IAA ลดเป้า SET ปี 68 ที่ 1,556 จุด ฟันด์โฟลว์ไหลออกต่อเนื่องกว่า 1.5 แสนลบ. การเมืองใน-ตปท.รุมเร้า
IAA ลดเป้า SET ปี 68 ที่ 1,556 จุด ฟันด์โฟลว์ไหลออกหลังขายต่อเนื่องทุกปีปีละ 1.5 แสนล้านบาท รวมทั้งปัจจัยการเมืองในประเทศ-ตปท.รุมเร้า แนะ AOT, ADVANC, BDMS และ CPALL
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นสมาชิกนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน รวม 26 สำนัก เกี่ยวกับมุมมองการลงทุนในปี 68 มองดัชนีจะแกว่งตัวในกรอบ 1,322 - 1,581 จุด โดยปิดสิ้นปี 68 ที่ 1,556 จุด ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อนที่คาดว่าดัชนีปี 68 อยู่ที่ 1,614 จุด
โดยในปี 2568 มีปัจจัยลบด้านฟันด์โฟลว์จากต่างประเทศออกจากตลาดหุ้นไทย ผู้ตอบ 74.07% ของผู้ตอบทั้งหมด รองลงมา ปัจจัยด้านการเมืองในประเทศ มีผู้ตอบ 69.23% ตามมาด้วย ปัจจัยด้านการเมืองในต่างประเทศ มีผู้ตอบ 61.54% และ การลดหรือยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของประเทศสำคัญทั่วโลก มีผู้โหวต 55.56% ตามลำดับ
ทั้งนี้ปี 2567 นักลงทุนต่างชาติขายออกเกือบ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้นักลงทุนต่างชาติขายออกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้นักวิเคราะห์ก็ไม่ได้หวังเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติ แต่เชื่อมั่นกลไกเศรษฐกิจไทยซึ่งคาดว่าจะฟื้นตัว จากการลงทุนของภาครัฐซึ่งคาดว่าปีนี้จะสามารถใช้งบลงทุนได้อย่างเต็มกำลัง
ขณะที่ แนวโน้มไตรมาส 1/68 มองว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มไปในทิศทางบวก โดยปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นพิเศษในไตรมาสนี้ คือการเข้ารับตำแหน่งและนโยบายของ Trump ตามมาด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยและการลงทุนของภาครัฐ โดยจะปิดสิ้นไตรมาส 1/68 ที่ 1,449 จุด
ส่วนคาดการณ์การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในสิ้นปี 2568 นั้นมีความเห็นต่างกันพอสมควร โดยผู้ตอบ 54% คาด ว่าจะอยู่ที่ 2% รองลงมาผู้ตอบ 22% มองว่าปรับลดลงมาที่ 1.75% ถัดมาผู้ตอบ 17% มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายคงที่ที่ 2.25%และ 4% ที่มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจปรับลดไปอยู่ที่ 1.50%
ด้านคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 2567 ของตลาดเฉลี่ยได้ที่ 84.61 บาท ปรับลดจากผลสำรวจครั้งก่อน ซึ่งอยู่ที่ 89.91 บาท/หุ้น และคาดว่า EPS Growth ของปี 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 12.22% ทั้งยังคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 2568 ของตลาดเฉลี่ยไว้ที่ 94.95 บาท
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์แนะนำให้มีการกระจายพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็น เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 10.72% กองทุนตราสารหนี้ 22.00% หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 29.56% หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 22.52% กองทุนอสังหาฯ หรือ REIT 6.90% ทองคำหรือกองทุนทองคำ 8.10% และสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น Bitcoin 0.20%
โดยความเห็นการลงทุนต่างประเทศ แนะนำกองทุนหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะ AI-Technology และ Selective Asia เช่น จีน เกาหลี และ เวียดนาม
สำหรับในการลงทุนหุ้นไทยนั้น แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหมวดธุรกิจค้าปลีก รับเหมาก่อสร้าง ภาคบริการ การท่องเที่ยว เทคโนโลยีและการสื่อสาร ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดธุรกิจยานยนด์ พลังงานและปิโตรเคมี
ทั้งนี้นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 4 สำนักขึ้นไป ได้แก่
- AOT มองว่าได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวฟื้น โดยเติบโตไปตามการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งในปี 2567 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่ 36 ล้าน และปี 2568 ที่ 40 ล้านคน
- ADVANC มองว่าธุรกิจฟื้นตัว ต้นทุนต่ำลง มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ปลอดภัยจากนโยบายของทรัมป์ และได้ประโยชน์จากกระแส Data center
- BDMS ได้อานิสงส์จากสังคมสูงวัยที่จะใหญ่ขึ้น คาดกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติยังคงเติบโต
- CPALL ได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
สำหรับหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้นกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี
อีกทั้งนักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมการแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับงบประมาณ ได้แก่ เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่หนุนศักยภาพการเดิบโตทางเศรษฐกิจ สนับสนุนอุตสาหกรรม New S-Curve ให้เกิดขึ้นในไทย
นโยบายกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ ในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ สนับสนุนการวิจัยและผลิตสินค้าเทคโนโลยี ส่งเสริมการท่องเที่ยว Entertainment Complex รวมถึงลดภาษีนิติบุคคล
และตามมาด้านการช่วยเหลือภาคประชาชน ได้แก่ ลดภาษีบุคคลธรรมดา สนับสนุนมาตรการแก้ปัญหาหนี้ และให้ความสำคัญด้านการศึกษา