โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ณเดชน์’ เล่าถึงความไม่กล้า และสิ่งที่ทำให้ลุกมาเปลี่ยนตัวเอง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 04 พ.ย. 2567 เวลา 06.29 น. • เผยแพร่ 04 พ.ย. 2567 เวลา 05.29 น.

‘ณเดชน์’ เล่าถึงความไม่กล้า และสิ่งที่ทำให้ลุกมาเปลี่ยนตัวเอง

พุ่งทะยานสู่ 700 ล้านบาททั่วประเทศแล้ว สำหรับภาพยนตร์ธี่หยด 2 ที่นำแสดงโดย ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่กลับมารับบท ยักษ์ อีกครั้ง นับเป็นอีกหนึ่งผลงานขึ้นหิ้งของพระเอกหนุ่ม ที่งานนี้เจ้าตัวก็ไม่คิดไม่ฝันว่าจะก้าวกระโดดมาไกลขนาดนี้ รู้สึกดีใจเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่ามันเกิดขึ้น แต่มันเกิดขึ้นแล้ว พร้อมกับขอบคุณแฟนๆ ทุกคนที่ให้การสนับสนุนธี่หยด 2 แบบเต็มที่

“เราก็ไม่ได้คาดหวังให้มันได้เท่าเดิม หรือเกินมากกว่าเดิม อีกอย่างคนที่มาดูกันถ้าเขาชอบก็บอกกันต่อ ก็เลยเป็นกระแสขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ผมเข้าใจดีว่าช่วงนี้คนไทยลำบากกันเยอะในเรื่องของน้ำท่วมด้วย ถ้าใครสะดวก หรือจังหวะได้เมื่อไหร่ก็ค่อยมาดูกัน แต่ไม่อยากให้พลาด เพราะมันจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทุกคนลืมไม่ลงจริงๆ”

นอกจากนี้ ยังลบอาถรรพ์ของคำว่าภาค 2 ไปโดยปริยาย โดยการสร้างปรากฏการณ์ทุบสถิติภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้เปิดตัววันแรกสูงสุดตลอดกาลด้วยรายได้ 80 ล้านบาท และยังคงเดินหน้าสร้างปรากฏการณ์อย่างต่อเนื่อง

“มันเกินคาดกว่าภาคแรกที่เราทำออกมาอีก ผมว่าคนดูชอบ คนดูอยากดูกันเยอะ” ณเดชน์กล่าว

กับกระแสที่ปังขนาดนี้จะมีภาค 3 มาอีกหรือไม่นั้น ณเดชน์ว่า ต้องให้คนดูช่วยตัดสินแล้วว่าควรมีภาค 3 หรือไม่ แต่ในฐานะที่เป็นหนึ่งในนักแสดง คิดว่าทุกคนอยากเล่นกันหมด แต่ยังไม่รู้จะไปในทิศทางไหน อาจจะไปต่อไม่ได้ หรือทำให้คนดูคาดเดาได้ว่ามีบางจุดที่สามารถทำให้พัฒนาไปต่อได้ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์

ทั้งนี้ ณเดชน์ก็ได้ฝากภาพยนตร์ธี่หยด 2 ซึ่งรับรองว่าจะเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่คนไทยทุกคนน่าจะได้อรรถรสครบมากๆ ไม่ว่าจะเป็นความน่ากลัว ความหลอน และที่สำคัญปนความฮาเข้าไปด้วย

รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

ในพาร์ตของการเป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จ คนภายนอกก็อาจจะมองว่าเป็นคนที่จัดแจงทุกอย่างให้ตัวเองสมบูรณ์เพอร์เฟ็กต์ แต่กระนั้นเจ้าตัวก็กลับบอกว่า

“เรื่องส่วนตัวจัดแจงตัวเองได้ประมาณหนึ่ง แต่เรื่องงานไม่ค่อยได้ ถ้าผมต้องคุยงานเอง เละเทะหมด เพราะเป็นคนขี้เกรงใจคนมากๆ เป็นคนที่ปฏิเสธคนยาก เป็นคน ได้ครับๆ ตลอด ขี้สงสาร ไม่กล้าไปเถียงหรือไปด่าใคร ถ้าจะกล้าด่าหรือกล้าบ่นก็จะไปบ่นกับคนที่รู้จักกัน”

ถ้าถามถึงอารมณ์โกรธ เจ้าตัวก็ยอมรับว่ามีบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่ต้องไปใส่อารมณ์หรือเหวี่ยงใคร

“มีแบบปิดห้องเข้ามาแล้วมาระบายข้างในว่าไม่ชอบอย่างนั้นอย่างนี้เลย แต่ไม่เคยขึ้นเสียงหรือตบโต๊ะต่อหน้าคนอื่น”

หากถูกมองว่าชีวิตเหมือนวางสเต็ปตลอดเวลา พระเอกหนุ่มก็ว่าตัวเองเป็นคนที่วันพรุ่งนี้จะทำอะไรก็จะแพลนไว้ ซึ่งมันก็ดีอย่างและเสียอย่าง เป็นคนที่จิตใจว้าวุ่นอยากทำอะไรตลอดเวลา วางแผนไว้ตลอดเวลา แต่ว่าบางครั้งมันอาจจะเยอะเกินไป จนร่างกายจิตใจเราไม่ได้พัก

แต่อีกด้านก็มีมุมที่เรื่อยเปื่อยเหมือนกัน “ก็จะนอนแล้วก็สั่งของมากิน แล้วก็กินๆๆ ชีทเดย์หลายวันติดต่อกัน 2-3 วัน สุดท้ายก็มานอยด์ว่าหุ่นต้องพังแน่เลย เหมือนว่าเราต้องคีพร่างกายเราตลอดเวลา พอเรากินเละเทะแบบนี้ อีกอาทิตย์นึงเราก็จะคุมอาหารจัดๆ และออกกำลังกายหนักๆ เลย”

หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว มีกระแสและคอมเมนต์ที่พูดถึงรูปร่างที่อ้วนท้วนขึ้นของพระเอกหนุ่มกันมากมาย แต่เจ้าตัวก็เผยว่าไม่เคยรู้สึกนอยด์ เพราะเหมือนเป็นช่วงเวลาที่เราไม่ได้รู้สึกว่าร่างกายเรามีผลกับหน้าที่การงาน อาจจะเป็นเพราะเราไม่สนใจ หรืออาจเพราะเราเป็นเด็กด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องของการเข้าฟิตเนสออกกำลังกายอาจจะไม่ใช่ประเด็นหลักในชีวิต

“แต่พอภาพที่ออกมามีคนเข้ามาคอมเมนต์เยอะ ก้นเป็นก้น เอวเป็นเอว เราก็เริ่มคิดว่าไม่ได้แล้ว ถามว่านอยด์ไหม ไม่ได้นอยด์ แต่แค่รู้สึกว่ามันเป็นไฟว่าต้องดูแลตัวเอง ช่วงนั้นก็เลยเข้าฟิตเนส เปลี่ยนตัวเอง โดยตื่นตี 5 เข้าฟิตเนสทุกวันและคุมอาหาร”

ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าตัวก็เสพติดการออกกำลังกายและรู้สึกว่าจะต้องไม่กลับมาเป็นแบบเดิม

“ผมยอมไม่ได้ที่ผมจะต้องกลับไปอ้วนอีกครั้ง ไม่ได้หมายความว่าอ้วนไม่ดี แต่ผมแค่รู้สึกว่าเรารู้สึกอืดอาดยืดยาด รู้สึกว่าเราเป็นคนขี้เกียจ เพราะว่าเรากำลังมีความสุขกับการที่เราไม่ต้องทำอะไร”

“แต่การที่เราออกกำลังกายเข้าฟิตเนส มันคือการฝึกตัวเองให้เรารู้สึกว่าเรายังมีภาระหน้าที่ เราคือคนที่อยู่ข้างหน้า แล้วเวลาคนที่อยากจะจ้างงานเราทำ หรืออยากจะให้เราไปแสดง เขาก็มองทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าฝีมือการแสดงดี เราอาจจะดูแลสุขภาพด้านใน แต่ด้านนอกเราไม่ดูแลเลย มันก็ไม่ค่อยเหมาะ ไม่ค่อยควรเท่าไหร่”

“ต้องพยายามคีพตัวเองให้เมนเทนเรื่องของสุขภาพร่างกายและรูปลักษณ์ภายนอกให้ดีที่สุด”

“เพราะฉะนั้นความสุขคือการได้ออกกำลังกาย อย่างที่บอกมันเป็นการเสพติดการออกกำลังกายไปแล้ว รู้สึกว่าเวลาที่เราชนะความเหนื่อยล้าขณะที่ออกกำลังกาย แล้วมันจบคอร์สของวันนั้นแล้วผมรู้สึกสะใจดีเหมือนมันหลั่งเอ็นโดรฟินให้เรา จนเรารู้สึกเสพติดไปแล้ว”

สำหรับคนที่ยกให้ตนเป็นไอดอลในการลดน้ำหนัก เจ้าตัวก็เผยว่า เป็นการยอมเสียสละความสุขบางอย่างออกจากชีวิต หนึ่งในนั้นก็คืออาหารการกิน

“หลังจากที่เราทำงานเหนื่อยๆ กับการได้กินอะไรที่มันถูกปากถูกใจเป็นสิ่งที่โคตรฟิน แต่ว่าในเมื่อเราทำตรงนี้ไม่ได้ เราจะทนกับความสุขนี้ไปได้อีกนานขนาดไหน ถ้าทนได้ 3-5 เดือน ผมแน่ใจว่าอย่างไรก็ตามทุกคนสามารถเปลี่ยนรูปร่าง ลดน้ำหนักตัวเองได้อย่างแน่นอน อาจจะไม่ต้องไปยกเวต ออกกำลังกายหนักๆ แค่เดินในหมู่บ้านสัก 1-2 ชั่วโมงทุกวัน น้ำหนักลงแน่นอน และต้องคุมอาหารด้วย”

ซึ่งแต่ละคนก็มีอุปสรรคการใช้ชีวิตแตกต่างกันไปในแต่ละรูปแบบ ส่วนตัวณเดชน์เองก็คือการรักษาคุณภาพของอาชีพการทำงาน ของรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ จิตใจให้มันดีที่สุด เพราะต้องใช้อารมณ์ ใช้รูปร่างในการทำมาหากิน

เรียกว่าการเป็นณเดชน์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ณเดชน์’ เล่าถึงความไม่กล้า และสิ่งที่ทำให้ลุกมาเปลี่ยนตัวเอง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...