โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โค้งสุดท้ายแก้ กม.แก๊งคอลล์ “แบงก์-ค่ายมือถือ” ร่วมชดใช้

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 ม.ค. 2568 เวลา 06.09 น. • เผยแพร่ 11 ม.ค. 2568 เวลา 08.17 น.

ถอดรหัสแก้กฎหมายอาชญากรรมไซเบอร์ บีบ “แบงก์-ค่ายมือถือ” ร่วมรับผิดชอบ เพิ่มโทษปรับ-จ่ายชดเชยเต็มจำนวน โทษปรับกรรมการ-เจ้าหน้าที่องค์กร “ทรู-แบงก์” เผยมีการป้องกันความปลอดภัยให้ลูกค้าอยู่แล้ว เคแบงก์ย้ำต้องพิสูจน์ความผิดพลาดให้ชัดกรณีถูกหลอกลวง

จากนโยบายนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประกาศจะเร่งแก้ไขเพิ่มเติม พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ได้ผ่านขั้นตอนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในเดือนมกราคม 2568

ขั้นตอนอีกนาน

นายประเสริฐขยายความขั้นตอนว่า หาก ร่าง พ.ร.ก.ผ่าน ครม.สามารถใช้เป็นกฎกระทรวงได้ชั่วคราวก่อน จากนั้นจะต้องนำไปสู่กระบวนการยกระดับเป็นพระราชบัญญัติ เพื่อให้มีการบังคับใช้เป็นการถาวร โดยจะต้องหารือกับหน่วยที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งใช้เวลานานพอสมควร

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ส่วนประเด็นที่ถูกจับตาในขณะนี้คือ การเพิ่มความรับผิดชอบของสถาบันการเงินและค่ายมือถือจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร กรณีต้องร่วมกันชดใช้ความเสียหาย ในฐานะผู้เป็น “ต้นทาง” ของกระบวนการอาชญากรรมออนไลน์ เพราะเป็นผู้ให้ใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ต และผู้ให้ใช้บัญชีธนาคาร

เนื่องจากกรอบความเสียหายพบว่า ปี 2567 ประชาชนสูญเสียเงินให้โจรไซเบอร์เฉลี่ยวันละ 100 ล้านบาท ก่อนลดลงเหลือวันละ 80 ล้านบาทในครึ่งปีหลัง หากจำแนกประเภทรายคดี การหลอกลงทุน แม้จำนวนคดีจะน้อย แต่ยอดเงินที่สูญเสียกลับมากที่สุด

ขณะที่สถิติรายเดือนคดีความไซเบอร์เสียหายมูลค่าหลายพันล้านบาท หากผลักดันให้ร่วมกันรับผิดชอบและชดใช้ ผู้เสียหายอาจได้เงินคืนบ้าง แต่จะมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ร่วมชดใช้อย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น ร่าง พ.ร.ก.อาชญากรรมไซเบอร์ ฉบับรับฟังความเห็น จึงมีส่วนสำคัญตามขั้นตอน

ขยายผู้กระทำผิด

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงสถาบันการเงินและค่ายมือถือเท่านั้น แต่จะครอบคลุมธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์ ที่หมายรวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลด้วย

จากเดิม พ.ร.ก.อาชญากรรมไซเบอร์ ระบุให้สถาบันการเงินระงับธุรกรรมต้องสงสัย 7 วัน โดยไม่ต้องรอให้ตำรวจและหน่วยงานกฎหมายพิจารณา เพื่อให้ทันต่อการแจ้งความของผู้เสียหาย และยื้อเวลาในการติดตามเงิน

ทั้งให้อำนาจฝ่ายกำกับดูแลสถาบันการเงิน และฝ่ายโทรคมนาคม แลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมกัน เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีหรืออาจมีการกระทำความผิด (มาตรา 4)

แต่ยังไม่มีบทบังคับ หรือบทลงโทษ หากแบงก์และค่ายมือถือไม่ยอมแลกเปลี่ยนข้อมูล หรือพบว่าปล่อยปละให้มีการเปิดบัญชี ให้มีธุรกรรมต้องสงสัย หรือให้มีการส่งสัญญาณโทรคมนาคมที่ก่อให้เกิดอาชญากรรมแล้ว ไม่ยอมรายงานหรือระงับธุรกรรม จนนำไปสู่ความเสียหายแก่ทรัพย์ ก็ยังไม่มีบทลงโทษ

ดังนั้น สาระสำคัญคือบทลงโทษ ซึ่งถูกเสนอขึ้นเป็นบทแก้ไขเพิ่มเติมใน ร่าง พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว นำโดยกระทรวงดีอี และขยายความรับผิดชอบให้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งหมายรวมถึง สถาบันการเงิน, ผู้ประกอบธุรกิจ และผู้ให้บริการเครือข่ายคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์

“ผู้ประกอบธุรกิจ” ตามนิยามที่เพิ่มเติมในร่าง พ.ร.ก. ระบุว่า 1.ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการชำระเงิน-ระบบชำระเงิน 2.ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล 3.ธุรกิจการชำระเงินระหว่างประเทศ และ 4.ธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลตามกฎหมาย DPS (พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565)

“ผู้ให้บริการเครือข่ายคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์” หมายรวมถึง บริการออนไลน์หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่อาศัยการเข้าสู่อินเทอร์เน็ตโดยผ่านทางคอมพิวเตอร์ หรือเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสาร และกิจการโทรคมนาคมอื่นในทำนองเดียวกัน ไม่ว่าจะได้รับอนุญาตตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม

ซึ่งผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดนี้ต้องทำการแลกเปลี่ยน และเปิดเผยข้อมูลของธุรกรรมความเสี่ยง หรือต้องสงสัยว่าจะก่ออาชญากรรม ตามประกาศหลักเกณฑ์ที่ดีอีกำหนด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีบทกำหนดให้เป็น “บัญชีที่ถูกกำหนด”

หากปล่อยปละไม่เชื่อมโยงข้อมูล มีโทษปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท ในกฎหมายใหม่

ทั้งเพิ่มเงื่อนไขให้ สถาบันการเงิน, ผู้ประกอบธุรกิจ และผู้ให้บริการเครือข่ายคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ ไม่ให้มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบัญชีต้องสงสัยของบุคคลและนิติบุคคล ให้อำนาจระงับและเพิกถอนธุรกรรมต้องสงสัย และกำหนดมาตรการยืนยันตนด้วยใบหน้าของผู้ใช้งานบัญชีที่ถูกระงับใน 30 วัน เพื่อแสดงตนว่า ไม่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์ หากไม่มาแสดงตนให้ถือว่า บัญชีเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมและให้โอนกลับคืนไปยังบัญชีต้นทางทุกทอดจนถึงต้นทางของการทำธุรกรรม เป็นต้น

หากไม่ทำตามขั้นตอนให้ระวางโทษปรับ 2 ล้านบาท และวันละ 2 หมื่นบาท จนกว่าจะดำเนินการตามเงื่อนไข และหากฝ่าฝืนจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์จริง ต้องชดใช้เต็มจำนวน

การแก้ไขกฎหมาย ยังรวมถึงโทษของ กรรมการบริษัท ผู้จัดการ เจ้าหน้าที่ของบริษัทที่ฝ่าฝืน หรือเป็นเหตุเอื้อให้เกิดอาชญากรรม อย่างการจงใจทำธุรกรรมกับบัญชีที่ถูกกำหนดว่า อาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์ ต้องรับผิดชอบค่าปรับ โทษอาญา จะเพิ่มในส่วนของการซื้อขายข้อมูล หรือจงใจให้อาชญากรใช้บัญชี หรือปกปิด โทษซื้อขายบัญชีเพิ่มจากจำคุก 3 ปี เป็น 5 ปี

อย่างไรก็ตาม โทษและการพิจารณาโทษ ต้องผ่านการพิจารณาในขั้นสุดท้าย จากจุดนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อาจมีการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียด การแก้กฎหมายครั้งนี้ส่วนสำคัญจึงอยู่ที่ขั้นตอนและมาตรการในการดำเนินคดี รวมถึงการเฉลี่ยคืนเงินให้เหยื่อผู้เสียหายโดยเร็วที่สุด

นายประเสริฐย้ำว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ยึดทรัพย์ทั้งเงินสด บ้าน คอนโดฯ รถหรู จากคดีแก๊งอาชญากรรมออนไลน์มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท แต่ยังไม่มีขั้นตอนในการเฉลี่ยคืนเงินให้ผู้เสียหาย

รัฐจึงพยายามในเรื่องเหล่านี้ รวมถึงตั้งกองทุนป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพื่อเยียวยาด้วย

“ทรู” รอบทสรุป

นายมนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทรูกำลังจับตาดูการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ก่อนประกาศใช้ พ.ร.ก.อาชญากรรมไซเบอร์ ฉบับแก้ไข เพราะโดยพื้นฐานการปกป้องลูกค้าเป็นหน้าที่ของค่ายมือถืออยู่แล้ว

โดยเฉพาะการปิดกั้นลิงก์ที่น่าสงสัยนั้น ทรูทำการตรวจสอบ พร้อมอัพเดตระบบความปลอดภัย และมีการแจ้งเตือนผู้ใช้เลขหมายโทรศัพท์ที่กำลังใช้งานอยู่นั้น ให้ทำการตรวจสอบว่า อาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือไม่

“ก่อนสิ้นปี 2567 ทรู-ดีแทค ได้สกัดกั้นลิงก์ที่มีความเสี่ยงที่ลูกค้าทรูและดีแทคกดเข้าไปถึง 200 กว่าครั้ง ซึ่งสามารถช่วยให้ลูกค้าได้พิจารณาว่า ควรกดเข้าไปต่อหรือไม่ อย่างไร เพื่อป้องกันการเข้าสู่เว็บอันตรายนั้น ๆ”

ขณะเดียวกัน ทรูได้ทำระบบแจ้งเตือนความเสี่ยง โดยขึ้นเครื่องหมายตกใจในเบอร์ โทร.ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบด้วย ซึ่งระบบเหล่านี้ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยทรูลงทุนทำระบบเองด้วยงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากหลักการเรื่องความรับผิดชอบร่วมกันผ่านมติ ครม.แล้ว ทางทรูต้องตั้งงบฯสำรองสำหรับชดใช้ค่าเสียหายจากกรณีอาชญากรรมไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตหรือไม่

นายมนัสส์กล่าวตอบว่า “ไม่ควรมองไปไกลขนาดนั้น วันนี้สิ่งที่โฟกัสคือ เราต้องป้องกันลูกค้าก่อน ซึ่งเป็นหน้าที่หลัก”

แบงก์เตรียมตั้งรับ

นายกิตติ โฆษะวิสุทธิ์ ผู้จัดการบริหารความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศและความปลอดภัยไซเบอร์ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวถึงการลงทุนระบบป้องกันภัยเพิ่มเติมในเรื่องนี้ว่า ธนาคารสามารถบริหารจัดการได้ตามความเหมาะสม จากที่ทำไปแล้ว ซึ่งคงไม่ต้องลงทุนสูงมาก เมื่อเทียบกับช่วงที่มีปัญหาก่อนหน้านี้ เพราะส่วนหนึ่งธนาคารทำครบแล้ว อาจมีเรื่องการส่งข้อความ SMS ที่จะต้องพิจารณายอดเงินโอนให้ต่ำลง

รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูล หรือประสานงานเพื่อจัดการเคส อาจมีการลงทุนเพิ่มเป็นระบบอัตโนมัติ เช่น เวลาเกิดเหตุและต้องการสืบค้น ธนาคารต้องรับส่งข้อมูลกับเทลโก้ เพื่อตรวจสอบว่าเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นมิจฉาชีพจริง เพื่อจะได้ไม่กระทบคนดี เป็นต้น

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวเทียบกฎหมายของมาเลเซียและสิงคโปร์ว่า จะมีรายละเอียดพิสูจน์ความผิดพลาดที่ถูกหลอกลวงเกิดจากใคร ถ้าพิสูจน์แล้ว ผู้ใช้บริการพลาด ผู้ใช้บริการก็ต้องรับผิดชอบ เพราะหากความรับผิดชอบมีแค่เทลโก้กับแบงก์ จะทำให้ผู้ใช้บริการไม่ระมัดระวังตัว ซึ่งสิงคโปร์ มาเลเซีย จะให้ร่วมกันรับผิดชอบ ซึ่งเรามองว่าโปร่งใส แฟร์กับทุกฝ่าย

“ส่วนการยกระดับความปลอดภัยทางการเงินนั้น ธนาคารทำแล้วอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันระบบ K PLUS เป็นระบบที่มีศักยภาพรองรับธุรกรรม (Transaction) ได้สูงที่สุดในประเทศ และได้ปรับปรุงระบบ Core Banking จนมี Capacity เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว พร้อมรองรับระบบ Mobile Banking และ Digital Banking ได้อีก 3 ปี”

นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่า ปีนี้จะผลักดันเรื่องความปลอดภัย จากเดิมฟีเจอร์การขายและการทำตลาดเป็นการทำให้แอปพลิเคชั่นดูเซ็กซี่ แต่หลังจากนี้ Security จะเป็นฟีเจอร์ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกอยากเปิดบัญชีกับทีทีบี เพราะความปลอดภัยเข้มข้นกว่า

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โค้งสุดท้ายแก้ กม.แก๊งคอลล์ “แบงก์-ค่ายมือถือ” ร่วมชดใช้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...