โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

งานวิจัยชิ้นใหม่เผยศพที่ปอมเปอี ที่คิดว่าเป็นแม่-ลูก แท้จริงแล้วเป็นผู้ชาย และ DNA ไม่เกี่ยวกัน

The MATTER

เผยแพร่ 08 พ.ย. 2567 เวลา 06.11 น. • Brief

ย้อนกลับไปใน ค.ศ.79 เกิดการระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียส (Vesuvius) ในอิตาลี ซึ่งได้ทำลายเมือง ‘ปอมเปอี’ และ ‘เฮอร์คิวเลเนียม’ ทำให้ทั้งเมืองถูกฝังอยู่ใต้เถ้าถ่านของภูเขาไฟ และหายสาบสูญไปกว่า 2,000 ปีก่อนจะมาถูกค้นพบอีกครั้งช่วงปลายศตวรรษที่ 16

กระทั่งผ่านไปหลายร้อยปีต่อมานักโบราณคดีได้เริ่มขุดค้น จนพบกับโครงกระดูกของชาวเมืองปอมเปอี ซึ่งนักโบราณคดีได้คิดวิธีการเก็บรักษาโดยการเทปูนปลาสเตอร์ตามโครงกระดูกขึ้นมา เพื่อรักษาโครงกระดูกและศึกษาร่างจำลองเหล่านั้น ทำให้ศพของชาวเมืองกลายเป็นร่างปูนตั้งแต่นั้นมา

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นักวิจัยทำการศึกษา DNA หรือพันธุกรรมของชาวเมืองที่กลายเป็นปูน จนกระทั่งล่าสุดเราได้รู้ถึง ‘ความสัมพันธ์’ ของชาวเมืองที่ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด

ยกตัวอย่างแรก ของหุ่นปูนคู่หนึ่งที่เป็นเหมือนเด็กนั่งอยู่บนตัวคนตัวใหญ่ที่สวมสร้อยข้อมือทองคำ ซึ่งเชื่อกันว่าคือแม่และลูก แต่การวิเคราะห์พันธุกรรมชี้ว่า ความจริงแล้วทั้งคู่เป็น ผู้ชายวัยผู้ใหญ่กับเด็ก ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมกันเลย

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ คู่ที่เสียชีวิตขณะกอดกัน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพี่น้องกัน หรือแม่กับลูกสาว ทว่ากลับพบพันธุกรรมของผู้ชาย ซึ่งผลการศึกษานี้ได้ท้าทายสมมติฐานเรื่องเพศและครอบครัวแบบดั้งเดิม

ในการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology วันที่ 7 พฤศจิกายน เดวิด ไรช์ ศาสตราจารย์ด้านพันธุศาสตร์ที่โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด และทีมนักวิจัยนานาชาติได้ศึกษาพันธุกรรมของบุคคล 5 คนที่เสียชีวิตระหว่างการปะทุของภูเขาไฟใน ค.ศ. 79 ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวคร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 2,000 คน

เมื่อภูเขาไฟปะทุขึ้นเถ้าภูเขาไฟและหินภูเขาไฟไหลลงมา ทำให้ชาวเมืองเสียชีวิตอยู่ใต้เถ้าถ่านเหล่านั้น การเทปูนลงไปตามโครงกระดูกเป็นเหมือนการจำลองว่าเหยื่อในเหตุการณ์นี้เสียชีวิตอย่างไร หรืออยู่ในอิริยาบถไหนก่อนเสียชีวิต ซึ่งจะสามารถตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับตัวตนของพวกเขาโดยอ้างอิงจากรายละเอียดต่างๆ เช่น สถานที่ ตำแหน่ง และเครื่องแต่งกายได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาก็คือ การตีความของนักวิทยาศาสตร์ได้รับอิทธิพลจากสมมติฐานในปัจจุบัน เช่น นักวิจัยเขียนไว้ในการศึกษาว่า มีคน 4 คนในบ้าน สวมสร้อยข้อมือทองคำ ซึ่งรวมถึงผู้ใหญ่ที่อุ้มเด็กด้วย อาจเป็นพ่อแม่ลูก แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาไม่มีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมกันเลย

ทีมวิจัยได้วิเคราะห์แบบจำลอง 14 แบบ และสกัดดีเอ็นเอจากซากกระดูก ในแบบจำลอง 5 แบบ เพื่อที่จะระบุความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม เพศ และบรรพบุรุษของบุคคลเหล่านี้ ซึ่งทีมวิจัยสรุปว่าเหยื่อมี ‘จีโนมที่หลากหลาย’ โดยส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากผู้อพยพเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นจริงที่ว่าจักรวรรดิโรมันมีเชื้อชาติที่หลากหลาย

“ผลการค้นพบของเรามีความสำคัญอย่างมากต่อการตีความข้อมูลทางโบราณคดีและความเข้าใจในสังคมโบราณ ซึ่งผลการค้นพบนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการข้อมูลทางพันธุกรรมกับข้อมูลทางโบราณคดี และประวัติศาสตร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการตีความผิดตามสมมติฐานสมัยใหม่” อลิสซา มิตต์นิก นักโบราณคดีพันธุกรรมศาสตร์จากโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด กล่าว

เป็นไปได้ที่ความเข้าใจผิดนี้นำไปสู่การบิดเบือนของการสื่อสาร หรือการเล่าเรื่องในท่าทางและตำแหน่งสัมพันธ์ของหุ่นปูนในการจัดแสดง

ทว่าการแบ่งเพศที่ผิดพลาดนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกในทางโบราณคดี ซึ่งนักชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญเรื่องพันธุกรรม จากสถาบันชีววิทยาวิวัฒนาการ (CSIC-UPF) ในบาร์เซโลนา บอกว่า เรามองอดีตด้วยสายตาทางวัฒนธรรมของปัจจุบัน และมุมมองนี้ก็บิดเบือนไปบ้าง สำหรับเธอแล้วการค้นพบชายคนหนึ่งสวมสร้อยข้อมือทองคำ กับเด็กที่ไม่เกี่ยวข้องกันนั้นน่าสนใจ และซับซ้อนทางวัฒนธรรมมากกว่าการสันนิษฐานว่าเป็นแม่และลูก

อ้างอิงจาก

washingtonpost.com

livescience.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...