ตำรากฎหมายจากปลายปากกาผู้ประศาสน์การธรรมศาสตร์
ปรีดี พนมยงค์ เป็นที่รู้จักในฐานะ ‘มันสมอง’ ของคณะราษฎร อดีตนายกรัฐมนตรี เสรีไทย รัฐบุรุษอาวุโส และอื่นๆ เหลือจะยกมาประกาศเกียรติคุณทั้งหมด แม้ว่าในทางการเมืองจะมีการกล่าวถึงหลากหลายแง่มุมของปรีดี พนมยงค์ ด้วยกัน แต่บทความฉบับนี้จะมุ่งกล่าวถึงปรีดี พนมยงค์ ในฐานะอาจารย์กฎหมาย และงานเขียนตำรากฎหมายของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำราเกี่ยวกับกฎหมายเอกชน เนื่องในโอกาส 100 ปีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และวาระ 125 ปี ชาตกาลของศาสตราจารย์ท่านนี้
อาจารย์หลวงประดิษฐ์ถึงท่านผู้ประศาสนการ
ครั้นสำเร็จการศึกษาจากประเทศฝรั่งเศส ปรีดี พนมยงค์ กลับมารับราชการในกระทรวงยุติธรรมช่วงต้นทศวรรษ 2470 และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ‘หลวงประดิษฐ์มนูธรรม’ ใน พ.ศ.2471[1] และได้รับมอบหมายให้เป็นอาจารย์สอนหนังสือ ณ โรงเรียนกฎหมาย
ในชั้นแรก ปรีดี ได้รับมอบหมายเป็นผู้บรรยายในวิชากฎหมายเอกชน เช่น ‘กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยหุ้นส่วน บริษัท และสมาคม’ ซึ่งถือว่าเป็นวิชาในความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของปรีดี พนมยงค์ เนื่องจากสอดคล้องกับหัวข้อดุษฎีนิพนธ์ที่ท่านทำที่ฝรั่งเศส ในหัวข้อ ‘ในกรณีที่หุ้นส่วนคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ฐานะของห้างหุ้นส่วนส่วนบุคคลจะเป็นอย่างไร (ศึกษาตามกฎหมายฝรั่งเศสและกฎหมายเปรียบเทียบ)’ (Du Sort des Sociétés de Personnes en cas de Décès d’un Associé (Étude de droit français et de droit comparé)) ซึ่ง จิตติ ติงศภัทิย์ หนึ่งในลูกศิษย์ของปรีดี ได้บอกเล่าความทรงจำเมื่อครั้งเรียนกฎหมายหุ้นส่วนบริษัทกับ ‘อาจารย์หลวงประดิษฐ์’ ว่ามีการสอนที่อิงตามระบบประมวลกฎหมายมากขึ้น จากแต่ก่อนนี้การสอนกฎหมายหุ้นส่วนบริษัทจะอิงตามกฎหมายอังกฤษ ดังนี้[2]
“…เรื่องหุ้นส่วนบริษัทนี้ก็ต้องเรียนว่าเดิมทีเดียว เราสอนกฎหมายหุ้นส่วนก็สอนแบบอังกฤษ
เมื่อท่านมาเป็นอาจารย์สอนเรื่องหุ้นส่วนบริษัท แนวที่สอนก็เปลี่ยนไป นี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่อยากจะเรียนให้ทราบไว้ มีปัญหาอย่างเช่นว่าทำไมจึงต้องมีนิติบุคคลเกิดขึ้นในกฎหมายซึ่งแต่ก่อนนี้ไม่เคยการสอน แต่ว่าท่านเรียนมาจากฝรั่งเศสเรียนแบบประมวล ท่านมีปัญหาเหล่านี้มาอธิบายให้พวกเราได้ฟัง…”
นอกจากนี้ ท่านยังได้รับมอบหมายเป็นผู้บรรยายวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลอีกวิชาหนึ่ง[3] จึงอาจจะพออนุมานได้ว่า แรกเริ่มแล้ว ปรีดีเป็น ‘นักกฎหมายเอกชน’ ในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับกฎหมายเอกชนนับแต่ศึกษาอยู่ที่ฝรั่งเศสจนมาเป็นผู้บรรยายที่โรงเรียนกฎหมาย
ต่อมา ท่านได้รับการมอบหมายให้สอนกฎหมายปกครองด้วย ซึ่งเป็นวิชาที่สร้างชื่อเสียงให้ท่านเป็นอย่างมาก[4] วิชากฎหมายปกครองนี้เอง ปรีดีได้สอดแทรกเนื้อหาว่าด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญใช้ปกครองรัฐ หรือ Droit Constitutionnel ซึ่งท่านเคยศึกษามาสมัยเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ที่ประเทศฝรั่งเศสในการบรรยายให้นักเรียนโรงเรียนกฎหมายรับฟังเสมอๆ เพื่อเร้าความสนใจและค่อยๆ ปลูกจิตสำนึกเรื่องความจำเป็นที่จะต้องปกครองด้วยการมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด
การสอดแทรกเนื้อหาดังกล่าวส่งผลให้นักเรียนกฎหมายเกิดความตื่นตัวทางการเมือง[5] อีกทั้งยังปลุกจิตสำนึกนักเรียนกฎหมายให้สนใจแนวทางประชาธิปไตยและแนวทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นรากฐานของสังคม ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก เพราะกฎหมายปกครองเป็นสาขาหนึ่งของกฎหมายมหาชน ที่จำต้องอธิบายหลักการแบ่งแยกอำนาจ[6] ซึ่งเป็นสิ่งรัฐที่ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่มีความชัดเจนนัก
สำหรับเรื่องเล่าเกี่ยวกับปรีดีในฐานะอาจารย์โรงเรียนกฎหมาย ปรากฏว่าบรรดาลูกศิษย์ ได้บอกเล่าถึงประสบการณ์การเรียนกฎหมายกับท่านไว้อยู่พอสมควร เช่น คุณหญิงแร่ม พรหโมบล บุณยประสพ เล่าว่า ระหว่างศึกษาวิชากฎหมายได้รับความกรุณาจากอาจารย์ทุกท่าน รวมถึง ‘อาจารย์หลวงประดิษฐ์’ ด้วย โดยคณาจารย์มักเปิดให้นักเรียนกฎหมายที่มีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจในวิชาที่สอน สามารถเดินทางไปถามอาจารย์ที่บ้านได้ ซึ่งคุณหญิงแร่มเล่าว่า ตนมีโอกาสไปบ้าน ‘อาจารย์หลวงประดิษฐ์’ บ่อยครั้ง เนื่องจากสนิทสนมในฐานะที่เคยเรียนโรงเรียนเซนต์โยเซฟ สมัยเดียวกับท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ และเคยไปมาหาสู่กันที่บ้านท่านผู้หญิงพูนศุขตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะสมรส[7] ขณะที่บุญชนะ อัตถากร ก็บอกเล่าว่า ‘อาจารย์หลวงประดิษฐ์’ เป็นที่รักใคร่ของบรรดาข้าราชการ ประกอบกับมีศิษยานุศิษย์ไปมาหาสู่กับท่านเสมอ[8]
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้มีศิษยานุศิษย์จากโรงเรียนกฎหมายขอเข้าไปคารวะ ‘อาจารย์หลวงประดิษฐ์’ และปรารภการกับปรีดีถึงการยกฐานะโรงเรียนกฎหมายเป็นมหาวิทยาลัย เพราะในขณะนั้นผู้สำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิตจะได้รับการยกย่องสูงกว่าข้าราชการอื่น แต่โรงเรียนกฎหมายยังคงมีสถานะเป็นเพียงโรงเรียน ผู้สำเร็จการศึกษาก็ได้เพียงประกาศนียบัตร ซึ่ง ‘อาจารย์หลวงประดิษฐ์’ ก็เห็นพ้องด้วยจึงได้รับเรื่องไว้ ต่อมาโรงเรียนกฎหมายจึงถูกโอนเป็นคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ.2476 และมีการจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ในวันที่ 27 มิถุนายน 2477[9]
เมื่อมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ‘อาจารย์หลวงประดิษฐ์’ ก็เป็นที่รู้จักในฐานะ ‘ผู้ประศาสนการ’ แม้ว่าท่านจะไม่ได้รับงานบรรยายอีกต่อไปหรือมาพบปะนักศึกษาในมหาวิทยาลัยบ่อยครั้งนัก ด้วยอุทิศเวลาให้กับงานบริหารราชการในตำแหน่งต่าง ๆ เป็นหลัก แต่ก็ยังคงมีธรรมเนียมปฏิบัติว่า เมื่อธรรมศาสตร์บัณฑิตจะสำเร็จการศึกษา จะมีการจัดกิจกรรมอบรมนักศึกษาก่อนรับปริญญาบัตร อันเป็นโอกาสให้นักศึกษาและบัณฑิตพบปะ ‘ผู้ประศาสนการ’ ในชั้นของการเปิดและปิดการอบรม[10]
ตำรากฎหมายจากปลายปากกาของผู้ประศาสน์การ
ตำรากฎหมายที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของปรีดี พนมยงค์ คือตำรากฎหมายปกครอง โดยอาจกล่าวได้ว่า ‘กฎหมายปกครอง’ ของปรีดี พนมยงค์ เป็นตำราเล่มแรก ๆ ของไทยที่มุ่งอธิบายกฎหมายมหาชนในไทย โดยมีการสอดแทรกแนวคิดระบอบรัฐธรรมนูญ และมีเนื้อหาเกี่ยวกับกฎหมายการคลังร่วมด้วย
ตำรากฎหมายปกครองนี้ มีที่มาจากคำบรรยายที่ท่านลงตีพิมพ์ในวารสารนิติสาส์น ซึ่งมีอยู่ 2 เวอร์ชัน ด้วยกัน ได้แก่ ฉบับบรรยายเมื่อก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งปรากฏว่ามีการรวบรวมพิมพ์แจกเนื่องในงานปลงศพ พร้อม พรหโมบล มารดาของแร่ม พรหโมบล ลูกศิษย์คนหนึ่งของปรีดี
อีกฉบับหนึ่ง เป็นฉบับที่เขียนร่วมกับ พระสารสาสน์ประพันธ์ ในลักษณะแบ่งครึ่ง โดยครึ่งแรกเป็นคำบรรยายของปรีดี ขณะที่ครึ่งหลังเป็นของพระสารสาสน์ประพันธ์ ซึ่งเป็นการอธิบายให้สอดคล้องกับระบอบการปกครองใหม่ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
อย่างไรก็ดี นอกจากตำรากฎหมายปกครองแล้ว ปรีดี ยังได้เขียนตำราไว้อีกหลายเล่มซึ่งโดยมากจะเป็นตำรากฎหมายเอกชน เช่น ‘คำอธิบายกฎหมายลักษณะหุ้นส่วน บริษัท และสมาคม’ ซึ่งปรีดีได้บรรยายไว้ระหว่าง 2470-2472[11] โดยมีการจัดพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกใน 2479 เนื่องในงานฌาปนกิจศพนายเสียง พนมยงค์ บิดาของปรีดี เช่นเดียวกับ ‘คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล’ ที่เป็นคำบรรยายของปรีดี ณ โรงเรียนกฎหมายก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ในส่วนของ ‘คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัทและสมาคม’ นั้น แม้ว่าจะเป็นคำอธิบายที่เก่า เพราะภายหลัง กฎหมายหมายหุ้นส่วนบริษัทของไทยมีการปรับปรุงแก้ไขบ่อยครั้ง แต่ตำราเล่มนี้ยังคงมีคุโณปการในแง่ของการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายหุ้นส่วนบริษัทของไทย เพราะนอกจากจะเป็นคำอธิบายกฎหมายหุ้นส่วนบริษัทของไทยแรกมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ยังมีการเกริ่นนำประวัติของบทกฎหมายหุ้นส่วน บริษัท และสมาคม ในยุคก่อนมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย ในรูปแบบของการอ้างถึงพระราชกำหนดกฎหมายเกี่ยวกับหุ้นส่วน บริษัท สมาคม ก่อนการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติห้างหุ้นส่วน ร.ศ. 130 พระราชบัญญัติสมาคม พ.ศ. 2457 เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับช่วงที่ปรีดีรับบรรยายในรายวิชาดังกล่าว เป็นช่วงคาบเกี่ยวกับที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ประกาศใช้ใน พ.ศ. 2471[12] และมีผลบังคับใช้ใน พ.ศ. 2472 ทำให้ต้องมีการอธิบายคาบเกี่ยวกฎหมายเก่าใหม่พอสมควร
ในส่วนของการอธิบายหลักกฎหมาย มีการเรียงลำดับจากห้างหุ้นส่วน บริษัท และสมาคม ซึ่งเรียงตามบทบัญญัติในบรรพ 3 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั่นเอง โดยเป็นการอธิบายโดยสังเขปและยกตัวอย่างประกอบตามธรรมเนียมนิยมของตำรากฎหมายสมัยนั้น
ในส่วน ‘คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล’ เป็นกฎหมายว่าด้วยนิติสัมพันธ์ทางเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศ รวบรวมจากคำบรรยายที่ปรีดี แสดงไว้ใน พ.ศ.2474[13] มีเนื้อหาว่าด้วยกฎหมายสัญชาติและกฎหมายขัดกัน โดยเป็นคำอธิบายที่อาศัยกฎหมายภาคพื้นทวีปยุโรปเป็นรากฐาน ถือเป็นประโยชน์ในการศึกษาประวัติศาสตร์วิวัฒนาการว่าด้วยฐานะของคนต่างด้าวในไทย และการใช้กฎหมายในกรณีที่กฎหมายเอกชนระหว่างประเทศขัดกัน[14]
ทั้งนี้ เค้าโครงการบรรยายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลยังเป็นแนวทางในการวางเค้าโครงการบรรยายวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลในชั้นหลังด้วย[15]
ตำราทั้ง 3 เล่มนั้น ภายหลังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รวบรวมพิมพ์พร้อมกับงานเขียนกฎหมายอื่นๆ ของปรีดีในชื่อ ‘ประชุมกฎหมายมหาชนและเอกชนของปรีดี พนมยงค์’
นอกจากนี้ น้อยคนนักที่จะทราบว่า ปรีดี พนมยงค์ ได้เรียบเรียงคำอธิบายเรียงมาตรา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บางส่วนไว้ โดยรวบรวมจากที่ลงพิมพ์ไว้เป็นตอนๆ ในวารสารนิติสาส์น ในนั้นอธิบายถึงมาตรา 522 เรื่องสัญญาให้ ซึ่งได้หยุดเขียนไปเนื่องจากเข้าสู่วงการการเมืองภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง[16]
ในส่วนของวารสารนิติสาส์นนั้นแบ่งเป็น 2 แผนก คือแผนกกฤษฎีกาที่ลงพระราชกำหนดกฎหมายใหม่ และแผนกสามัญที่ลงบทความเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งปรีดีมุ่งให้เป็นหนังสือเกี่ยวกับวิชาการ ไม่ได้มุ่งหมายที่จะสอนลัทธิการเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือเศรษฐกิจของประเทศ[17] การออกตัวเช่นนี้ น่าจะเป็นเพราะในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การสอนเศรษฐศาสตร์เป็นสิ่งต้องห้าม ทั้งการนำเสนอเรื่องราวการปกครองระบอบอื่น อาจหมิ่นเหม่ที่จะถูกมองว่าเป็นการยุยงส่งเสริมให้เปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศได้
ในชั้นแรก นิติสาส์น แบ่งเป็น 3 ภาค ได้แก่ ภาคประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ภาคนิติศาสตรบัณฑิต ที่รวมบทความทางกฎหมายจากผู้เขียนท่านต่างๆ รวมทั้งปรีดีเอง และภาคเบ็ดเตล็ด เช่น การถามตอบปัญหากฎหมาย[18]
จะเห็นว่า ปรีดี พนมยงค์ ให้ความสำคัญกับการจัดทำคำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์พอสมควร ประกอบกับช่วงที่ปรีดีก่อตั้งวารสารนิติสาส์นนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 และ 2 เพิ่งประกาศใช้ใน พ.ศ.2468 (ตามมาด้วยบรรพ 3 ใน พ.ศ.2472 บรรพ 4 ใน พ.ศ.2474 บรรพ 5 และ 6 ใน พ.ศ.2478 ตามลำดับ) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงเป็นกฎหมายใหม่ที่วงการกฎหมายให้ความสนใจอยู่มาก เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนพอสมควร ดังที่ปรีดีได้นิยามกฎหมายแพ่งว่าเป็นกฎหมายที่ “บัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่สภาพของเอกชนโดยทั่วๆ ไป มีอาทิ สภาพของบุคคล ทรัพย์ หนี้ สัญญา ผัวเมีย มฤดก โดยไม่เลือกว่าบุคคลเหล่านั้นมีอาชีวะอันใด”[19] ทำให้เกิดความต้องการการศึกษากฎหมายดังกล่าวอยู่พอสมควร แต่เวลานั้น ตำราคำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีอยู่อย่างจำกัด มีผู้เขียนคำอธิบายอยู่ไม่กี่ราย และหลายท่านก็เขียนไม่จบ[20]
คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าวนี้เองที่ต่อมามีการรวบรวมจัดพิมพ์เป็นเล่มในส่วนของบรรพ 1 ในพ.ศ.2471[21] และบรรพ 2 ใน พ.ศ.2472[22] ในชื่อ ‘บันทึกข้อความสำคัญประกอบด้วยอุทาหรณ์และคำแนะนำแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์’ ซึ่งปรีดี พนมยงค์ ได้ปรารภในคำนำว่า สืบเนื่องจากสมาชิกหนังสือนิติสาส์นหลายท่านได้ปรารภว่าคำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่นำลงในหนังสือนิติสาส์นนั้น คราวหนึ่งเพียง 4-5 มาตรา ถ้าคอยจนจบจะเป็นเวลานาน ขณะเดียวกัน วงการกฎหมายก็มีความจำเป็นต้องศึกษาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มากขึ้นเช่นเดียวกัน จึงมีการร้องขอให้ท่านผู้เขียนจัดทำฉบับรวมเล่มขึ้นมา[23]
คำอธิบายดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แบบเรียงมาตรา แบบสังเขป ประกอบอุทาหรณ์อันมีลักษณะเป็นการยกตัวอย่างกรณีสมมติขึ้นมา ซึ่งกลวิธีการแต่งตำราชุดนี้ ปรีดี พนมยงค์ ได้ปรารภในหนังสือ ‘นิติสาส์น’ ไว้ว่า[24]
“…การเขียนคำอธิบายเหล่านี้ไม่ใช่เป็นของง่าย ซึ่งจะเสกสรรค์ขึ้นได้ในเวลาเร็ววัน แต่เมื่อความจำเป็นได้บังเกิดแก่ท่านที่สนใจในวิชากฎหมายเป็นส่วนมาก ก็มีวิธีอยู่อย่างหนึ่งที่จะไกล่เกลี่ยความยุ่งยากกับความจำเป็นนั้น พอลงรอยกันได้ชั่วคราวก่อน คือรวบรวมความเห็นต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้าได้แนะนำนักเรียนกฎหมายไปบ้าง หรือบางท่านได้ช่วยเหลือส่งมา แล้วพิมพ์ขึ้นเป็นคราว ๆ ไป…”
เนื่องจากเป็นคำอธิบายอย่างย่อๆ พอเป็นเค้าแห่งแนวทางประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ปรีดีจึงได้ปรารภว่าตำราดังกล่าวเป็นเพียงแต่เค้าแห่งแนวความคิดของเอกชน มิใช่ตำราที่บริบูรณ์ ทั้งแนะนำให้ศึกษาอย่างละเอียดผ่านตำราอาจารย์โรงเรียนกฎหมายเป็นสำคัญ[25] ดังนี้ อาจจะกล่าวได้ว่าตำรากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของปรีดี พนมยงค์ เป็นเสมือนคู่มือในการศึกษาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เบื้องต้นนั่นเอง
ในส่วนของเนื้อหา ผู้เขียนขอยกส่วนที่ปรีดี พนมยงค์ อธิบายมาตรา 4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันว่าด้วยนิติวิธี หรือการใช้และการตีความกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่กำหนดให้ศาลใช้บทกฎหมายมาปรับแก่คดี หากไม่มีบทกฎหมาย ให้ใช้จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ให้อาศัยเทียบเคียงบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีบทกฎหมายเช่นว่านั้นให้เทียบเคียง ให้อาศัยหลักกฎหมายทั่วไป[26] ซึ่งในส่วนของ ‘ลำดับแห่งการใช้กฎหมายสำหรับคดีแพ่ง’ท่านอธิบายไว้ดังนี้[27]
“การที่จะใช้กฎหมายประเภทต่าง ๆ บังคับกรณีย์แพ่ง ศาลต้องถือตามลำดับที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้อย่างเคร่งครัด กล่าวคือ เมื่อกรณีย์แพ่งใดมีบทกฎหมายกล่าวไว้ ศาลจำต้องอ้างบทกฎหมายขึ้นปรับคดี ศาลจะอ้างหลักกฎหมายทั่วไปขึ้นปรับคดีในเมื่อมีกฎหมายแล้วไม่ได้ (ในประเทศฝรั่งเศส ประมวลแพ่ง มาตรา 5 ห้ามมิให้ผู้พิพากษาตัดสินคดีโดยอ้างหลักกฎหมายทั่วไปและโดยออกกฎหมายเอาเอง) ความเห็นจึ่งเกิดขึ้นว่าถ้าศาลแพ่งได้อ้างหลักกฎหมายทั่วไปขึ้นปรับแก่คดีโดยไม่อ้างถึงบทกฎหมายที่มีอยู่สำหรับกรณีย์แห่งนั้นแล้ว ก็ย่อมจะเปิดโอกาสให้คู่คดีประวิงความจนถึงทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา…”
จากคำอธิบายข้างต้น ย่อมสะท้อนถึงเหตุผลของการวางบทนิติวิธีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พอสมควร ทั้งยังสะท้อนหลักการเรื่องศาลต้องตัดสินตามกฎหมาย สะท้อนถึงนิตินโยบายว่าด้วยระบบกฎหมายของที่เอนเอียงไปทางระบบประมวลกฎหมาย และอาจสะท้อนหลักเรื่องความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะประการหนึ่ง
นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องหลักกฎหมายทั่วไป ปรีดียังอธิบายในตำรากฎหมายปกครอง สะท้อนให้เห็นถึงการศึกษากฎหมายที่ผู้ศึกษาควรมีความรู้ในศาสตร์อื่นนอกจากกฎหมายด้วย ซึ่งท่านได้อธิบายเรื่องหลักกฎหมายทั่วไปไว้ดังนี้[28]
“หลักกฎหมายทั่วไปนี้ หมายถึงหลักที่มนุษย์ซึ่งรวบรวมกันอยู่เป็นหมู่คณะหรือประเทศจะต้องประพฤติปฏิบัติต่อกัน แต่ปัญหาที่ว่ามนุษย์จะต้องประพฤติต่อกันอย่างไร จึ่งจะรวมกันอยู่ได้เป็นปกติสุขนั้นก็จำต้องอาสัยวิทยาศาสตร์ ซึ่งว่าด้วยความสัมพันธ์ของฝูงชนที่รวบรวมกันอยู่เป็นหมู่คณะ มาเป็นเครื่องช่วยวินิจฉัย วิทยาศาสตร์จำพวกนี้มีสาขาต่าง ๆ เช่น สมาคมวิทยา (sociology) เศรษฐวิทยา ศีลธรรม ศาสนา รัฐประศาสน์ กฎหมาย ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น วิชชาเหล่านี้ย่อมจำเป็นสำหรับวิชชาปกครองเหมือนดั่งที่จำเป็นในการศึกษากฎหมายโดยทั่ว ๆ ไป”
นอกจากนี้ ปรีดียังอธิบายถึงสิทธิมนุษยชนในฐานะหลักกฎหมายทั่วไป อันจะเป็นประโยชน์ในการศึกษากฎหมายปกครองอีกด้วย[29]
ทั้งนี้ นอกเหนือจากตำราคำอธิบายกฎหมายแล้ว ปรีดียังได้แสดงปาฐกถาซึ่งต่อมาจะมีการเรียบเรียงตีพิมพ์เป็นเล่มอีก 2 เรื่อง ได้แก่ ‘ปาฐะเรื่องปัญหาเกี่ยวแก่การลงอาชญาผู้กระทำผิดกฎหมาย’ ซึ่งปรีดี ได้แสดงไว้ ณ สามัคยาจารย์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2471 ตามคำเชิญของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ในขณะนั้น[30]
อีกเรื่องหนึ่งแสดงเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว คือ ‘ปาฐกถาเรื่องพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหาร แห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2476’ ซึ่งปรีดีแสดง ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2476 (นับแบบใหม่ 2477) ตามคำขอของเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร[31] เป็นอาทิ
ทั้งหมดที่กล่าวมาก็เป็นงานเขียนตำรากฎหมายของปรีดี พนมยงค์ สมัยที่ท่านยังมีฐานะ ‘อาจารย์หลวงประดิษฐ์’ จนกระทั่งท่านเข้าสู่วงการทางการเมืองอย่างเต็มตัวและสิ้นบทบาททางการเมืองไปในที่สุด
ส่งท้าย
จะเห็นว่านอกเหนือจากแง่มุมทางการเมืองแล้ว ปรีดี พนมยงค์ มีพื้นฐานความสนใจเป็นนักวิชาการและครูอยู่มาก จากความทุ่มเทในการสอน และความตั้งใจผลิตตำราในสาขาวิชาที่ขาดแคลนตำราหรือยังมีผู้เขียนอธิบายน้อยราย ดังคำกล่าวของสุภา ศิริมานนท์ ที่ว่าปรีดีมีความเป็นครูมากกว่านักการเมือง ท่านมีความเป็นนักวิชาการ ใจกว้าง รับฟังและพิจารณาความคิดเห็นของคนรุ่นหลัง เป็นคนละเอียดพิถีพิถันในเรื่องความถูกต้องทางวิชาการอยู่มาก[32]
แม้ว่าสุดท้าย การอภิวัฒน์สยาม 2475 จะทำให้ท่านต้องร้างราจากวงวิชาการ และต่อมาก็ได้ประสบชะตากรรมทางการเมืองเช่นที่ทราบกัน ทำให้ปรีดีจะเสียโอกาสในการผลิตงานวิชาการทางกฎหมายไปอย่างน่าเสียดาย แต่การอภิวัฒน์และการจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งปฏิเสธมิได้ว่ามีมาจากแนวคิดของปรีดี พนมยงค์ ก็มีคุโณปการต่อวงการกฎหมายไทยยิ่งไปกว่าการเขียนตำรากฎหมาย โดยเฉพาะในแง่ของการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรรูปแบบการเรียนการสอนกฎหมายในไทยอันมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการศึกษากฎหมายในไทยไปตลอดกาล
กิตติกรรมประกาศ: ขอบพระคุณห้องสมุดหายาก หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการให้ความอนุเคราะห์ในการเข้าถึงเอกสารชั้นต้นอันทรงคุณค่านานัปการ อันผู้เขียนได้นำมาประกอบการเขียนงานเขียนชิ้นนี้ (และอาจจะรวมถึงชิ้นต่อๆ ไป)
[1] พระราชทานบรรดาศักดิ์ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 45 (2 ธันวาคม 2471) น. 2755.
[2] ‘การอภิปรายเรื่องปรีดี พนมยงค์: ชีวิต และผลงาน’ (สถาบันปรีดี พนมยงค์, 6 พฤษภาคม 2567) <https://pridi.or.th/th/content/2024/05/1948> สืบค้นวันที่ 30 ธันวาคม 2567.
[3] ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล, ปรีดี พนมยงค์ ชีวประวัติฉบับพกพา (โรงพิมพ์เดือนตุลา 2563) น.35-36.
[4] เดือน บุนนาค, ท่านปรีดี รัฐบุรุษอาวุโส ผู้วางแผนเศรษฐกิจไทยคนแรก (สามัคคีธรรม 2517) น.45.
[5] อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, ‘เมื่อปรีดีเริ่มริสอน “กฎหมายรัฐธรรมนูญ” ในเมืองไทย’ (สถาบันปรีดี พนมยงค์, 15 มีนาคม 2564) <https://pridi.or.th/th/content/2021/03/637> สืบค้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2567.
[6] เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, ‘‘ปรีดี พนมยงค์’ ผู้วางรากฐานกฎหมายมหาชนไทย’ (สถาบันปรีดี พนมยงค์, 10 กรกฎาคม 2564) <https://pridi.or.th/th/content/2021/07/760> สืบค้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567.
[7] แร่ม พรหโมบล บุณยประสพ, “เสี้ยวหนึ่งแห่งความทรงจำ” ของคุณหญิงแร่มฯ (สถาบันปรีดี พนมยงค์, 14 พฤษภาคม 2563) <https://pridi.or.th/th/content/2020/05/266> สืบค้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567
[8] บุญชนะ อัตถากร, บันทึกวิเคราะห์และวิจารณ์ 16 นายกรัฐมนตรีไทย (มูลนิธิศาสตราจารย์บุญชนะ อัตถากร เพื่อการศึกษาและวิจัย 2526) น.54.
[9] สงัด ศรีวณิก, บันทึกความทรงจำเรื่องปรีดี พนมยงค์ และโดมรำลึก ใน มิตรกำสรวล เนื่องในมรณกรรมของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ (โครงการปรีดี พนมยงค์กับสังคมไทย 2526) น.566-567.
[10] ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล, ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (พ.ศ. 2477-2495) ใน วารุณี โอสถารมย์ บรรณาธิการ, ผู้ประศาสน์การและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2477-2556): ประวัติชีวิต ความคิด และการทำงาน (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2556) น.24.
[11] ดู คำนำและใบแก้คำผิด ใน หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัทและสมาคม: ซึ่งแสดงที่โรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม เมื่อ พ.ศ. 2473 (โรงพิมพ์อักษรนิติ 2479).
[12] “พระราชกฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ที่ได้ตรวจชำระใหม่” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 45 (1 มกราคม 2471) น.1.
[13] คำนำ ใน หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล (นิติสาส์น 2479).
[14] ถ้อยแถลงของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใน ปรีดี พนมยงค์, ประชุมกฎหมายมหาชนและเอกชนของปรีดี พนมยงค์ (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2553) น.(13).
[15] พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ภาคนำ: แนวความคิดทั่วไปเกี่ยวกับนิติสัมพันธ์ของเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศ (พิมพ์ครั้งที่ 6, วิญญูชน) น.13.
[16] คำนำ ใน นิติสาส์น แผนกสามัญ ปี 5 เล่ม 4 (กรกฎาคม 2475)
[17] คำนำ ใน นิติสาส์น แผนกสามัญ ปี 1 เล่ม 1 (2471) ก.
[18] เพิ่งอ้าง และดู กษิดิศ อนันทนาธร, ปรีดี พนมยงค์ กับธุรกิจโรงพิมพ์และหนังสือ “นิติสาส์น” สร้างแสงสว่างทางปัญญา (the people, 8 พฤษภาคม 2563) <https://www.thepeople.co/history/the-legend/22799> สืบค้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567.
[19] หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, บันทึกข้อความสำคัญประกอบด้วยอุทาหรณ์และคำแนะนำแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 (นิติสาส์น 2471) น.2.
[20] เดือน บุนนาค, ท่านปรีดี รัฐบุรุษอาวุโส ผู้วางแผนเศรษฐกิจไทยคนแรก น.42-43.
[21] คำนำ ใน หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, บันทึกข้อความสำคัญประกอบด้วยอุทาหรณ์และคำแนะนำแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 (นิติสาส์น 2471).
[22] คำนำ ใน หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, บันทึกข้อความสำคัญประกอบด้วยอุทาหรณ์และคำแนะนำแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 (ตอนที่ 1) (นิติสาส์น 2472).
[23] คำนำ ใน หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, บันทึกข้อความสำคัญประกอบด้วยอุทาหรณ์และคำแนะนำแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1
[24] คำนำ ใน นิติสาส์น แผนกสามัญ ปีที่ 1 เล่ม 1 (2471) ก
[25] คำนำ ใน หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, บันทึกข้อความสำคัญประกอบด้วยอุทาหรณ์และคำแนะนำแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 (ตอนที่ 1)
[26] มาตรา 4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
กฎหมายนั้น ต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ
เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และถ้าบทกฎหมายเช่นนั้นก็ไม่มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป
[27] หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, บันทึกข้อความสำคัญประกอบด้วยอุทาหรณ์และคำแนะนำแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 (ตอนที่ 1) น.14-15.
[28] หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, คำสอนกฎหมายปกครอง (นิติสาส์น 2475) น.14.
[29] เพิ่งอ้าง น.14-15.
[30] ดู ปรีดี พนมยงค์, ปาฐะเรื่องปัญหาเกี่ยวแก่การลงอาชญาผู้กระทำผิดกฎหมาย (นิติสาส์น 2471).
[31] หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, ปาฐกถาเรื่องพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหาร แห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476
หลวงเธียรประสิทธิสาร พิมพ์แจกในการพระกฐินพระราชทาน สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ณ วัดราชนัดดาราม พุทธศักราช 2477 (โรงพิมพ์โสภณพิพรรฑธนากร 2477) น.1.
[32] ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์กับวิชาการ ใน พจนาลัย เนื่องในวาระครบรอบ 84 ปีของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ (อมรินทร์การพิมพ์ 2527) น.45-46.