โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ยามะเร็ง” ความหวังใหม่ “ไฟเซอร์” ฟื้นธุรกิจหลังหมดยุควัคซีนโควิด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 มี.ค. 2567 เวลา 08.19 น. • เผยแพร่ 21 มี.ค. 2567 เวลา 08.19 น.

คอลัมน์ : Market Move

ขณะที่ชัดเจนแล้วว่าการทำเงินจากวัคซีน ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับโควิดกำลังถึงทางตัน ไฟเซอร์ยักษ์บริษัทยาและหนึ่งในผู้ผลิตวัคซีนโควิดรายใหญ่ ได้ประกาศเปลี่ยนทิศธุรกิจหันไปโฟกัสกับตลาดยารักษาโรคมะเร็งแทน

ครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงการลองหยั่งเชิงในตลาดใหม่เหมือนที่ผ่าน ๆ เพราะไฟเซอร์แสดงท่าทีทุ่มเต็มที่กับการรุกตลาดยารักษามะเร็ง สะท้อนจากการที่บริษัททุ่มเงินซื้อเวลาโฆษณานาน 60 วินาที ระหว่างการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลซูเปอร์โบวล์ ซึ่งเป็นสลอตโฆษณาราคาแพงเป็นอันดับต้น ๆ ของวงการทีวีสหรัฐ เพื่อแพร่ภาพภาพยนตร์โฆษณาธุรกิจใหม่ พร้อมลงท้ายด้วยประโยคย้ำความมุ่งมั่น อย่างจุดเริ่มต้นของการเอาชนะมะเร็ง ก่อนจะตามด้วยการเผยรายละเอียดของแผนในงานบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน

ต่างจากในอดีตที่มักจะแจ้งการตัดสินใจนี้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุนในการประชุมผู้ถือหุ้น หรือการแถลงผลประกอบการ

สำนักข่าวซีเอ็นบีซี รายงานว่า ไฟเซอร์ประกาศโฟกัสทรัพยากรต่าง ๆ ของบริษัทให้กับการผลิตยารักษามะเร็ง ซึ่งมีอยู่ในไปป์ไลน์การพัฒนาถึง 60 ตัว เพิ่มขึ้นจากเดิมเท่าตัว หลังซื้อกิจการ Seagen บริษัทผู้ผลิตยารักษามะเร็งแบบเจาะจงเป้าหมายเข้ามาในเครือด้วยเม็ดเงิน 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงวางแผนระยะ 7 ปี หรือถึงปี 2030 เอาไว้แล้วด้วย

พร้อมแย้มว่า ด้วยการมียาระหว่างการพัฒนามากถึง 60 ตัวนี้ ทำให้ภายในปี 2030 บริษัทจะมียารักษามะเร็งที่ใช้งานได้จริงและมีโอกาสได้รับความนิยมสูงอย่างน้อย 8 ตัวออกสู่ตลาด จากปัจจุบันที่มีเพียง 5 ตัวเท่านั้น

สำหรับรายละเอียดของแผนนี้ ไฟเซอร์ระบุว่าบริษัทตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ขึ้นมาเพื่อทำการวิจัยเกี่ยวกับเนื้องอกวิทยาโดยเฉพาะ ด้วยการใช้ยาทั้งที่ไฟเซอร์ และ Seagen ค้นพบหรือซื้อสูตรเข้ามา รวมไปถึงรูปแบบการรักษาที่ทั้ง 2 บริษัทมีจำหน่ายอยู่แล้วด้วย โดยมี คริส บอชอฟ ผู้บริหารมือดีที่อยู่กับไฟเซอร์มาอย่างยาวนานและยังเคยเป็นหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาโรคมะเร็งมาเป็นผู้กุมบังเหียน

คริส บอชอฟ กล่าวถึงแผนงานของหน่วยธุรกิจเนื้องอกวิทยาว่า จะเน้นพัฒนายาชีวภาพ หรือการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ วัคซีน และยีนบำบัด ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการรักษาด้วยยาชนิดนี้จาก 6% เป็น 65% ภายในปี 2030 แทนยาแบบโมเลกุลเล็กที่ผลิตจากกระบวนการทางเคมี ซึ่งมีสัดส่วนถึง 94% ของพอร์ตโฟลิโอยารักษามะเร็งของไฟเซอร์

เนื่องจากยาชีวภาพมีศักยภาพในการสร้างรายได้ในระยะยาวที่ดีกว่าจากหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นอายุของสิทธิบัตร และการที่ยาชีวภาพจะไม่อยู่ในบัญชียาของบริการสุขภาพถ้วนหน้าจนกว่าจะครบ 13 ปีหลังผ่านการอนุมัติขององค์การอาหารและยาสหรัฐ ขณะที่ยาโมเลกุลเล็กจะอยู่นอกบัญชีเพียง 9 ปี ทำให้มีโอกาสสร้างรายได้ได้นานกว่า นอกจากนี้ ด้วยความซับซ้อนของยาชีวภาพยังทำให้ความเสี่ยงที่จะถูกลอกเลียนแบบต่ำกว่ายาปกติอีกด้วย

สำหรับประเภทมะเร็งที่ไฟเซอร์จะมุ่งผลิตยาเพื่อรักษานั้น จะประกอบด้วย 4 ประเภทคือ มะเร็งเต้านม มะเร็งทางเดินปัสสาวะ มะเร็งทรวงอก และมะเร็งเม็ดเลือด

ศักยภาพด้านการวิจัย พัฒนา และผลิตยารักษามะเร็งของไฟเซอร์ ว่าขณะนี้ไฟเซอร์มีฐานการผลิตยารักษามะเร็ง 10 แห่ง กระจายอยู่ใน 3 ทวีป ส่วน Seagen มีฐานการผลิต 1 แห่ง นอกจากนี้ ไฟเซอร์ยังทำการตลาดด้านยาอยู่ในกว่า 100 ประเทศ

การรวมตัวของทั้ง 2 บริษัทนี้ ทำให้สามารถนำความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายมาผสานกัน ช่วยให้ศักยภาพในการพัฒนายารักษามะเร็งเพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด ซึ่งจะยิ่งสร้างผลบวกให้กับผู้ป่วยได้มากกว่าที่ทั้งไฟเซอร์ และ Seagen เคยทำได้

แม้ไฟเซอร์จะไม่เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ยอดขายของกลุ่มยารักษามะเร็งเมื่อสิ้นสุดแผนการในปี 2030 แต่ระบุว่าภายในสิ้นปี 2030 คาดว่า 2 ใน 3 ของรายได้ด้านยารักษามะเร็งหลังปรับตามความเสี่ยงแล้ว จะมาจากยาใหม่, การใช้ยาที่มีอยู่แล้วกับข้อบ่งชี้ใหม่ ๆ หรือการใช้กระบวนการรักษามะเร็งที่มีอยู่แล้ว

นักวิเคราะห์ในวงการลงทุนคาดว่า การเปลี่ยนแผนนี้เป็นความพยายามของไฟเซอร์หลังปี 2023 มูลค่าหุ้นของบริษัทลดลงไปถึง 40% ทำให้มูลค่าของบริษัทหายไปกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเนื่องจากดีมานด์สินค้าเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ลดลงอย่างต่อเนื่อง และความล้มเหลวในการพัฒนาสินค้าใหม่อย่างยาเม็ดลดความอ้วนที่ไม่ผ่านการทดลองทางคลินิก หรือผลตอบรับที่ย่ำแย่ของวัคซีน RSV (ไวรัสโรคทางเดินหายใจ)

ขณะเดียวกัน ไฟเซอร์ปรับโครงสร้างธุรกิจอื่น ๆ ในเครือด้วยการแบ่งเป็น 2 แผนกใหญ่ ๆ คือ แผนกธุรกิจในสหรัฐ และแผนกธุรกิจต่างประเทศ ซึ่งจะโฟกัสการพัฒนาวัคซีน โรคที่เกิดจากภาวะการอักเสบ และกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย โดยมีวัคซีนและยาไฮไลต์ในไปป์ไลน์อย่างวัคซีนป้องกันโรคปอดบวมรุ่นที่ 4, ยารักษาโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียวแบบทาน รวมถึงการขออนุมัติการนำวัคซีน RSV ไปใช้ในกลุ่มผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไปอีกด้วย

ความเคลื่อนไหวของไฟเซอร์นี้ สะท้อนการสิ้นสุดของยุคการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งต้องรอดูว่ายักษ์วงการยาจะสามารถสร้างแหล่งรายได้ใหม่มาทดแทนวัคซีนโควิดได้สำเร็จหรือไม่

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ยามะเร็ง” ความหวังใหม่ “ไฟเซอร์” ฟื้นธุรกิจหลังหมดยุควัคซีนโควิด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...