรรมนูญ” ในเมืองไทย’ (สถาบันปรีดี พนมยงค์, 15 มีนาคม 2564) <https://pridi.or.th/th/content/2021/03/637> สืบค้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2567.

[6] เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, ‘‘ปรีดี พนมยงค์’ ผู้วางรากฐานกฎหมายมหาชนไทย’ (สถาบันปรีดี พนมยงค์, 10 กรกฎาคม 2564) <https://pridi.or.th/th/content/2021/07/760> สืบค้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567.

[7] แร่ม พรหโมบล บุณยประสพ, “เสี้ยวหนึ่งแห่งความทรงจำ” ของคุณหญิงแร่มฯ (สถาบันปรีดี พนมยงค์, 14 พฤษภาคม 2563) <https://pridi.or.th/th/content/2020/05/266> สืบค้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567

[8] บุญชนะ อัตถากร, บันทึกวิเคราะห์และวิจารณ์ 16 นายกรัฐมนตรีไทย (มูลนิธิศาสตราจารย์บุญชนะ อัตถากร เพื่อการศึกษาและวิจัย 2526) น.54.

[9] สงัด ศรีวณิก, บันทึกความทรงจำเรื่องปรีดี พนมยงค์ และโดมรำลึก ใน มิตรกำสรวล เนื่องในมรณกรรมของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ (โครงการปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย 2526) น.566-567.

[10] ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล, ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (พ.ศ. 2477-2495) ใน วารุณี โอสถารมย์ บรรณาธิการ, ผู้ประศาสน์การและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2477-2556): ประวัติชีวิต ความคิด และการทำงาน (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2556) น.24.

[11] ดู คำนำและใบแก้คำผิด ใน หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัทและสมาคม: ซึ่งแสดงที่โรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม เมื่อ พ.ศ. 2473 (โรงพิมพ์อักษรนิติ 2479).

[12] “พระราชกฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ที่ได้ตรวจชำระใหม่” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 45 (1 มกราคม 2471) น.1.

[13] คำนำ ใน หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล (นิติสาส์น 2479).

[14] ถ้อยแถลงของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใน ปรีดี พนมยงค์, ประชุมกฎหมายมหาชนและเอกชนของปรีดี พนมยงค์ (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2553) น.(13).

[15] พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ภาคนำ: แนวความคิดทั่วไปเกี่ยวกับนิติสัมพันธ์ของเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศ (พิมพ์ครั้งที่ 6, วิญญูชน) น.13.

[16] คำนำ ใน นิติสาส์น แผนกสามัญ ปี 5 เล่ม 4 (กรกฎาคม 2475)

[17] คำนำ ใน นิติสาส์น แผนกสามัญ ปี 1 เล่ม 1 (2471) ก.

[18] เพิ่งอ้าง และดู กษิดิศ อนันทนาธร, ปรีดี พนมยงค์ กับธุรกิจโรงพิมพ์และหนังสือ “นิติสาส์น” สร้างแสงสว่างทางปัญญา (the people, 8 พฤษภาคม 2563) <https://www.thepeople.co/history/the-legend/22799> สืบค้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567.

[19] หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, บันทึกข้อความสำคัญประกอบด้วยอุทาหรณ์และคำแนะนำแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 (นิติสาส์น 2471) น.2.

[20] เดือน บุนนาค, ท่านปรีดี รัฐบุรุษอาวุโส ผู้วางแผนเศรษฐกิจไทยคนแรก น.42-43.

[21] คำนำ ใน หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, บันทึกข้อความสำคัญประกอบด้วยอุทาหรณ์และคำแนะนำแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 (นิติสาส์น 2471).

[22] คำนำ ใน หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, บันทึกข้อความสำคัญประกอบด้วยอุทาหรณ์และคำแนะนำแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 (ตอนที่ 1) (นิติสาส์น 2472).

[23] คำนำ ใน หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, บันทึกข้อความสำคัญประกอบด้วยอุทาหรณ์และคำแนะนำแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1

[24] คำนำ ใน นิติสาส์น แผนกสามัญ ปีที่ 1 เล่ม 1 (2471) ก

[25] คำนำ ใน หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, บันทึกข้อความสำคัญประกอบด้วยอุทาหรณ์และคำแนะนำแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 (ตอนที่ 1)

[26] มาตรา 4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

กฎหมายนั้น ต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ

เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมายเช่นนั้นก็ไม่มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป

[27] หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, บันทึกข้อความสำคัญประกอบด้วยอุทาหรณ์และคำแนะนำแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 (ตอนที่ 1) น.14-15.

[28] หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, คำสอนกฎหมายปกครอง (นิติสาส์น 2475) น.14.

[29] เพิ่งอ้าง น.14-15.

[30] ดู ปรีดี พนมยงค์, ปาฐะเรื่องปัญหาเกี่ยวแก่การลงอาชญาผู้กระทำผิดกฎหมาย (นิติสาส์น 2471).

[31] หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, ปาฐกถาเรื่องพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหาร แห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476
หลวงเธียรประสิทธิสาร พิมพ์แจกในการพระกฐินพระราชทาน สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ณ วัดราชนัดดาราม พุทธศักราช 2477
(โรงพิมพ์โสภณพิพรรฑธนากร 2477) น.1.

[32] ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์กับวิชาการ ใน พจนาลัย เนื่องในวาระครบรอบ 84 ปีของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ (อมรินทร์การพิมพ์ 2527) น.45-46.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...