มาเฟียสาวทะลุมิติมาเป็นเจ้าของร้านผ้าไหมอันดับหนึ่ง (มี e-book)
ข้อมูลเบื้องต้น
หลิวเสวี่ยหงผู้นำมาเฟียสาว ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเฉียบขาด ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำตายท่ามกลางสายฝน ระหว่างการถูกไล่ล่าจากศัตรูฝ่ายตรงข้าม เมื่อเธอฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง กลับพบว่าตัวเองทะลุมิติมายังยุคจีนโบราณ และอยู่ในร่างของหลิวเยี่ยนจือหญิงสาววัยสิบสี่หนาว
ในความทรงจำของร่างนี้ ท่านย่าถูกท่านปู่หลอกแต่งงาน รับเข้าจวนในฐานะอนุภรรยา แต่ความเป็นจริงแล้วท่านปู่ผู้นี้ ต้องการเพียงความสามารถในการปักผ้าจากท่านย่าเท่านั้น ถึงจะมีบุตรชายให้แต่ไม่เคยได้รับความโปรดปราน ท่านย่าจึงสอนบิดาของหลิวซูอันปักผ้า พร้อมบอกเคล็ดลับการปักผ้าแต่ห้ามนำไปบอกท่านปู่เด็ดขาด ช่างบังเอิญยิ่งนักที่เธอได้รับมรดก เป็นโรงทอผ้าและโรงงานปักผ้าด้วยเครื่องจักร
“ชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่าสินะ ฉันจะยุยงให้บิดาของร่างนี้แยกบ้านให้ได้ และจะใช้ทักษะจากโลกปัจจุบัน และความรักในงานปักผ้าเพื่อสร้างชื่อเสียง จนกลายเป็นช่างปักผ้าที่ทุกคนในยุคนี้ ต้องการผ้าปักจากตระกูลของเธอมากที่สุด เมื่อเข็มและด้ายในมือคืออาวุธที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิต ข้าจะปักทุกลวดลายให้โลกแห่งนี้ต้องจดจำ!"”
ร้านผ้าไหมอันดับหนึ่งของแคว้นต้องเป็นของเธอเท่านั้น!
แค่เก่งเกินผู้ชายถึงกับถูกสั่งเก็บ
เสียงฝนกระหน่ำลงมาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ท่ามกลางถนนที่มืดมิดและเปียกชื้น รถคันหรูแล่นไปด้วยความเร็ว ภายใต้แสงไฟจากไฟฟ้าริมสองข้างถนน เสียงดังกระหึ่มของเครื่องยนต์ ไม่ได้รบกวนสมาธิของหญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านคนขับ แม้แต่เสียงฝนที่กระทบกระจก ก็ยังไม่สามารถกลบเสียงของรถยนต์หลายคัน ที่กำลังพยายามเร่งความเร็วเพื่อกำจัดเธอในครั้งนี้
หลิวเสวี่ยหงจับพวงมาลัยแน่น ดวงตาคู่เรียวทั้งมองถนนและมองรถที่ติดตามมา ตอนนี้จิตใจของเธอเต็มไปด้วยความเครียด จากการถูกศัตรูคู่แข่งในวงการมาเฟียไล่ล่า แม้เธอจะรู้อยู่แล้วว่าการไล่ล่านี้ ย่อมเกิดขึ้นได้ตลอดเวลามิใช่ว่าเธอไม่เคยเจอ แต่ครั้งนี้เป็นเพราะลูกน้องของเธอ ถูกศัตรูขวางทางเอาไว้จนตามมาไม่ทัน
เธอเห็นแสงไฟจากรถยนต์ของศัตรู ที่ตามมาในกระจกมองหลัง รถที่มาพร้อมกับความเร็วสูง ไม่ยอมปล่อยให้เธอหนีไปได้แม้แต่วินาทีเดียว
“แค่ฉันมีความสามารถมากกว่าพวกแก ถึงกับรับไม่ได้อดทนอดกลั้นมาได้นานขนาดนี้ คงวางแผนกับเครือข่ายอื่นล่ะสิ แต่คนอย่างหลิวเสวี่ยหงจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหน มาทำลายทุกสิ่งที่ฉันสร้างขึ้นด้วยสองมือของฉันแน่!”
เสียงพูดรอดไรฟันของหลิวเสวี่ยหง ดังอยู่ในรถและมีแค่เธอที่ได้ยินคำพูดนี้ ด้วยสายตาที่คมชัดเธอรีบหมุนพวงมาลัย เพื่อหลบหลีกกระสุนปืนจากรถคันหลังที่ตามมา เสียงกระสุนพุ่งเฉียดข้างรถของเธอ ทำให้หัวใจของหลิวเสวี่ยหงเต้นแรงขึ้น แม้ใบหน้าของเธอยังคงดูสงบแต่ความเครียดกลับแผ่ไปทั่วร่าง
เธอพยายามมองหาเส้นทาง ที่อาจจะพาเธอหลบหนีไปได้ แต่ในความมืดในคืนที่ฝนตกหนัก มันยากที่จะหาทางหนีได้ดังใจ ในช่วงเวลานั้นเองด้วยถนนที่ลื่น เมื่อขับรถมาด้วยเร็วทำให้รถของเธอเสียหลัก และหมุนไปมาทะยานออกนอกถนน แล้วพลิกคว่ำลงไปในพงหญ้าอย่างรุนแรง เสียงของกระจกแตกและแรงกระแทกดังกึกก้อง
“อึก คะ คุณย่าคะหนูทำตามที่สัญญาไว้ไม่ได้แล้ว หะ หากชาติหน้ามีจริงหนูจะชดใช้ให้คุณย่านะคะ” เสียงหลิวเสวี่ยหงพูดออกมาด้วยแรงเฮือกสุดท้าย ขณะที่ร่างกายของเธอถูกกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอพยายามที่จะควบคุมตัวเอง แต่มันยากเกินกว่าแรงกำลังที่มีจะทำได้
และทันใดนั้น ทุกอย่างเหมือนหยุดชะงัก ความรู้สึกหมุนวน หูอื้อ ร่างการขยับไม่ไหวอีกต่อไป ถึงแม้จะเป็นคืนที่ฝนตกหนัก แต่ด้วยแรงกระแทกที่รุนแรงจากอุบัติเหตุครั้งนี้ ก็ทำให้รถหรูของหลิวเสวี่ยหงเกิดแสงไฟสว่างจ้า กระจายไปทั่วด้านหน้ารถก่อนที่ทุกอย่างจะดับลง
บึ้ม!!
แต่มีสิ่งหนึ่งที่หลิวเสวี่ยหงไม่รู้ตัว คือจี้หยกที่เธอได้รับจากคุณย่า เหมือนมีจิตรับรู้และจำได้ว่าคุณย่าของเธอ ได้ยกมรดกเป็นโรงงานทอผ้า รวมถึงโรงงานปักผ้าที่มีเครื่องจักรที่ทันสมัย สามารถผลิตสินค้าได้จำนวนมากอย่างรวดเร็ว มรดกทั้งสองนี้ถูกจี้หยกลึกลับ นำโรงงานทั้งสองเข้าไปเก็บไว้เพื่อติดตามเธอมาด้วย
หลิวเสวี่ยหงรู้สึกคล้ายกับล่องลอยอยู่กลางอากาศ ความทรงจำสุดท้ายเธอจดจำได้ว่ารถเกิดระเบิด อุบัติเหตุนั่นแน่นอนว่าทำให้เธอตายไปแล้ว แต่ทำไมเธอยังรู้สึกเจ็บศีรษะบริเวณท้ายทอยล่ะ หลิวเสวี่ยหงพยายามลืมตาแต่ไม่สามารถทำได้
ขณะที่เธอพยายามที่จะลืมตาให้ได้ กลับมีเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่ง ปรากฏขึ้นในหัวของเธออย่างบ้าคลั่ง ที่สำคัญหญิงสาวคนนี้ยังมีใบหน้าเหมือนเธออีกด้วย เหตุการณ์ที่เธอได้เห็นช่างหดหู่เหลือเกิน
ญาติพี่น้องของบิดาที่เห็นแก่ผลประโยชน์ ลูกพี่ลูกน้องที่อิจฉาความงามและความสามารถ ซึ่งมีเพียงครอบครัวของร่างนี้ที่ทำได้ แม้ผู้เป็นบิดาอยากจะต่อสู้เพื่อครอบครัวแค่ไหน แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟอยู่วันยังค่ำ ผลงานการปักผ้าที่ประณีตงดงาม ถูกแย่งชิงไปทุกชิ้นเมื่อขายได้ราคาดี ถึงกับบีบบังคับให้ครอบครัวเจ้าของร่าง ทำงานอย่างหนักตามใบสั่งซื้อที่มีเข้ามาไม่ขาดสาย
“พวกสารเลว! ฉันเป็นมาเฟียแท้ ๆ ยังไม่ใจดำแบบนี้สักครั้ง”
หลังจากลืมตาได้หลิวเสวี่ยหงพยายามลุกขึ้น แต่ร่างกายยังรู้สึกมึนงงและไม่สามารถขยับได้เต็มที่ ขณะที่สภาพรอบตัวเริ่มแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ห้องที่มีเตียงนอนไม้เก่าแก่ และเสื้อผ้าที่ดูเหมือนจะเป็นของยุคโบราณ
“นี่ฉันมาอยู่ในยุคจีนโบราณจริง ๆ เหรอเนี่ย?” เสียงของหลิวเสวี่ยหงเบาหวิว รวมถึงเสียงหัวใจที่เต้นแรงอีกครั้ง
เธอก้มลงมองไปที่มือของตัวเอง รู้สึกถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจน เพราะมือเรียวคู่นี้มีรอยเข็มทิ่มอยู่จำนวนมาก และสภาพร่างกายของหญิงสาวคนนี้ ยังดูผอมแห้งแรงน้อยแทบจะปลิวไปตามลม แน่ล่ะสิก็ได้กินข้าววันละกี่เม็ดกันเชียว แล้วจะเอาเรี่ยวแรงจากไหนได้
“มะ มะ ไม่อยากเชื่อเลยว่าฉันจะทะลุมิติ มาอีกโลกหนึ่งซึ่งไม่รู้ประวัติความเป็นมา?”
คำถามที่เกิดขึ้นในใจของหลิวเสวี่ยหง ยังคงไม่ได้คำตอบแต่เธอรู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่แค่โชคชะตา แต่มันคือการเริ่มต้นของการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ในโลกใบใหม่ ที่เธอจะต้องเรียนรู้และเอาตัวรอด มีชีวิตที่สุขสบายเช่นชาติก่อนให้ได้เท่านั้น
ขณะที่หลิวเสวี่ยหงกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด ก็มีเสียงคนหลายคนเดินมาทางห้องที่เธอนอนอยู่ แต่ไม่ใช่แค่เสียงเดินที่เร่งรีบ ยังมีเสียงร้องไห้เหมือนคนที่กำลังเสียใจอย่างสุดซึ้ง
เพียงแค่ปรากฏร่างของคนที่เดินเข้ามา เสียงร้องไห้ที่ได้ยินกลับหยุดชะงักตามด้วยเสียงอ่างน้ำร่วงหล่น พร้อมกับการเรียกชื่อของคนทั้งสาม
เคร้ง! ตุบ “อันเอ๋อร์!! ลูกแม่!! น้องพี่!!”
ตึก ตึก ตึก
คนแรกที่รีบวิ่งเข้าไปสวมกอดร่างบาง คือหวังจือเหมยมารดาของเจ้าของร่างนี้ หมับ! “ฮึก ๆ อันเอ๋อร์ลูกแม่ขอบคุณที่เจ้ายอมฟื้นขึ้นมา แม่คิดว่าจะต้องเสียเจ้าไปตลอดกาลแล้วเสียอีก ฮือ ๆ ๆ ท่านพี่ลูกของเรายังมีชีวิตอยู่เจ้าค่ะ ฮึก หลิงเอ๋อร์น้องสาวของเจ้ากลับมาอยู่กับเราแล้ว”
หลิวมู่ถงผู้เป็นบิดาสาวเท้าเข้ามาที่ขอบเตียง มือหนาที่หยาบกร้านแตะลงที่ไหล่ของฮูหยินตนเองเบา ๆ “ฮูหยินอย่าร้องไห้อีกเลยนะ ประเดี๋ยวลูก ๆ ก็ร้องตามเจ้ากันพอดี ดูสิหลิงเอ๋อร์เริ่มตาแดงจะร้องอยู่รอมร่อแล้วนะ”
หญิงสาวที่มีรูปร่างสูงโปร่งใบหน้ามีเอกลักษณ์ กำลังจะร้องไห้เช่นบิดาของนางพูดมา เพราะหลิวเยี่ยนหลิงเอาแต่โทษตัวเอง ว่าตนนั้นชักช้าเข้าไปปกป้องมารดาไม่ทัน ทำให้น้องสาวที่น่ารักของนาง ต้องมารับเคราะห์แทนจนแทบเอาชีวิตไม่รอด
“ฮึก อันเอ๋อร์พี่ขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องเจ็บตัวเช่นนี้ หากพี่ขยับตัวให้เร็วขึ้นเจ้าคงไม่ต้องบาดเจ็บ”
หลิวเสวี่ยหงที่ยามนี้ต้องสวมรอย กลายเป็นหลิวซูอันบุตรสาวและน้องสาว ของครอบครัวที่น่าสงสารครอบครัวนี้ กว่าจะหาเสียงของตนเองเจอ ก็เกือบจะร้องไห้ตามไปอีกคน “พี่หญิงอย่าได้โทษตัวเองเช่นนั้นเลยนะเจ้าคะ ไม่ว่าจะเป็นท่านหรือข้า พวกเราสองคนต่างก็ทำเพื่อปกป้องท่านแม่นี่นา”
หลิวมู่ถงไม่อยากให้บุตรสาวคนโต คิดโทษตนเองเช่นกัน เพราะไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้ว่าผู้นำตระกูล ซึ่งเป็นบิดาของเขาจะอำมหิต ไม่มีเหตุผลในการลงโทษคนในครอบครัวเช่นนี้
“หลิงเอ๋อร์พ่อเองก็ไม่อยากให้เจ้าคิดเช่นนั้น ยามนี้น้องสาวของเจ้าฟื้นคืนสติกลับมาแล้ว ต่อไปพ่อจะปกป้องพวกเจ้าให้มากขึ้น หากคนเรือนใหญ่ยังไม่ยอมหยุดทำร้ายพวกเรา พ่อจะคิดหาวิธีออกไปจากที่นี่เอง”
คำพูดของหลิวมู่ถงช่างตรงใจหลิวซูอันยิ่งนัก อย่างน้อยบิดาผู้นี้ก็มิได้ให้ความสำคัญ กับคนในตระกูลมากกว่าครอบครัวของตน รอให้นางพักฟื้นร่างกายให้แข็งแรงกว่านี้ก่อนเถิด คนที่เรือนใหญ่จะได้รับรู้ถึงความร้ายกาจ ชาติที่แล้วข้าเป็นถึงมาเฟียสาว ผู้เก่งทั้งการต่อสู้และวงการธุรกิจ ไม่มีวันยอมก้มหัวเป็นทาสอยู่ในจวนแห่งนี้แน่นอน
จี้หยกพูดได้!
เมื่อครอบครัวเล็ก ๆ ได้บุตรสาวกลับคืน ถึงแม้ยังไม่รู้ว่าในร่างนี้มิใช่บุตรสาวที่ตนรู้จัก แต่ด้วยอุปนิสัยไม่ยอมคนของหลิวซูอัน ผู้มาครอบครองร่างทีหลังย่อมสวมรอยได้ไม่ยาก
เพราะยังมีงานที่ต้องทำค้างอยู่ ทั้งสามคนจึงให้หลิวซูอันพักผ่อน โดยงานในส่วนของนางผู้เป็นพี่สาว จะรับผิดชอบทำแทนให้เอง
จือเหมยเอ่ยบอกกับซูอันอย่างห่วงใย “อันเอ๋อร์เจ้านอนพักต่ออีกหน่อยเถิดนะ หากแม่กับพ่อและพี่สาวของเจ้า ทำงานที่ค้างไว้เสร็จจะรีบทำโจ๊กมาให้กิน ส่วนเรื่องยาค่อยให้พ่อของเจ้า แอบไปซื้อมาต้มให้ดื่มทีหลังนะ”
ซูอันที่รับรู้เรื่องการเงินจากร่างเดิมแล้ว ก็รีบเอ่ยปรามเอาไว้เสียก่อน “ท่านแม่เรื่องยาสมุนไพรอย่าได้เปลืองเงินเลยเจ้าค่ะ ยามนี้ข้าไม่รู้สึกเจ็บเหมือนตอนถูกตีแล้ว ขอแค่โจ๊กฝีมือท่านแม่และได้นอนพัก อีกไม่กี่วันก็มีแรงช่วยพวกท่านทำงานแล้วเจ้าค่ะ”
ซูอันพูดภาษาในโลกนี้ได้คล่องแคล่ว อย่างน้อยตอนที่นางเรียนหนังสือ ยังมีวิชาประวัติศาสตร์รวมถึงภาษาของแต่ละพื้นที่ นางจึงเอามาปรับใช้ได้ไม่ยากเย็นนัก
“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน เจ้าถูกไม้ตีรุนแรงมากนะอันเอ๋อร์ แค่นอนไม่ถึงครึ่งชั่วยามเจ้ากลับบอกว่าไม่เจ็บแล้ว” เยี่ยนหลิงไม่คิดเชื่อ
พอพี่สาวตอบกลับมาด้วยคำถาม ภายในหัวของซูอันจึงคิดถึงเรื่องเทพเซียน นำมันมากล่าวอ้างกับพี่สาวได้ทันควัน “พี่หญิงเจ้าคะข้าคิดว่าที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่รู้สึกเจ็บ อาจจะเป็นเพราะเทพบนสวรรค์เมตตา ยังอยากให้ข้าอยู่กตัญญูท่านพ่อท่านแม่ จึงช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้ก็เป็นได้นะเจ้าคะ”
มู่ถงไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของซูอัน จึงเข้าข้างบุตรสาวคนเล็ก โดยในใจลึก ๆ ก็มีเอนเอียงไปกับคำพูดนี้เช่นกัน “เอาล่ะ ๆ พวกเรากลับไปทำงานกันก่อนเถิด อันเอ๋อร์จะได้พักผ่อนต่ออีกสักหน่อย แผลที่ศีรษะจะได้หายเร็วขึ้นอย่างไรเล่า”
“นั่นสินะ ลูกแม่พวกเราจะรีบทำงานให้เสร็จ ตอนนี้เจ้านอนพักอยู่ในเรือนรอนะ” จือเหมยอยากอยู่ดูแลบุตรสาวก็จริง แต่งานที่ค้างอยู่นางไม่อาจปล่อยทิ้งไว้ได้
“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะท่านแม่”
คล้อยหลังคนในครอบครัวออกจากห้องไป หลิวซูอันทำตามที่พวกเขาบอก นั่นคือการค่อย ๆ ล้มตัวลงนอน เนื่องจากยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่เล็กน้อย แต่นางต้องเจออุปสรรคในการนอนพัก จนรีบกระโดดลงจากเตียงไม้แทบไม่ทัน
[สวัสดีเจ้าค่ะนายหญิง]
พรึ่บ! ตุบ ขวับ! ขวับ!
“คระ คระ ใครพูด อย่าคิดหลบซ่อนตัวเพื่อลอบทำร้ายข้าเชียวนะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัวรีบออกมาเสียดี ๆ” หลิวซูอันหันไปมองรอบ ๆ ห้องที่ไม่ได้กว้างขวางอันใดนัก
[นายหญิงข้าอยู่กับท่านตลอดเวลา เพราะท่านคล้องข้าไว้กับสร้อยคออย่างไรล่ะเจ้าคะ]
“ห๋า!! เจ้าอย่ามาโกหกเสียให้ยาก ข้าจะคล้องสร้อยคอในร่างคนอื่นได้หยะ…เอ๋ หมับ! นี่มัน! จี้หยกที่คุณย่าให้ไว้ก่อนตายนี่” หลิวซูอันลองคลำบริเวณลำคอก็พบว่า มีสร้อยเส้นหนึ่งอย่างที่เสียงปริศนาบอกจริง ๆ
[ใช่แล้วเจ้าค่ะ ข้าคือจี้หยกที่ท่านพกติดตัวไว้ ตั้งแต่นายหญิงผู้เฒ่าตายในโลกแห่งนั้น]
“อ่อ เฮ้ย! จะ จะ เจ้าเป็นจี้หยกแล้วพะ พูด พูดได้ยังไงกัน คงไม่ใช่ภูตผีปีศาจมาสิงอยู่ในนี้หรอกนะ ข้าไม่กลัวผีแต่จะหาหมอผีมากำจัดเจ้าแทน”
[โอยยย ก็ข้าเป็นจี้หยกวิเศษก็ต้องพูดได้สิเจ้าคะ ที่สำคัญข้าไม่ใช่แค่จี้หยกวิเศษพูดได้ธรรมดานะนายหญิง แต่ด้านในจี้หยกคือมิติที่สามารถเก็บของ ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตได้อีกด้วยเจ้าค่ะ]
“ห๊ะ!! มิติวิเศษเหมือนในซีรี่ย์ที่คนนิยมกันใช่ไหม เช่นนั้นข้าจะเก็บของสำคัญไว้มากแค่ไหนก็ได้น่ะสิ”
[ถูกต้องเจ้าค่ะ แต่ตอนนี้ท่านช่วยตั้งชื่อให้ข้าทีเจ้าค่ะนายหญิง]
“อืม นั่นสิถ้าไม่มีชื่อเวลาจะเรียกหาเจ้า คงจะลำบากอาจสื่อสารผิดพลาดได้ ถ้างั้นข้าเรียกเจ้าว่า ‘จีจี้’ เป็นอย่างไร ชอบชื่อนี้หรือไม่” ซูอันไม่อยากตั้งชื่อยาก ๆ
[ต่อไปข้ามีชื่อว่าจีจี้ ขอบคุณนายหญิงสำหรับชื่อที่ไม่เหมือนใครเจ้าค่ะ ว่าแต่ท่านอยากเข้าไปดูภายในมิติหรือไม่เจ้าคะ]
“ก็ดีเหมือนกันจีจี้ ข้าอยากเห็นว่าด้านในจะมีบรรยากาศเช่นไร”
[จีจี้จะพาท่านเข้าไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ]
แค่เพียงซูอันตกลงเข้ามาด้านในมิติของจี้หยก นางยังไม่ทันกระพริบตาก็มาโผล่ยังสถานที่หนึ่ง ที่ตรงหน้ามีอาคารยุคสมัยใหม่ ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าของนางทั้งซ้ายและขวา ยิ่งไปกว่านั้นเสียงที่ได้ยินคล้ายกับว่า อุปกรณ์ภายในอาคารทั้งสอง ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องไม่หยุดพัก
วับ! “โอ้ นี่มันเป็นไปได้ยังไงกันจีจี้ โรงงานทั้งสองมาอยู่ในมิติของเจ้าได้อย่างไร แล้วเสียงที่ได้ยินคงไม่ใช่ว่า เครื่องจักรยังทำงานอยู่หรอกนะจีจี้”
[เพราะมันเป็นมรดกที่นายหญิงผู้เฒ่า ยกให้ท่านพร้อมกับจี้หยก พอท่านตายจากอุบัติรถคว่ำ ข้าจึงนำโรงงานเข้าไว้ในนี้ทั้งหมด รวมถึงทองคำแท่งที่ท่านเก็บสะสมไว้ในตู้เซฟเจ้าค่ะ]
ซูอันพูดอันใดไม่ออกแล้ว เมื่อได้ยินสิ่งที่จี้หยกวิเศษลงมือทำ ภายหลังที่นางตกตายจากอุบัติเหตุ หากมีโรงงานทั้งสองที่ผลิตสินค้าได้ต่อเนื่อง ครอบครัวของร่างนี้ก็ไม่ต้องทำงานหนักอีกต่อไป
“ขอบใจเจ้ามากจริง ๆ นะจีจี้ ที่นำสมบัติของคุณย่าตามข้ามาที่นี่ ไหนจะทองคำมูลค่ามหาศาลที่สะสมไว้อีก ถ้าท่านพ่อตัดขาดกับตระกูลนี้เมื่อใดละก็ ข้าค่อยบอกพวกเขาเรื่องมิติก็แล้วกัน จากนั้นจะได้ลงมือทำการค้า ข้าจะหาผู้สนับสนุนที่มีอำนาจ และทำให้ตระกูลหลิวที่น่ารังเกียจ มีชีวิตที่ตกต่ำไม่เหลืออะไรให้โอ้อวดได้อีก”
[ข้ายินดีช่วยเหลือนายหญิงทำภารกิจให้สำเร็จเจ้าค่ะ ท่านเข้าไปดูด้านในโรงงานเถิด เพราะมันยังมีห้องพยาบาลที่มียารักษาอาการป่วย หรือยาที่ช่วยรักษาแผลของท่านให้ดีขึ้นในเร็ววันนะเจ้าคะ อ้อ ยังมีโรงอาหารเผื่อท่านต้องการทานให้อิ่มท้อง หรือจะนำไปทานร่วมกับครอบครัวใหม่ของท่านก็ได้เช่นกันเจ้าค่ะ]
“อืม รบกวนเจ้าพาข้าเข้าไปสำรวจด้านในทีนะจีจี้”
[เจ้าค่ะนายหญิง]
ซูอันเดินเข้าไปสำรวจด้านในโรงงานทั้งสอง และมันเป็นเช่นที่นางคิดเอาไว้จริง ๆ เครื่องจักรนับร้อยตัวยังคงทำงาน ส่วนผ้าที่ทอเสร็จหรือปักลวดลายที่ตั้งค่าเอาไว้ จะถูกเก็บเข้าชั้นอย่างเป็นระเบียบ นอกจากนี้ยังมีโรงอาหารที่จะสั่งอาหารที่อยากทานก็ได้เช่นกัน
ส่วนยารักษาแผลที่ท้ายศีรษะของซูอัน ก็ได้ยาจากห้องพยาบาลของโรงงาน ทั้งยากินยาทานางนำมาเผื่อทั้งสองอย่าง และสิ่งที่ซูอันคิดวางแผนสำหรับอนาคตของครอบครัว ย่อมเป็นผ้าทอและผ้าปักลวดลายที่งดงาม อีกทั้งยังมีลวดลายที่หลากหลาย มากกว่างานปักในยุคนี้ให้ลูกค้าได้เลือก นางหวังว่าเมื่อใดทำการเปิดร้านค้า ชื่อเสียงของครอบครัวเล็ก ๆ สี่คน จะเป็นที่กล่าวขานไปทั่วในพริบตาแน่นอน
อาละวาดและตัดขาดเสียให้สิ้น
หลังจากสำรวจทุกอย่างจนครบ ซูอันจึงกลับออกมานอนพักด้านนอก เนื่องจากนางกลัวว่าคนในครอบครัว กลับมาแล้วไม่เจอนางจะเกิดความวุ่นวายอีก แล้วคนที่เรือนใหญ่จะหาเรื่องครอบครัวของนางได้
จนกระทั่งใกล้ถึงเวลาอาหารมื้อเย็น บิดามารดาพร้อมพี่สาวของซูอัน ก็ช่วยกันยกถาดอาหารเข้ามาในห้อง ซึ่งซูอันตื่นมานั่งรอพวกเขาได้เกือบหนึ่งเค่อแล้ว แต่สีหน้าของคนทั้งสามผิดแปลกไป คล้ายกับพบเจอเรื่องราวที่ทำให้ลำบากใจอย่างไรอย่างนั้น
จือเหมยวางถาดถ้วยโจ๊กอย่างเบามือ และรีบเดินเข้าไปดูอาการของซูอันทันที “อันเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง เจ้ารู้สึกไม่สบายตรงจุดไหนหรือไม่ลูก หากเจ็บที่ใดจงรีบบอกแม่เข้าใจไหม”
ซูอันรู้สึกซาบซึ้งกับความห่วงใยนี้ไม่น้อย เพราะบิดามารดาของนางในโลกนั้น จากไปเร็วในยามที่นางเพิ่งหัดเดินเท่านั้น “ท่านแม่อย่าห่วงเลยเจ้าค่ะ ข้าสบายกว่าเดิมหลายเท่าแล้ว พวกท่านทำงานมาเหนื่อย ๆ ข้าว่าควรรีบทานอาหารก่อนเถิด หลังจากนั้นพวกท่านสามคนจะได้พักผ่อนให้เร็วขึ้นนะเจ้าคะ”
มู่ถงยิ้มบางให้กับบุตรสาวคนเล็ก ไม่คิดว่าซูอันอยากให้พวกเขาพักผ่อน มากกว่ากลับไปทำงานเช่นแต่ก่อน “ฮูหยินมาทานข้าวเถิด ประเดี๋ยวโจ๊กหายร้อนแล้วจะไม่อร่อยเอาได้นะ”
“เจ้าค่ะท่านพี่ ไปอันเอ๋อร์เจ้าต้องกินให้มากนะจะได้หายไว ๆ”
“ได้เจ้าค่ะท่านแม่”
ซูอันเดินตามมารดามายังโต๊ะกลางห้อง แต่อาหารที่วางอยู่บนโต๊ะทั้งหมด ทำเอานางโกรธจนควันออกหูทันทีทันใด ถ้วยโจ๊กที่มีแต่น้ำใส ๆ แทบนับเม็ดข้าวได้ ไหนจะจานผัดผักที่เรียกว่าเศษผักน่าจะเหมาะกว่า อย่าพูดถึงเนื้อหมูเนื้อไก่แม้แต่ไข่ไก่สักฟองยังไม่มี
ดวงตาที่แทบลุกเป็นไฟปิดลง และพยายามหายใจเข้าออก เพื่อระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของนางในยามนี้ไว้ก่อน แต่มันก็ยากเสียเหลือเกินมือบางของนางกำเข้าหากันแน่น เมื่อครอบครัวถูกรังแกจะให้นางอดทนต่อไปได้อย่างไร
ฟืด ฟู่ว์
“ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านบอกข้ามาตามตรงเถิดเจ้าค่ะ ว่ามันเกิดอันใดขึ้นกับอาหารมื้อเย็นของพวกเราหรือเจ้าคะ” ซูอันไม่ต้องการอ้อมค้อมให้เสียเวลา
มู่ถงมองเห็นความเด็ดเดี่ยวในดวงตาของซูอัน เข้าก็ไม่กล้าโกหกนางเช่นกัน “เฮ้อ เพราะเรื่องที่ปู่ของเจ้าลงโทษไม่สำเร็จ จึงสั่งลดอาหารของครอบครัวเราเป็นเวลาเจ็ดวัน อีกอย่างทุกคนที่เรือนใหญ่ ตัดสินใจจะให้พี่สาวของเจ้าแต่งเป็นอนุคุณชายหวัง ในอีกห้าวันข้างหน้าที่จะถึงนี้แล้วล่ะอันเอ๋อร์”
ซูอันหันไปทางพี่สาวที่แสนดีของนาง โดยมีคำถามเพื่อการตัดสินใจบางอย่าง “พี่ใหญ่ท่านบอกข้าได้หรือไม่ ว่าการแต่งงานที่จะเกิดขึ้นอีกห้าวันข้างหน้า ท่านเต็มใจหรือไม่เต็มใจที่จะแต่งเป็นอนุ อย่าคิดห่วงความรู้สึกของผู้อื่น จงคิดถึงความต้องการของท่าน เพราะการแต่งงานครั้งนี้คือการตัดสินความสุข ที่ท่านต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิต”
เยี่ยนหลิงเงยหน้าสบตากับน้องสาว แน่นอนว่านางไม่มีทางเต็มใจ หากมีหนทางให้หลบหนีได้นางจะไม่ลังเล “อันเอ๋อร์พี่ย่อมไม่เต็มใจแต่งเป็นอนุภรรยา สตรีใดบ้างไม่อยากแต่งงานอย่างมีเกียรติ ยืนเคียงข้างกับสามีอย่างสง่าผ่าเผยเล่า แต่คนเรือนใหญ่ข่มขู่ท่านพ่อไม่เลิก หากพี่ไม่ยอมท่านพ่อท่านแม่รวมถึงเจ้า จะลำบากหนักยิ่งกว่าที่เป็นอยู่อีกเท่าตัวนะ”
ซูอันเข้าใจดีเรื่องการกดดันในยุคโบราณ ที่เห็นบุตรหลานเป็นเครื่องมือเพื่อหนุนตระกูล แต่กับนางแล้วไม่มีทางให้เยี่ยนหลิง พี่สาวที่แสนดีคนนี้ต้องอยู่กับความอัปยศไปตลอดชีวิต
“ท่านพ่อเจ้าคะ หากข้าต้องการให้ท่านตัดขาดกับตระกูลนี้ ท่านมีความกล้ามากพอที่จะทำเพื่อพวกเราหรือไม่ แม้ว่าหลังจากตัดขาดความสัมพันธ์และออกจากผังตระกูล พวกเราต้องใช้ชีวิตเร่ร่อน แต่บางทีอาจจะมีความสุขมากกว่าอยู่ในตระกูล ที่เต็มไปด้วยคนเห็นแก่ผลประโยชน์ก็ได้นะเจ้าคะ บอกตามตรงข้าไม่อยากทนเป็นทาส ให้พวกเขากลั่นแกล้งรังแกอีกแล้วเจ้าค่ะ”
มู่ถงถูกภรรยาและบุตรสาวทั้งสอง จ้องมองเพื่อรอฟังการตัดสินใจของเขาอยู่เงียบ ๆ เมื่อน้ำเสียงที่จริงจังของซูอันเอ่ยถาม มู่ถงที่เห็นคนในครอบครัวต้องอดทนมานาน เขาจึงตัดสินใจตอบบุตรสาวโดยไม่มีความลังเลใด ๆ ทั้งสิ้น
“อันเอ๋อร์พวกเราอดทนกันมานานเกินไปแล้ว ครั้งนี้พวกเขารังแกครอบครัวของเรามากจริง ๆ บุตรหลานที่โปรดปรานกลับรักษาไว้ แต่คิดส่งหลิงเอ๋อร์ไปตกนรกแทน พ่อไม่มีทางให้เป็นเช่นนั้นแน่ลูกรัก”
“ดี! เช่นนั้นช่วยกันเก็บข้าวของที่จำเป็นนะเจ้าคะ หรือจะเอาไปแค่เพียงเสื้อผ้าก็ได้ เมื่อพร้อมแล้วพวกเราจะไปที่เรือนใหญ่พร้อมกันเจ้าค่ะ” ซูอันไม่มีทางปล่อยให้คนในเรือนใหญ่ได้สมหวัง
“ได้! อันเอ๋อร์นั่งรออยู่นี่ก่อนก็แล้วกัน พวกเราสามคนจะจัดการเรื่องเก็บข้าวของเอง ถึงอย่างไรก็ไม่มีสมบัติอันใดในเรือนหลังนี้อยู่แล้ว ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็เก็บทั้งหมดเสร็จ” มู่ถงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เขาคิดทบทวนจากคำพูดของซูอันก็เห็นว่า ถ้าเขาไม่เข้มแข็งและเด็ดขาด จะปกป้องครอบครัวของตนได้อย่างไร
“เจ่าค่ะท่านพ่อ”
แต่ซูอันมิได้นั่งรอเฉย ๆ นางขอแท่งเหล็กที่เหมาะมือ ผ่านจีจี้ที่สรรหามาให้นางจากภายในมิติ เพราะคนเรือนใหญ่คงพูดคุยด้วยถ้อยคำดี ๆ ไม่มีทางที่จะยอมปล่อยครอบครัวของนางเป็นแน่
ไม่ถึงหนึ่งเค่อทุกคนก็กลับมา พร้อมห่อผ้าขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ เมื่อเห็นว่าพวกเขาพร้อมจะก้าวออกจากที่นี่ ซูอันจึงถือแท่งเหล็กเดินนำหน้าไปยังเรือนใหญ่ทันที
ยิ่งเดินเข้าไปใกล้เท่าไหร่ ยิ่งได้ยินเสียงพูดคุยที่ดูจะมีความสุข ของครอบครัวใหญ่ที่ไม่มีพวกนางอยู่ในนั้น นอกจากนี้ยังเป็นการพูดคุยระหว่างการทานอาหารอีกด้วย
ซูอันหยุดอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เนื่องจากด้านหน้าห้องมีบ่าวอยู่สองสามคน คอยเฝ้าดูแลไม่ให้คนที่ไม่เกี่ยวข้อง เข้าไปวุ่นวายด้านในห้องทานอาหาร แต่นั่นใช้ไม่ได้กับเจ้าแม่มาเฟียเช่นนาง
“ท่านพ่ออยู่ตรงนี้ดูแลท่านแม่กับพี่หญิงรอข้า เมื่อใดที่ด้านในสงบข้าจะเรียกท่านพ่อเข้าไปเองเจ้าค่ะ”
“อืม ระวังตัวด้วยนะอันเอ๋อร์” มู่ถงรับปากพร้อมกับเป็นห่วงบุตรสาว
“เจ้าค่ะ”
ในขณะที่หลิวเฟยและเหล่าบุตรหลานสายหลัก กำลังทานอาหารเย็นในห้องโถงใหญ่ เสียงหัวเราะและบทสนทนาที่ดังก้อง พวกเขากำลังมีความสุขมิได้สนใจเสียงตุบตับ ที่ดังอยู่ด้านนอกห้องโถงใหญ่สักนิด ซูอันเดินเข้ามาในห้องนั้น ด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ทันทีที่นางผลักประตูออกทุกสายตาหันมามองนางเป็นจุดเดียวกัน
“ซูอัน! เจ้าไม่มีสิทธิ์เข้ามาในห้องนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต!” หลิวชางหรงตะโกนเสียงดัง แต่หญิงสาวกลับยืนนิ่งดวงตาแข็งกร้าว
ซูอันมองไปที่โต๊ะอาหารซึ่งเต็มไปด้วยอาหารดี ๆ ในขณะที่ครอบครัวของนางต้องทนกินเศษข้าว ซูอันไม่มีคำแก้ตัวหรือคิดจะตอบกลับลุงรองผู้นี้ แต่นางกลับทำสิ่งที่ตรงกันข้ามต่อหน้าทุกคนแทน
ครืด ครืด โครม! เพล้ง! กรี๊ดดด!
‘ในเมื่อครอบครัวข้าไม่ได้กินอาหารดีๆ พวกเจ้าก็ไม่ควรที่จะได้กินเช่นกัน!’
โต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารดี ๆ ถูกซูอันใช้แท่งเหล็ก ทุบถ้วยชามจนแตกเป็นเสี่ยง ๆ กระเด็นกระดอนไปทั่วพื้น สร้างความตกใจให้คนในโถงใหญ่อย่างมาก
“หยุดเดี๋ยวนี้นะนางคนอกตัญญู! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาทำลายข้าวของถึงที่นี่ ไม่กลัววะ..” หลิวฉางฮุ่ยลุงใหญ่ของซูอันยังพูดไม่จบ ก็ถูกเท้าของนางถีบไปที่ท้องเต็มแรง
ปึก! โครม!
หลิวชางหรงคิดเข้าไปช่วยพี่ชายก็ถูกแท่งเหล็กฟาดกลับมา ทำให้เขาบาดเจ็บที่หัวไหล่ทันที คนพวกนี้คิดว่ามีจำนวนมากกว่า ย่อมจัดการซูอันได้จึงพยายามเข้าไปยื้อยุด แต่แล้วก็ถูกซูอันทุบตีจนเจ็บตัวกันทุกคน
หลิวเฟยที่ล้มกระแทกกับพื้นอย่างแรง ทั้งยังรับน้ำหนักจากร่างของภรรยาอย่างหลิวเหมยเซียง ทำให้เจ็บมากกว่าคนอื่นอยู่มาก แต่ยังมิวายต่อว่าซูอันอีกเช่นเคย “เจ้าทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรซู่อัน ไม่พอใจกับคำสั่งของข้าที่มีต่อครอบครัวของเจ้างั้นรึ!”
ซูอันยืนถือแท่งเหล็กมองกลุ่มคนตรงหน้านิ่ง ๆ “ข้าเพียงแค่สงสัยว่าพวกเจ้าทานอาหารมื้อนี้ ด้วยความภาคภูมิใจได้อย่างไร ในขณะที่คนในครอบครัวของข้าต้องลำบาก เพราะความเห็นแก่ตัวของพวกเจ้า!”
เสียงของหลิวฉางฮุ่ยดังขึ้นพร้อมหัวเราะเยาะ “เจ้าเป็นเพียงสายรองมีสิทธิ์อะไรมาเรียกร้อง? ที่พวกเจ้ามีซุกหัวนอนอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะพวกเราสายหลักคอยดูแลให้ที่พักมิใช่รึ!”
ซูอันเดินตรงไปหาหลิวฉางฮุ่ย นางฟาดแท่งเหล็กลงพื้นอย่างแรง จนเกิดเสียงดังทำให้ทุกคนสะดุ้งอีกครั้ง เพล้ง! “คอยดูแลงั้นหรือ? พวกเจ้าทำอะไรบ้างนอกจากใช้ประโยชน์จากผู้อื่น! คนที่เหนื่อยล้าและเสียสละจริง ๆ คือครอบครัวของข้า คนที่พวกเจ้าเอาแต่กดขี่ดูถูกมาตลอด!”
หลิวซิ่วอิงภรรยาของหลิวชางหรง พยายามพูดขึ้นเพื่อแก้ตัว “เจ้ากล้ากล่าวหาพวกเราเช่นนี้ได้อย่างไร? ถ้าไม่มีสายหลักพวกเจ้าก็คงเป็นขอทะ..!"
ขวับ!! เพี๊ยะ! โอ๊ยยย เพี๊ยะ! โอ๊ยยย
“อิงเอ๋อร์! ท่านแม่!”
ซูอันยืนหัวเราะอย่างเย็นชาหลังจากสั่งสอนหลิวซิ่วอิง “ที่ซุกหัวนอน? สิ่งที่พวกเจ้าให้คือความกดขี่ประหนึ่งทาส และความอัปยศ คนอย่างพวกเจ้าไม่สมควรใช้ชีวิตอย่างสุขสบายด้วยซ้ำ!”
“นายท่านหลิวจงฟังคำพูดของข้าให้ดี อีกห้าวันข้างหน้าจะไม่มีการแต่งงานของพี่สาวข้าเกิดขึ้น ท่านจะหาวิธีรับหน้าคหบดีหวังเช่นไรก็แล้วแต่ท่าน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของวันนี้ก็คือ ท่านต้องมอบหนังสือตัดขาดแยกบ้าน รวมถึงตัดชื่อของครอบครัวข้าออกจากผังตระกูลเสีย หากไม่ยอมทำตามแต่โดยดีแล้วละก็ คืนนี้พวกท่านทุกคนคงจะนอนกองบนพื้น เป็นร่างที่ไร้ดวงวิญญาณตลอดไป”
“นี่เจ้าพูดอันใดออกมารู้ตัวหรือไม่ซูอัน!” หลิวเหมยเซียงผู้เป็นย่าถามด้วยความตกใจ
ซูอันแค่ชำเลืองไปมองและยังยืนยันคำพูดเดิม “หึ แน่นอนข้าย่อมรู้ตัวว่าพูดอันใดออกไป ข้ามีเวลาจำกัดรบกวนนายท่านผู้เฒ่าหลิว กรุณาช่วยตัดสินใจโดยเร็วจะดีกว่า อย่าได้คิดหาทางรั้งพวกข้าเอาไว้ที่นี่อีก”
เมื่อคำข่มขู่ที่อันตรายถึงชีวิตอยู่ตรงหน้า และพวกเขารู้ว่าซูอันไม่มีทางพูดเล่น จึงหันไปมองหลิวเฟยผู้นำตระกูลเป็นการกดดัน เพราะทุกคนต่างเห็นแก่ตัวไม่มีใครอยากตายอยู่แล้ว หลิวเฟยมองบุตรหลานที่กดดันตนเอง สุดท้ายได้แต่ถอนหายใจพยักหน้าตกลง เพื่อเขียนหนังสือแยกบ้านพร้อมการตัดขาด และลบชื่อครอบครัวของซู่อันออกจากผังตระกูล
“ท่านพ่อเจ้าคะ เข้ามาทำให้ทุกอย่างจบลงโดยเร็วเถิดเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นว่าหลิวเฟยตอบรับแล้ว จึงเรียกบิดาเข้ามาเพื่อจัดการให้ถูกขั้นตอนเสีย
พอปรากฏร่างของหลิวมู่ถงในห้องโถงใหญ่ เขารับรู้ได้ถึงสายตาไม่พอใจและอาฆาตแค้นได้ฉับพลัน แต่ยังคงมีท่าทีสงบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ สายตาตัดพ้อของมู่ถงมองไปยังผู้เป็นบิดา
“ที่ข้ายอมอดทนเพราะท่านคือบิดาที่ให้กำเนิด แต่ท่านกลับจิตใจดำมืดหลอกลวงท่านแม่ ด้วยต้องการใช้ฝีมือการปักผ้าของนาง ข้าเคยคิดว่าสักวันหนึ่งท่านจะทำดีกับลูกคนนี้บ้าง แม้จะไม่ดีเท่าพี่น้องคนอื่น ๆ ก็ตาม แต่วันแล้ววันเล่ากลับยิ่งเลวร้าย ยามนี้ความอดทนของข้ามันได้สิ้นสุดลงแล้ว ต่อไปภายหน้าไม่ว่าจะยากลำบาก อดมื้อกินมื้ออยู่ข้างถนน ข้ากับครอบครัว จะไม่กลับมาขอความช่วยเหลือจากท่านแน่”
มู่ถงพูดจบก็คุกเข่าก้มคำนับอำลาหลิวเฟยเป็นครั้งสุดท้าย ทุกคนล้วนคาดไม่ถึงว่าคนที่ยอมมาตลอดหลายปี จะเด็ดเดี่ยวเมื่อหมดความอดทนได้จริง ๆ เนื่องจากซูอันยื่นจังก้ามือถือแท่งเหล็กไว้ ทำให้คนในห้องโถงใหญ่ไม่กล้าขยับตัว
สุดท้ายหลิวเฟยจึงให้พ่อบ้านนำหนังสือสาแหรกของตระกูลมาให้ จากนั้นได้ขีดลบชื่อครอบครัวมู่ถงออก ตามด้วยหนังสือตัดความสัมพันธ์ไม่ขอยุ่งเกี่ยวอันใดต่อกันอีกตลอดไป